| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การถึงซึ่ง...พระรัตนตรัย (ตอนที่ ๔)
สลักธรรม 1
คำว่าพระธรรม มีความหมายได้กี่อย่าง
ถ้าพูดถึง "ธรรม" ต้องเข้าใจว่า หมายถึงสภาพที่เป็นกุศลก็มี อกุศลก็มี อพยากฤตก็มี แต่ถ้าพูดถึง"พระธรรม" มีความหมายได้ถึง ๓ อย่าง ๑. พระธรรม หมายถึง พระวาจาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอน ๒. พระปริยัติธรรม หมายถึง ข้อปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงชี้ทางให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติ ๓. ปฏิเวธธรรม หมายถึง คุณสมบัติที่ได้อารมณ์จากการบรรลุธรรม
การขอถึงซึ่งพระธรรม เป็นการขอถึงอะไร
เมื่อเรารู้แล้วว่าพระธรรมคืออะไร การกล่าว "ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม" จึงเป็นการขอถึงซึ่งเป้าหมายสูงสุดที่พระพุทธองค์ทรงต้องการ คือ ความพ้นทุกข์ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ อันเป็นผล เมื่อปรารถนาผล เท่ากับผู้นั้นขอใช้ชีวิตอยู่กับเหตุ และเหตุนั้นคือ ขอใช้ชีวิตอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา หรือ มรรคอันมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ อันเป็นสายธรรมที่ชอบเป็นเบื้องต้น และสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นชอบเบื้องปลาย หรือเป็นการใช้ชีวิตเจริญอยู่ในมหาสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้ปัญญากำหนดพิจารณากายเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้ปัญญากำหนดพิจารณาเวทนาจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้ปัญญากำหนดพิจารณาจิตธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้ปัญญากำหนดพิจารณาธรรมโดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ส.ค. 2550 , 09:16:08 น.] ( IP = 124.121.172.88 : : )
สลักธรรม 2
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสและประกาศต่อหน้าพระอริยสงฆ์ทั้งหลายว่า นอกจากทางนี้แล้ว ทางอื่นไม่มีเลย พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า มีทางเดียวเท่านั้นเป็นเอกยนมรรค คือทางปฏิบัติทางเดียวที่จะทำให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ เพราะเป็น มัชฌิมาปฏิปทาได้แก่ทางสายกลาง หรือข้อปฏิบัติที่เป็นกลางๆ ไม่หย่อนเกินไปและไม่ตึงจนเกินไป นั่นคือการไม่ข้องแวะในทางสุดโต่ง ๒ อย่างคือ กามสุขัลลิกานุโยค (การข้องติดอยู่ในกาม) และอัตตกิลมถานุโยค (การทรมานตน) มัชฌิมาปฏิปทาจึงนับเป็นทางแห่งปัญญาอันพอดีที่จะให้ถึงจุดหมาย คือความดับกิเลสและความสิ้นทุกข์ หรือความหลุดพ้นอันเป็นอิสระโดยสิ้นเชิงเมื่อผู้ใดปฏิบัติอยู่ในทางที่พระพุทธองค์ชี้ให้ ย่อมตัดซึ่งโมหะอันเป็นความหลง หรือความไม่รู้จริง อันเป็นมูลรากของโลภะ ต้นเหตุแห่งความรักหรืออภิชฌา และโทสะต้นเหตุแห่งความชังหรือโทมนัส การปฏิบัติเช่นนี้มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น นับเป็นกุศลคู่บารมีขององค์พระชินสีห์ศากยมุณี ที่ทรงค้นพบด้วยพระปัญญาธิคุณ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงแก่เวไนยเพื่อโปรดให้สัตว์โลกพ้นไปจากสังสารทุกข์ นั่นคือการปฏิบัติด้วยปัญญาหรือที่เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน นั่นเอง
ฉะนั้น การที่จะถึงพระธรรมเจ้าตามที่เราประกาศว่า "ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ" จึงถึงได้โดยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งอาจเรียกการปฏิบัติเช่นนี้ว่า มหาสติปัฏฐาน ๔ หรือมัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรคอันมีองค์ ๘ หรือมัคคพรหมจรรย์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้นโดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ส.ค. 2550 , 09:19:34 น.] ( IP = 124.121.172.88 : : )
สลักธรรม 3
คุณของพระธรรมเจ้ามีอย่างไร
ในพระธรรมที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอภิธรรมมัตถสังคหะ เรื่องจิต เจตสิก รูป หรือนิพพาน เช่นปริจเฉทที่ ๑ กล่าวว่าจิต ๘๙ โดยพิสดาร ๑๒๑ และแบ่งเป็นกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ หรือในปริจเฉท ๙ เรียนสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน เราต้องรู้ว่าศึกษาแล้วได้ประโยชน์อย่างไรจากพระธรรม เพราะเมื่อรู้ว่ามีประโยชน์ ก็จะเป็นคุณ เป็นการเติมกำลังความศรัทธา ทำให้ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสโลก จึงต้องรู้ว่าพระธรรมมีคุณอย่างไร เพราะไม่ว่าเมื่อใด ไม่ว่าใคร ไม่ว่าชั้นวรรณะใดจะเป็นผู้ดีหรือไพร่ ยาจกหรือเศรษฐี เมื่อใดมีโอกาสมาศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมแล้ว ผลที่จะได้รับคือ๑. พระธรรมจะคุ้มครองรักษาผู้นั้นไม่ให้ตกไปในทางชั่ว เพราะพระธรรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุ และผล คือกรรมและวิบาก "ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ" ใครสร้างเหตุไว้อย่างไร ผลที่ได้รับย่อมเป็นไปตามเหตุที่สร้างนั้น ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ไม่มีอะไรเก่งเกินกรรมเมื่อใดผู้ที่ศึกษาธรรมะ มีความเข้าใจในธรรมะ จะเกิดความเลื่อมใสในศรัทธา โดยเฉพาะศรัทธา ๔ คือเชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องวิบากกรรม เชื่อเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของๆตน และเชื่อในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนั้นธรรมย่อมกลับมาคุ้มครองผู้นั้นให้ปลอดภัยจากความชั่ว เพราะหิริ-โอตตัปปะจะทำให้บุคคลนั้นไม่เกลือกกลั้วกับบาปอกุศลเอง
๒. ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นจะสามารถดับทุกข์ทางใจทั้งปวงได้ในที่สุด
เมื่อผู้ใดมีความเลื่อมใสและมั่นใจในศรัทธา ๔ ย่อมทราบดีว่าชีวิตมีอยู่คู่กับความทุกข์ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้พ้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัย สิ่งที่เป็นผลย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุ เช่นเดียวกัน ผลคือวิบากขันธ์ มีมาได้ เพราะเหตุแห่งกรรมอันเนื่องด้วยกิเลส อาจพูดได้ว่าเหตุคือโลภะ หรือที่เรียกว่า สมุทัย ทำให้บังเกิดผลคือ วิบากขันธ์ ได้แก่ ทุกข์ นั่นเอง
ผู้ปฏิบัติที่มั่นคงในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมดำเนินตามคำสั่งของพระพุทธองค์ที่ทรงชี้ว่ามีหนทางเดียวเท่านั้น
ที่จะทำให้พุทธศาสนิกชนพ้นไปจากความทุกข์ได้ คือเดินตามทางมรรคอันมีองค์ ๘ เป็นการสร้างเหตุเพื่อได้ถึงซึ่งผล คือ นิโรธ หรือนิพพาน อันเป็นความดับสิ้นซึ่งเหตุแห่งความทุกข์ ถึงซึ่งความสุขอันสถาพรได้
นับว่า คุณของพระธรรมเจ้ามีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อบุคคลที่ศึกษา และปฏิบัติ
โปรดติดตามตอนต่อไป...สังฆัง สะระณัง คัจฉามิโดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ส.ค. 2550 , 09:25:59 น.] ( IP = 124.121.172.88 : : )
สลักธรรม 4ตามมาอ่านต่อจากเมื่อวานครับ
ขอบพระคุณมากเลยครับพี่ดาสำหรับเรื่องนี้ครับโดย เทพธรรม [2 ส.ค. 2550 , 15:24:32 น.] ( IP = 58.9.147.216 : : )
สลักธรรม 5
อนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาเผยแพร่ให้ทราบ โดย น้องกิ๊ฟ [2 ส.ค. 2550 , 17:18:21 น.] ( IP = 58.9.105.67 : : )
สลักธรรม 6อนุโมทนาค่ะพี่ดา โดย น้องอุ๊ (asomsopon) [2 ส.ค. 2550 , 19:25:50 น.] ( IP = 125.24.59.105 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |