| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พุทธวิธีหนีภัยที่ใกล้ตัว
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
หรือแม้นจะได้เกิดในพ่อแม่ที่มีคุณธรรมก็ตาม แต่ข่าวคราวที่เราได้รับฟังทุกวันนี้ว่า มหันตภัยในโลกกำลังใกล้จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากภาวะโลกร้อนที่มาในรูปของคลื่นยักษ์ แผ่นดินไหว หิมะขั้วโลกละลาย น้ำท่วม และเกิดพายุต่างๆ ...ผลสุดท้ายสรุปลงแล้วก็คือ ความเดือดร้อนของชีวิตที่มนุษย์ไม่อาจจะหนีพ้นไปได้ ฟังแล้วก็ยิ่งทำให้เราเห็นความน่ากลัวของการเกิดเป็นมนุษย์ในยุคนี้ แม้พระพุทธองค์ก็ตรัสถึงความน่ากลัวว่ามี ๔ ประการ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งอาจารย์ก็ได้นำมาพูดบ่อยครั้งเพื่อให้เราตระหนักถึงคำตรัสนี้ว่า ขณะนี้พวกเราส่วนใหญ่ ผ่านมาแล้ว ๓ ตอน เรายังเหลืออีกเพียงประการเดียว คือตาย
และความตายนั้นหลวงพ่อเสือท่านก็มาเตือนสติพวกเราว่า มันอยู่ใกล้เรานิดเดียว กล่าวได้ว่าชาติหน้าไม่ได้อยู่ไกลเลย แต่อยู่ใกล้ที่สุด เพราะเพียงแค่ลมหายใจหยุด นั่นก็คือชาติหน้าของพวกเราแล้ว และยิ่งน่ากลัวมากขึ้น หากเราต้องเกิดในเด็กวัยรุ่นที่รักสนุก ทั้งๆ ที่ในชาตินี้เรากำลังศึกษาพระธรรมกันอยู่ เรากำลังปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์กันอยู่แล้ว แต่พอชาติหน้าสิ่งที่เป็นกุศลเหล่านี้ต้องจบลงไปโดยรับประกันไม่ได้เลยว่าชาติหน้านั้นเราจะมีสิ่งดีๆ มีชีวิตที่คลุกคลีอยู่กับกุศลได้เช่นชาตินี้หรือไม่
ดังนั้นทุกคนจึงตระหนักดีว่าที่ๆจะปลอดภัยต่อชีวิตพวกเราทุกคนก็คือ ตักของพ่อ แต่นั่นหมายถึงว่า เราต้องเกิดในเทวภูมิ ซึ่งเป็นสิ่งที่มุ่งหวังของพวกเราทุกคน แต่ทว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะ....
เย็นวันหนึ่งท่านอาจารย์ได้ปรารภถึงความเป็นไปในการใช้ชีวิตของพวกเราที่ส่วนใหญ่ยังดำเนินชีวิตที่เป็นไปด้วยความคุ้นเคยแบบเดิมๆ นั่นก็คือถูกผลักพาไปด้วยกิเลส คือ โลภะ โทสะ และโมหะ แม้ว่าบางคนพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการนำคำสอนและคำตักเตือนของหลวงพ่อมาปรับปรุงใช้ในการดำเนินชีวิตแต่ละวันก็ตาม อย่างเช่นในช่วงเข้าพรรษานี้ทุกคนก็พยายามให้ชีวิตดำรงอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ แต่ทว่าบ่อยครั้งก็ยังหนีความสันทัดเก่าไปไม่ได้ อนุสัยกิเลสที่ติดตัวมานานนับภพชาติไม่ถ้วนนั้นยังผลักพาให้เกิดความหงุดหงิด เมื่อตนเองต้องประสบอารมณ์ที่ไม่พอใจ จนเกิดเป็นมโนกรรม บางคนถึงกับหลุดออกมาเป็นวจีกรรม และกายกรรม อาจารย์จึงเตือนว่า หากเราปล่อยชีวิตให้เป็นไปเดิมๆ เช่นนี้แล้ว พวกเราจะมีโอกาสไปพบหลวงพ่อกันได้อย่างไร แม้นหลวงพ่อท่านจะเตรียมที่ไว้ต้อนรับลูกก็ตาม แต่ในเมื่อพวกเราไม่สร้างเหตุไว้ ...ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
เพราะมีสิ่งที่ยืนยัน...นั่นก็คือพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ ดังที่แสดงไว้ในอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี วรรคที่ ๔ [๒๐๖] ที่กล่าวในตอนต้นว่า
....ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดในมนุษย์ มี เป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิด ในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ ..... โดย วยุรี [14 ก.ย. 2550 , 08:08:16 น.] ( IP = 58.9.140.225 : : )
สลักธรรม 2แล้วลองคิดดูซิว่า เราจะมีโอกาสเป็นส่วนน้อยนั้นได้หรือไม่ ? โดยเฉพาะในท่อนที่กล่าวว่า สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อย ? ในเมื่อเรายังเปิดโอกาสให้ความสันทัดด้านอกุศลมีอำนาจเหนือใจเรากันอย่างเช่นทุกวันนี้ ยิ่งผู้ใดได้เรียนพระอภิธรรมแล้วต้องยอมรับว่า มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนักกับการที่ชีวิตยังต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะทันทีที่ตายนั้น ย่อมต้องเกิดทันที ...แต่เราจะไปเกิดที่ภพภูมิใดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ด้ เพราะอารมณ์ใกล้ตายนั้นไม่มีใครบอกได้ว่า
(อารมณ์ก่อนตาย)ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ประการสำคัญอารมณ์ใกล้ตายเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากสิ่งที่เราคุ้นเคย คือเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเราบ่อยๆ ฉะนั้นเราควรถามตนเองว่า ชีวิตเราคุ้นเคยกับเรื่องกุศล หรืออกุศล บางคนอาจจะมีชีวิตบั้นปลายอยู่กับกุศลมานานหลายปี แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ากว่าเราจะมาใช้ชีวิตอยู่กับกุศลเช่นนี้ อดีตที่เราขลุกอยู่กับอกุศลนั้นมันนานแค่ไหน ฉะนั้นเราจะประมาทกับชีวิตไม่ได้เลย
ทุกวันนี้ เชื่อได้ว่าเราทุกคนต่างมีเป้าหมายคือ สิ้นสุดการเกิด เพื่อจะได้สิ้นสุดไปจากความทุกข์ แต่กว่าจะถึงวันนั้นเรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดไปในภพภูมิต่างๆ อย่างแน่นอน หรืออาจกล่าวว่าชีวิตเรายังต้องเดินไปตามถนนถึง ๖ สาย เพราะถนนชีวิตนั้นมี ๗ สายด้วยกัน คือ
สายที่ ๑ ทางไปสู่นรก - ผู้ที่มีโทสะ และประกอบด้วยความเห็นผิด คิดว่าบาป-บุญไม่มี จนทำให้เกิดทุจริตกรรม ทำผิดศีลข้อที่ ๑ คือ ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ ทำให้สัตว์นั้นต้องตายลง เช่นฆ่าคนเพื่อการล้างแค้นซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจของความโกรธ หากจิตจับอารมณ์นี้ก่อนตาย แน่นอนว่าผู้นั้นเมื่อตายแล้วย่อมต้องเกิดเป็นสัตว์นรก
สายที่ ๒ ทางไปเป็นเปรต และอสุรกาย - ผู้ที่มีโลภะ และประกอบด้วยความเห็นผิด คือไม่เชื่อเรื่องบุญ-บาป ประพฤติทุจริตด้วยการปล้น จี้ คดโกง หากจิตจับอารมณ์นี้ก่อนตาย แน่นอนผู้นั้นย่อมเกิดเป็นเปรต หรืออสุรกาย อกุศลที่จะนำสู่ทางสายนี้มักเกิดจากการผิดศีลข้อที่ ๒, ๓ และ ๔
สายที่ ๓ ทางไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ผู้ที่มีโมหะ และประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญ หรือเป็นบาป
![]()
สายที่ ๔ ทางไปเป็นมนุษย์ ผู้ที่มีเบญจศีล และเบญจธรรม หรือใช้ชีวิตเจริญอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เท่านั้นจึงจะเกิดเป็นมนุษย์ได้
สายที่ ๕ ทางไปเป็นเทวดา ผู้ที่มีหิริ-โอตตัปปะ คือความละอายต่อบาปและเกรงกลัวต่อผลของบาป ประกอบกับมีจาคะเข้าร่วมจึงจะเกิดในชั้นเทวภูมิได้
สายที่ ๖ ทางไปเป็นพรหม และอรูปพรหม ผู้ที่มำสมาธิจนได้ฌานในขั้นต่างๆ ก็จะเกิดในชั้นของพรหมและอรูปพรหมต่างๆ ตามแต่อำนาจของฌานที่ได้นั้นๆ
สายที่ ๗ - ทางไปสู่พระนิพพาน คือ การสิ้นสุดการเกิด ซึ่งผู้ที่จะเดินทางไปสู่เส้นทางสายนี้ได้ก็โดยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น และสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลจนเป็นพระอรหันต์จึงจะสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด โดย วยุรี [14 ก.ย. 2550 , 08:25:39 น.] ( IP = 58.9.140.225 : : )
สลักธรรม 3
ทางที่เราทุกคนต้องการดำเนินไปให้ถึง นั่นก็คือ ทางสายที่ ๗ แต่ก่อนที่จะไปถึงสายนั้นเราต้องเลือกเดินทางใน ๖ สายก่อน สำหรับสายที่ ๑ ๓ ซึ่งเป็นทุคติภูมินั้น เชื่อแน่ว่าไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการสร้างเหตุนั้นๆ ส่วนสายที่ ๔ ๖ ซึ่งเป็นสุคติภูมินั้น เรามีโอกาสที่จะสร้างหนทางไปได้หากสร้างเหตุให้ถูกตรงตามสาย แต่ทุกวันนี้เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะเดินตามทางพ่อ นั่นคือต้องการเกิดในชั้นเทวภูมิ ด้วยรู้ว่ามหันตภัยกำลังจะเกิดในโลกมนุษย์เร็วๆนี้ ...แต่เรากลับสร้างเหตุไม่ตรง เพราะแม้ว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เช่นทุกวันนี้ก็ตาม หากเรายังไม่มีหิริ-โอตตัปปะเข้าประกอบแล้วก็ยากที่จะสมปรารถนาได้ เพราะมนุษย์ และเทวดาต่างมีคุณธรรมที่แตกต่างกัน
คุณธรรมของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า มนุษยธรรมนั้น คือเบญจศีล เบญจธรรม โดยเฉพาะศีล ๕ จึงมีคำกล่าวว่า
-ผู้ใดมีศีลครบ ๕ ข้อ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ๑๐๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๔ ข้อ เป็นมนุษย์ ๘๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๓ ข้อ เป็นมนุษย์แค่ ๖๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๒ ข้อ เป็นมนุษย์แค่ ๔๐ %
-ผู้ใดมีศีล ๑ ข้อ เหลือความเป็นมนุษย์ เพียง ๒๐ %
ทั้งนี้เพราะคำว่า "มนุษย์" นั้นแปลว่า ผู้มีใจสูง คือสูงด้วยเบญจรรม ซึ่งมี ๕ ประการคือ
๑. เมตตา-กรุณา ความปรารถนาดีที่ต้องการให้ผู้อื่นเป็นสุข พ้นจากความทุกข์ คู่กับศีลข้อที่หนึ่ง
๒. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึงการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดศีลผิดธรรม คู่กับศีลข้อที่สอง
๓. ความสำรวมอินทรีย์ คือไม่ล่วงเกินบุคคลอื่น คือนอกไปจากตนเองแล้ว ไม่ควรล่วงเกินใครทั้งสิ้น คู่กับศีลข้อที่สาม
๔. ความมีสัจจะ คือ เป็นผู้ระวังและรักษาคำพูด คู่กับศีลข้อที่สี่
๕. ความมีสติ คือ ความสำรวมระวังไม่ประมาท คู่กับศีลข้อที่ห้า
ดังนั้นท่านจึงเรียกมนุษย์ที่มีจิตใจเป็นมนุษย์ คือมีเบญจศีล และเบญจธรรม ทั้งเป็นผู้รู้จักเหตุที่สมควรและไม่สมควร เป็นผู้รู้จักว่าอะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่เป็นประโยชน์ และอะไรเป็นกุศล อะไรไม่เป็นกุศล นี้ว่า มนุสสมนุสโส
ถ้ามนุษย์นั้นมีจิตใจเหมือนเปรต คือหิวกระหาย มักมาก อยากได้ ต้องการ อยู่เสมอ ไม่อิ่ม ไม่เต็มความต้องการ ไม่รู้จักพอ ท่านเรียกว่า มนุสสเปโต
มนุษย์ที่มีจิตใจเหมือนเดียรัจฉาน ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว เอาแต่ กิน นอน และสืบพันธุ์เท่านั้น ท่านเรียกว่า มนุสสติรัจฉาโน
แต่ถ้ามนุษย์นั้นมีจิตใจเหมือนเทวดา คือรู้จักละอายบาป(หิริ)และกลัวบาป(โอตตัปปะ) มีความรื่นเริงบันเทิงอยู่ในกุศล ท่านเรียกว่า มนุสสเทโว โดย วยุรี [14 ก.ย. 2550 , 08:36:37 น.] ( IP = 58.9.140.225 : : )
สลักธรรม 4ดังนั้นมนุษย์จึงควรมีศีล ๕ เป็นอย่างต่ำ มีกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นอย่างสูงเพราะธรรมทั้งสองนี้จะทำให้บุคคลนั้นๆไปเกิดเป็นมนุษย์
แต่ถ้าพูดถึงธรรมของเทวดา หรือที่เรียกว่า เทวธรรม เป็นธรรมสำหรับทำให้บุคคลเป็นเทวดา มี 2 ประการด้วยกัน คือหิริ และโอตตัปปะ หิริ คือ ความละอายต่อบาป โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัว ต่อผลของบาป ซึ่งทั้งสองมีความแตกต่างกันคือ
หิริ มีเจตนาละอายต่อความชั่ว 3 ประการด้วยกันคือ คิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว โดย ปรารภตัวเอง เป็นเหตุให้เกิด ความละอาย
โอตตัปปะ มีลักษณะเป็นความกลัวภัย จากผลแห่งความชั่ว ที่จะเกิดตามมาภายหลัง เช่น กลัวตกนรก กลัวคนติฉิน นินทา มักเป็นเรื่องของการปรารภผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เป็นเหตุ
อุปมาดังว่า มีเหล็กสองก้อน ก้อนหนึ่งเป็นเหล็กเย็น แต่เปื้อนอุจจาระ แต่อีกก้อนหนึ่ง เป็นเหล็กร้อนแดง แต่ไม่เปื้อนอะไร เหล็กเย็น ไม่เป็นอันตราย แต่เป็นที่น่ารักเกียจ ใคร ๆ จึงไม่ยอมหยิบ ซึ่งเปรียบเสมือนหิริ ส่วนเหล็กร้อน ทำให้กลัวไม่กล้าแตะต้อง เพราะกลัวอันตรายจากความร้อนนั้น ซึ่งเปรียบเสมือนโอตตัปปะ
สาเหตุที่จะทำให้บุคคลเกิดหิรินั้น จำแนกออกเป็น ๔ ประการด้วยกัน คือ
1. คำนึงถึง ชาติสกุลของตนว่า ได้เกิดมาในสกุลที่ดีมีชื่อเสียง ครั้นจะทำความชั่ว ก็ละอาย และจะถูกตำหนิติเตียน ไปถึงบรรพบุรุษ เสียชื่อเสียง วงศ์ตระกูล
2. คำนึงถึง วัยของตน คือคิดว่า ตนเองก็อายุมากแล้ว ครั้นจะทำความชั่ว ก็ละอาย และกลัวเด็กรุ่นหลังจะลบหลู่ดูหมิ่น สิ้นความเคารพนับถือ
3. คำนึงถึง ความสามารถของตน คือ ความที่ตนเป็นผู้มีฝีมือ มีความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง ครั้นจะต้องมาทำความชั่ว เช่นลักขโมย ฯลฯ ก็นึกละอาย กลัวเขาจะดูถูกดูหมิ่นว่าสิ้นไร้ ฝีมือ
4. คำนึงถึงการศึกษาของตน คือเราเป็นผู้ศึกษาธรรมะมามาก มีหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ นึกถึงคุณของครูบาอาจารย์ที่อุตส่าห์ เหน็ดเหนื่อย สั่งสอนอบรมมา ครั้นจะต้องมาทำความชั่ว เช่น ฉ้อโกงเขา ฯลฯ ก็นึกละอาย และกลัวผู้อื่นติเตียน
ส่วน โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป เกิดขึ้นได้เพราะกลัวว่าตนเองจะเดือดร้อนในภายหลังจากภัย ๔ ประการคือ
๑. ภัยเพราะติเตียนตนเอง เมื่อทำผิดศีล เราย่อมรู้สึกเดือดร้อน กระวนกระวายใจในภายหลัง เพราะนึกติเตียนตนเองที่ทำในสิ่งไม่สมควร
๒. ภัยจากการที่ผู้อื่นติเตียน เมื่อบัณฑิตได้รู้ถึงการกระทำผิดศีลของเรา เขาย่อมติเตียนว่าเราเป็นคนพาล เป็นผู้กระทำบาปกรรม เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน
๓. ภัยจากอาชญา เมื่อเราผิดศีล จนเป็นผลให้ผู้อื่นเดือดร้อน ย่อมต้องถูกลงโทษจากกฎหมายบ้านเมือง ได้รับความเดือดร้อนตอบแทนกลับมา
๔. ภัยในทุคติ การผิดศีล ย่อมจะนำเราไปสู่อบายภูมิ มีนรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ทำให้ต้องประสบทุกข์ภัยเป็นอันมากในภพชาติเบื้องหน้า เมื่อละจากโลกไปแล้ว
โดย วยุรี [14 ก.ย. 2550 , 08:47:07 น.] ( IP = 58.9.140.225 : : )
สลักธรรม 5
หากเราหมั่นฝึกคิดพิจารณาเช่นนี้ ในที่สุดหิริ-โอตตัปปะจะเกิดขึ้นในใจของเราอย่างแน่นอน และเมื่อนั้นการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ก่อนหน้านี้หลวงพ่อท่านเตือนพวกเราเสมอว่า การรักษาศีลนั้น เป็นการฝึกตนเองให้เริ่มมีสติเป็นอันดับต้น ผู้ที่ผิดศีลก็คือผู้ที่ขาดสติในการกระทำนั้นเอง ศีลเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความเจริญในอันดับต่อไป คือสมาธิและปัญญา ถ้าอันดับต้นถูกละทิ้งเสียแล้ว หนทางเจริญก็ถูกปิดบัง แม้จะมีความรู้ในพระธรรมแตกฉานเพียงใดก็ไม่อาจนำตนไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจถี่ถ้วนแล้วก็จะทราบได้ว่า ในชีวิตของคนเราที่เต็มไปด้วยความไม่รู้อะไรเลยนี้ มีแต่บาปอกุศลตลอดเวลา การที่พระพุทธศาสนาสอนให้รักษาศีลก็เพราะในขณะที่ตั้งเจตนารับว่าจะรักษาศีลนั้นก็เป็นโอกาสให้เกิดบุญกุศลขึ้นในจิตใจ ขณะใดที่บุญกุศลเกิดขึ้น ขณะนั้นบาปอกุศลก็ถอยห่างไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่รับศีลอยู่ บาปอกุศลย่อมชะงัก บุญที่เกิดจากเจตนารับศีลนี้จะช่วยขับไล่บาปออกไป นอกจากนี้หลวงพ่อยังได้ให้กำลังใจกับลูกศิษย์(ชาย)ว่า
เมื่อพระให้ศีล ข้อดื่มสุรา บางคนไม่กล้ารับ กลัว ...กลัวทำไม ? รับเอาไปเถอะลูก ปัจจุบันอยู่ตรงนี้ ตอนนี้กินหรือเปล่า นั่งอยู่นี่กินเหล้าไหม ไม่ได้กิน รับศีลตรงนี้ก็ได้ศีลตรงนี้ เมื่อออกไปแล้ว ไปกินก็ไม่ได้ศีล ส่วนที่ได้แล้วก็ได้ไป มันไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน มันเก็บอยู่ในจิต รับไปเพื่อให้จิตมันชำนาญ แล้วมันจะได้มีกำลังประหัตประหารสิ่งที่ไม่ดีให้ออกไปเอง ศีลนี่ไม่ได้ตั้งอยู่ทั้งวัน ศีลอยู่ที่ปัจจุบัน ตอนนี้พูดปดไหม กินเหล้าไหม ไม่ได้ทำ ตอนนี้มันก็ได้ศีล ศีลเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ถ้าเผื่อปัจจุบันไม่ได้ ก็ไม่ได้ตรงนั้น ๒๔ ชั่วโมงได้ศีลสักชั่วโมงหนึ่งก็ยังเป็นของที่ได้ ดีกว่าไม่ได้เลย แล้วการเก็บเข้าไปเรื่อย ๆ จิตมันเป็นตัวจำได้หมายรู้ สัญญา (ความจำ) มันก็มีของดี เมื่อเราปฏิเสธของไม่ดีอยู่เสมอ จิตมันจะเลิกของที่ไม่ดีออกไปเอง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การที่เราออกปากรับศีล ๕ อยู่บ่อย ๆ แม้จะรักษาไม่ได้นาน ก็ยังเป็นวิธีการอบรมจิตของตนให้คุ้นเคยกับศีล ไม่ว่าจะรับจากพระสงฆ์ หรือโดยสมาทานด้วยเจตนาจะรักษาด้วยตนเอง ยิ่งอธิษฐานทุกวันก็จะทำให้จิตได้รับการรักษาศีลทุกวัน การรับรู้ของดี จิตก็ได้สั่งสมเหตุดี และขณะใดที่รู้ตัวว่าทำผิดศีลแต่ละครั้งนั้น จิตย่อมเกิดสติรับรู้ว่าสิ่งที่กระทำไปนั้นเป็นของไม่ดี ความรู้เช่นนี้จะสะสมไปเป็นความเจริญแก่ตนเองในอนาคตได้ จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามความสำคัญไป หลวงพ่อท่านจึงกำชับพวกเราว่าควรเริ่มรักษาศีลเสียแต่วันนี้ สร้างความดีเพื่ออนาคตของตนเอง โดย วยุรี [14 ก.ย. 2550 , 08:51:05 น.] ( IP = 58.9.140.225 : : )
สลักธรรม 6
อาจารย์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า...ในเมื่อเรารู้ว่า ศีล ๕ นี้มีที่ไปคือมนุษยภูมิ แต่หิริ-โอตตัปปะ มีที่ไปคือเทวภูมิ ประการสำคัญเราต้องการหนีภัยที่จะบังเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ด้วยการตั้งเป้าหมายขอเกิดในเทวภูมิ เราก็ต้องสร้างหิริ-โอตตัปปะให้บังเกิดขึ้นในจิตใจให้มากๆ ฉะนั้นเราก็ควรถือโอกาสในขณะที่ขอสมาทานศีลทุกๆ เช้า (ที่พวกเรากระทำกันอยู่แล้ว ตามที่ตั้งเจตนาเข้าพรรษากับหลวงพ่อเสือ) เพิ่มคุณภาพของหิริ-โอตตัปปะเข้าไปด้วย ซึ่งคงใช้เวลาไม่เกิน ๕ ๑๐ นาที นั่นก็คือ
(อาราธนาศีล) ......
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์ และเบียดเบียนสัตว์ ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๙ ประการ คือ (๑) ร่างกายทุพพลภาพ (๒) รูปไม่งาม (๓) กำลังอ่อนแอ (๔) กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว (๕) เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย (๖) กล้าฆ่าตนเองหรือ ถูกฆ่าได้ (๗) พินาศในบริวาร (๘) มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน (๙) อายุสั้น ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา-กรุณา และอภัย ให้มากขึ้นกว่าเดิม
![]()
๒. อทินนา ทานา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ ข้าพเจ้าของดเว้นจากการลักทรัพย์ ฉ้อโกง และกระทำทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๖ ประการ คือ ๑) ด้อยทรัพย์ ๒) ยากจน ๓) อดอยาก ๔) ไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา ๕) พินาศในการค้า ๖) พินาศเพราะภัยพิบัติ เช่นอัคคีภัย อุทกภัย ราชภัย โจรภัยเป็นต้น ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบสัมมาอาชีวะได้ทุกภพทุกชาติ
![]()
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ ข้าพเจ้าของดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และล่วงเกินบุคคลอื่น ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๑๑ ประการ คือ ๑) มีผู้เกลียดชังมาก ๒) มีผู้ปองร้ายมาก ๓) ขัดสนทรัพย์ ๔) ยากจนอดอยาก ๕) เป็นหญิง ๖) เป็นกระเทย
๗) เป็นชายในตระกูลต่ำ ๘) ได้รับความอับอายอยู่เสมอๆ ๙) ร่างกายไม่สมประกอบ ๑๐) มากไปด้วยความวิตกกังวล ๑๑) พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยการสำรวมอินทรีย์ให้มากขึ้น
![]()
โดย วยุรี [14 ก.ย. 2550 , 09:05:37 น.] ( IP = 58.9.140.225 : : )
สลักธรรม 7๔. มุสาวาทา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ ข้าพเจ้าของดเว้นจากการพูดปด ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๘ ประการ คือ ๑) พูดไม่ชัด ๒) ฟันไม่เรียบ ๓) มีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง ๔) ไอตัวร้อนจัด ๕) ตาไม่อยู่ในระดับปกติ ๖) พูดติดอ่าง ๗) ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย ๘) จิตใจรวนเรคล้ายวิกลจริต ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยสัจจะ
๕. สุราเมระยะมัชชะปะมา ทัฏฐานา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ ข้าพเจ้าของดเว้นจากการดื่มสุรายาเมา และสิ่งเสพติดต่างๆ ด้วยรู้ว่าผลของการกระทำในข้อนี้ทำให้ขาดสติกระทำผิดศีลในข้อต้นๆได้ง่าย ทำให้มีที่ไปคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งมืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องเกิดเป็นคนบ้าไบ้ ปัญญาอ่อน เป็นอาภัพบุคคลไม่สามารถปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ได้ และยังต้องรับผลของการกระทำบาปในข้อต่างๆด้วย ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยสติเพื่อป้องกันความประมาทที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้น...การตอกย้ำในแต่ละข้อที่ว่า ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจ พร้อมยกผลร้ายที่จะต้องได้รับในแต่ละข้อขึ้นมานั้น ...จิตย่อมเสพความละอายต่อบาป และความเกรงกลัวต่อผลของบาปได้มากขึ้น ....เมื่อมากขึ้นๆ อำนาจก็ต้องเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งย่อมดีกว่าการอาราธนาศีลเพียงอย่างเดียว โดยไม่เพิ่มอำนาจของหิริ-โอตตัปปะเข้าไป เมื่อมีความสันทัดก่อนตายหากจิตจับอารมณ์ที่มีหิริ-โอตตัปปะเข้าไปด้วย... ที่ไปต้องเป็นเทวภูมิอย่างแน่นอน เพราะนี่คือ เทวธรรม ธรรมที่จะทำให้พวกเราได้มีโอกาสไปเกิดที่ ตักของพ่อ ตามที่อธิษฐานกันไว้ได้ในที่สุด .
![]()
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ชี้ทางสว่างให้กับพวกเราทุกคนค่ะ
![]()
โดย วยุรี [14 ก.ย. 2550 , 09:13:03 น.] ( IP = 58.9.140.225 : : )
สลักธรรม 8กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงยิ่งเจ้าค่ะ
ที่ทำให้ลูกได้คิด พร้อมทั้งได้รับวิธีหนีภัย
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์วิชิตอย่างยิ่ง
ขอบพระคุณอาจารย์วยุรีที่นำคำสอนของหลวงพ่อ คำอธิบายของอาจารย์ มาถ่ายทอดให้ได้รับรู้
กราบอนุโมทนาค่ะโดย มด [14 ก.ย. 2550 , 10:19:30 น.] ( IP = 75.3.24.252 : : )
สลักธรรม 10ดีจังเลยค่ะที่ได้มาอ่านวิธีการหนีภัยในการเกิด แม้จะหนีไม่พ้นที่ยังต้องเกิดอีก แต่ก็ยังเป็นสถานที่เกิดที่ปลอดภัยด้วยอำนาจของหิริโอตตัปปะและจาคะ
พิจารณาถึงวงจรของความเจริญความเสื่อมแล้ว ตอนนี้คงเป็นขาลงของความเจริญทางจิตใจคือนามธรรม และเป็นขาขึ้นของความเจริญทางวัตถุ
น่ากลัวมากๆ กับชีวิตมนุษย์ที่ต้องไปตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังเสื่อมจากคุณธรรม โอกาสที่จะได้รับทุกข์โทษภัยต้องมีมาก และโอกาสที่จะถูกกลืนไปกับกระแสแห่งความชั่วร้ายก็คงมีมากด้วย เพราะน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ...จึงต้องกลายสภาพไปตามสิ่งแวดล้อมที่มีอำนาจมากกว่าในที่สุด
กราบขอบพระคุณคำสอน คำตักเตือนจากครูทุกท่าน
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่วยุรีด้วยค่ะ ที่สรุปความ สรรหาเนื้อเรื่องที่สมบูรณ์มาให้อ่านในกระทู้นี้ ...โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2550 , 13:01:09 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |