มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คุณป่วย เพราะคุณบาป (๒)




คุณป่วย เพราะคุณบาป


ตอนที่ผ่านมา

๒. อทินนาทาน หมายถึง การลักทรัพย์ รวมทั้ง การฉ้อโกง ยักยอก หรือหยิบฉวย โดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต มีองค์ประกอบในการตัดสินว่าได้ทำผิดอกุศลกรรมบถในข้อนี้คือ

๑) สิ่งนั้นมีเจ้าของ
๒) รู้ว่าสิ่งนั้นมีเจ้าของ
๓) มีจิตคิดจะขโมย
๔) มีความพยายามเพื่อให้ได้สิ่งของนั้นมา
๕) ได้สิ่งของนั้นมาไว้ในครอบครอง

ผลของบาปนั้นจะหนักหรือเบาขึ้นอยู่กับว่า ได้ทำครบองค์ประกอบหรือไม่ เช่น การถือวิสาสะหยิบของผู้อื่นมาใช้ด้วยความคิดว่าเป็นคนกันเองนั้นเท่ากับเป็นการสะสมความเคยชินในทางที่ผิด เพราะเมื่อกระทำบ่อย ๆ เข้าเกิดความชำนาญ กล้าที่จะหยิบของผู้อื่นมากขึ้น ในที่สุดก็จะเป็นขโมยอย่างแท้จริงได้ในวันข้างหน้า ผลที่ได้รับในปวัตติกาลมี ๖ ประการ คือ

(๑) ด้อยทรัพย์ ทำให้ต้องเกิดในครอบครัวที่มีฐานะต่ำ เมื่อโตแล้วก็มีความยากลำบากในการสร้างฐานะ แม้จะทำงานได้เงินเดือนสูงแต่ก็ไม่เคยพอใช้ เป็นต้น

(๒) ยากจน อาจเป็นเพราะเกิดในตระกูลต่ำ ทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมา บางคนอาจมีวิบากดีของการทำทานมาในอดีตชาติ แต่ผลของอทินนาทานที่ทำมารุนแรงมากแม้ชาตินี้จะมีโชคถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ก็ไม่สามารถที่จะรักษาทรัพย์นั้นได้ มีการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และถูกปอกลอกไปจนหมดตัวอย่างเช่นนี้เคยมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน
ฉบับหนึ่งว่าคนถีบสามล้อที่มีฐานะยากจน แต่มีกรรมตัดรอนฝ่ายดีทำให้กลายเป็นเศรษฐี ในระยะเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นเงินทองที่มีอยู่ก็หมดต้องกลับมารับจ้างถีบสามล้อตามเดิม ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุในอดีตเขาได้กระทำอทินนาทาน ฉ้อโกงคนอื่นเอาไว้มากจึงต้องได้รับผลหนักเช่นนี้ บางคนอาจเกิดมาอยู่ในฐานะที่ดีมีเงิน แต่ทำงานได้เงินมาเท่าไรก็ต้องให้ภรรยาหมด ตนเองต้องเบิกจากภรรยามาใช้เป็นรายวัน เช่นนี้ก็จัดอยู่ในผลของความยากจน แต่เป็นเศษกรรม

(๓) อดอยาก นั่นคือชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น อด ๆ อยาก ๆ ซึ่งอาจเป็นผลที่ได้รับพร้อมกับการด้อยทรัพย์ หรือยากจน จึงทำให้มีความอดอยาก แต่ในบางครั้งผลเหล่านี้อาจเป็นเศษกรรมของผู้มีฐานะก็ได้ เช่น บางครั้งมีเงินแต่ไม่สามารถซื้อหาอาหารได้ทำให้ต้องอดอาหารในบางมื้อ หรือคนรวยบางคนมีความตระหนี่ไม่ค่อยซื้ออะไร คอยเก็บของเหลือจากลูกมารับประทานเพราะความเสียดาย หรือบางคนที่เรามักจะพบเห็นบ่อย ๆ ว่าเป็นคนมีเงินก็ไม่ค่อยซื้ออะไร แต่พอเห็นของกินเมื่อไรเป็นต้องขอชิมเมื่อนั้น เป็นต้น

(๔) ไม่ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา นั่นคือเป็นผู้ที่ได้รับความผิดหวังบ่อย อยากได้อะไรก็ไม่มีเงินซื้อ หรือมีเงินซื้อแต่ของสิ่งนั้นถูกคนอื่นชิงซื้อไปก่อน ทั้งนี้ก็เพราะเราได้เคยเบียดเบียนทรัพย์ของผู้อื่นมาก่อนนั่นเอง

(๕) พินาศในกิจการค้าและการลงทุน นั่นคือไม่มีความเจริญในกิจการงาน ลงทุนไปเท่าไรก็ถูกคนอื่นโกง หรือทำกิจการค้าอะไรก็ขาดทุน เล่นหุ้นเท่าไรก็หมด เราอาจเห็นตัวอย่างได้ในกิจการบางอย่างที่กำลังเจริญมาก เช่น ยุคหนึ่งมีการทำนากุ้ง บางคนอุตส่าห์กู้เงินไปลงทุน แต่ทำไปไม่เท่าไรกิจการเสียหมด ไม่ได้ผล ยังต้องมาใช้หนี้ธนาคาร ทำให้ฐานะยากจนลงหรือในยุคหนึ่งมีแชร์รายใหญ่ชื่อเสียงโด่งดังมาก คนอื่น ๆ เล่นได้ดอกผลมามากมาย แต่เมื่อเราไปเล่นบ้างก็เป็นช่วงที่เกิดการล้มและถูกจับ มีผลทำให้บางคนต้องด้อยทรัพย์ตามมาเหล่านี้เป็นต้น

(๖) พินาศเพราะภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น อัคคีภัย อุทกภัย โจรภัย ราชภัย เป็นต้น ในปัจจุบันนี้ นับวันชีวิตของเราจะต้องเจอะเจอกับภัยต่าง ๆ ทั้งภัยที่เกิดจากธรรมชาติ และภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเราเองที่ได้เคยทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนต้องสูญเสียทรัพย์มาแล้วในอดีตชาติ ผลที่ได้รับจึงทำให้ชาตินี้เราต้องประสบสภาวะเดือดร้อน เช่น น้ำท่วมทำให้เกิดการเสียหายทรัพย์สิน บางรายพอน้ำท่วมแล้ว ต้องกู้เงินมาซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย ทำให้เกิดภาวะลำบากทางการเงิน บ้างก็ถูกไฟไหม้บ้าน แต่บางคนได้ทำประกันไฟไว้ทำให้ความเดือดร้อนที่เกิดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำ บางรายขนย้ายของทัน สูญเสียเฉพาะบ้าน แต่บางรายไม่เหลืออะไรเลย หรือบางรายยังไม่ค่อยสูญเสียมากเพราะเป็นบ้านที่เช่าอาศัยอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากการอทินนาทาน แต่ความหนักเบาที่ได้รับนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาปที่ได้กระทำมานั่นเอง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:04:51 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

๓. กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึงการล่วงเกินผู้อื่น จะตัดสินว่าได้กระทำผิดในข้อนี้ โดยมีองค์ประกอบในการตัดสิน คือ

๑) บุคคลนั้นไม่ควรล่วงเกิน คือนอกเหนือจากตัวเราเองไม่ควรล่วงเกินทั้งสิ้น
๒) มีจิตคิดจะล่วงเกิน
๓) มีความพยายาม และดำเนินการ
๔) ได้ล่วงเกินสมปรารถนา นับตั้งแต่อวัยวะถึงอวัยวะ
เช่น การผิดประเวณีหรือทำร้ายร่างกาย เป็นต้น

โดยส่วนใหญ่การกระทำผิดในข้อนี้ คนส่วนมากมักจะนึกถึง การประพฤติผิดในกาม หรือ การล่วงประเวณี อันเป็นการกระทำลามกซึ่งบัณฑิตทั้งหลายพึงติเตียน นั่นคือ การผิดลูกเมียเขาซึ่งเป็นความประพฤติที่สังคมทั่วไปไม่ยอมรับ ผู้ที่กระทำจึงต้องมีพฤติกรรมที่ปิดบัง และซ่อนเร้น การกระทำอกุศลเช่นนี้ ผลที่จะได้รับในปวัตติกาล คือ

(๑) มีผู้เกลียดชังมาก เพราะการกระทำที่ผิดลูกเมียเขาย่อมสร้างความโกรธแค้นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหาย ผลที่ได้รับคือมีศัตรู และมีคนเกลียดชังมาก ในข้อนี้ทุกคนก็ต้องเคยประสบมา แต่อาจเป็นเพียงเศษกรรม เช่น เวลาที่มีเรื่องขัดใจกับใคร และมีการโต้เถียง ทำให้มองหน้ากันไม่ได้ หรือบางคนอาจมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง มียศฐาบรรดาศักดิ์ แต่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของลูกน้อง เป็นต้น

๒) มีผู้คิดปองร้าย เพราะได้เคยสร้างศัตรู สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับผู้อื่น ตัวอย่างเช่น นักเรียนบางคนเป็นคนเรียบร้อย ไม่เคยมีเรื่องราวอะไรกับใคร แต่ถูกนักเรียนโรงเรียนอื่นรุมทำร้ายจนบาดเจ็บ อันนี้ผลที่เขาถูกทำร้ายก็เพราะอดีตชาติเคยทำบาปข้อกาเมสุมิจฉาจาร และที่ต้องบาดเจ็บก็เพราะได้เคยทำปาณาติบาตมานั่นเอง แม้กระทั่งสามี ภรรยามีเรื่องระหองระแหง การใช้สายตาและคำพูดที่ทำร้ายจิตใจกันก็ถือว่าเป็นผลของการกระทำอกุศลในข้อนี้เช่นเดียวกัน

(๓) ขัดสนทรัพย์ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีแต่ความฝืดเคือง เงินเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง ดังที่เราเห็นบางคนต้องเข้าโรงจำนำเป็นประจำ เพราะอดีตได้สร้างความไม่รู้จักพอนั่นเอง

(๔) อดอยาก ยากจน เพราะการประพฤติผิดในกามหรือการล่วงเกินประเวณีนั้น เป็นการกระทำตนเองเป็นผู้ไม่รู้จักพอ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ (สามี ภรรยาของตนเอง) แล้วไปเบียดเบียนผู้อื่น จึงเป็นการสร้างทางให้ตนเองต้องอดอยาก ยากจน

(๕) เกิดเป็นหญิง เพราะการกระทำอกุศลกรรมบถในข้อนี้จะเป็นไปแบบปิดบังซ่อนเร้น ไม่กล้าเปิดเผย การกระทำที่ต้องหลบเลี่ยงเช่นนี้จัดเป็นอำนาจอ่อนแบบที่เรียกว่า สสังขาริก อันจะนำเกิดเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นเพศที่มีความลำบากกว่าผู้ชาย มีความอับอายในบางสิ่งบางอย่างมากกว่า มีเรื่องที่ต้องปกปิดมากกว่านั่นเอง

(๖) เกิดเป็นกะเทย ซึ่งเป็นเพศที่สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ เพราะเหตุที่ได้เคยกระทำกาเมสุมิจฉาจารที่สังคมไม่ยอมรับนั่นเอง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:13:05 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


  สลักธรรม 2

(๗) ถ้าเกิดเป็นชายก็เกิดเป็นชายในตระกูลต่ำ เพราะขณะที่ตายจิตจับอารมณ์ที่ดีและเป็นอำนาจของอสังขาริก คืออำนาจที่เด็ดเดี่ยวทำให้เกิดเป็นชาย แต่เหตุที่เคยประพฤติผิดในกามยังให้ผลอยู่จึงต้องเกิดในตระกูลต่ำ และจะมีผลทำให้ขัดสนทรัพย์ แล้วความอดอยากยากจนก็ตามมา

(๘) ได้รับความอับอายอยู่เสมอ คือเป็นคนเปิ่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นที่ขบขันของคนอื่น พฤติกรรมที่แสดงออกไปจึงทำให้ตนเองต้องอับอาย เพราะเหตุที่เคยสร้างความอับอายไว้ให้ผู้อื่นนั่นเอง

(๙) ร่างกายไม่สมประกอบ คือร่างกายพิการหรือเป็นผู้ที่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผิดแผกแตกต่างไปจากคนอื่น เช่น มีความผิดปกติของอวัยวะบางส่วน อาจโตหรือเล็กผิดไปจากธรรมดา
เคยมีข่าวว่าหญิงคนหนึ่งมีอวัยวะเพศใหญ่โตผิดปกติ มีคนแห่ไปดูกันมากมายเพราะมีร่างกายไม่สมประกอบซึ่งอาจจะทำให้ต้องได้รับความอับอายตามมา ทั้งนี้เพราะอดีตชาติได้เคยล่วงเกินร่างกายของผู้อื่นนั่นเอง

(๑๐) มากด้วยความวิตกกังวล เพราะเหตุที่ได้เคยกระทำกรรมที่ต้องปกปิด กลัวว่าใครจะรู้เรื่องราวที่ตนเองกระทำมา จึงทำให้เกิดมาต้องเป็นคนที่มีแต่ความวิตกกังวล บางคนเมื่อมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบงานชิ้นหนึ่ง ก็มีแต่ความวิตกอยู่ตลอดเวลาจนงานนั้นสำเร็จ นักเรียนบางคนพอใกล้สอบก็ท้องเสียบ้าง ปวดท้องบ้าง แต่เมื่อสอบเสร็จ อาการที่เป็นนั้นก็หาย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นผลของความเครียดหรือความวิตกกังวลนั่นเอง

(๑๑) พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก เพราะได้เคยทำพฤติกรรมที่เหมือนกับการพรากผู้เป็นที่รักของบุคคลอื่นหรือผู้ที่มีเจ้าของ จึงทำให้ได้รับผลต้องสูญเสีย หรือพลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก เช่น สามี ภรรยาที่เคยรักกัน แต่ต้องมีเรื่องไม่เข้าใจกัน จนต้องเลิกร้างไปในที่สุด หรือหนุ่มสาวที่ต้องอกหัก และแม้กระทั่งเด็กที่ต้องกำพร้า ขาดพ่อ ขาดแม่ ล้วนเป็นผลจากการทำผิดกาเมสุมิจฉาจารทั้งสิ้น

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:17:21 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


  สลักธรรม 3

  • ข. อกุศลวจีกรรม คือ บาปที่แสดงออกไปทางวาจามี ๔ ประการ ได้แก่

    ๔. มุสาวาท หมายถึง การพูดปด คือพูดเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง มีหลักตัดสินว่าเป็นการพูดปดหรือไม่ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบดังนี้

    ๑) เรื่องนั้นไม่จริง
    ๒) มีจิตคิดจะพูดให้ผิดจากความเป็นจริง
    ๓) ได้พูดออกไป
    ๔) คนฟังรู้ความ

    หลายคนมักจะพูดว่า อกุศลกรรมบถข้อนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะบางครั้งดูเหมือนจำเป็นต้องทำสำหรับผู้ที่ยังต้องอาศัยการทำงานทางโลก (โลกียะ) อยู่ เช่น เมื่อรับโทรศัพท์แล้วมีความต้องการพูดกับเจ้านาย แต่เจ้านายให้บอกว่า ไม่อยู่ และเราจำเป็นต้องพูดไปตามนั้น ทันทีที่เราพูดออกไปเป็นการพูดปดเพราะครบองค์ประกอบของการตัดสิน ดังนั้น ถ้าเรามาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าที่เรายังกล้ากระทำอกุศลกรรมบถในข้อนี้นั้น ก็เพราะเรายังไม่เคยทราบว่า เมื่อได้กระทำออกไปแล้ว ผลที่เราจะต้องได้รับร้ายแรงเพียงใด ถ้าเราได้ทราบผลที่จะเกิด และกลัวต่อผลนั้น ๆ เราจะต้องหาทาง หลีก ละ ลด และเลิก การกระทำบาปนั้นได้ในที่สุด เพราะการที่เราได้พูดปดออกไปนั้นจะทำให้เราต้องได้รับผลดังต่อไปนี้

    (๑) พูดไม่ชัด เช่น พูดแบบคนลิ้นไก่สั้น หรือพูดด้วยปลายปาก ปลายลิ้น ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ทั้งนี้เพราะคนที่พูดปดนั้นขณะที่พูดย่อมไม่กล้าพูดเสียงดังหรือชัดเจน กลัวว่าคนอื่นจะได้ยินจิตก็เสพลักษณะอารมณ์ที่ได้กระทำ และสร้างกรรมชรูป (รูปที่เกิดตามผลกรรมนั้น) ทำให้พูดไม่ชัด

    (๒) ฟันไม่เรียบ เพราะการพูดแต่ละคำต้องอาศัยปาก ฟัน และลิ้น ประกอบกัน เมื่อปากได้กระทำวาจาที่ทุจริตจึงทำให้อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการพูดนั้นไม่สวยงามน่าดู หรืออาจมีผลทำให้เกิดการผิดปกติภายในปาก เช่น เป็นแผลในปากหรือมีเนื้องอกเป็นเนื้อร้าย ผลที่เป็นนี้เกิดจากมุสาวาททั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นเหตุให้ต้องไปหาหมอเพื่อการรักษาหรือผ่าตัดนั้น เป็นผลจากปาณาติบาตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

    (๓) มีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง เพราะวาจาทุจริตที่พูดออกไปนั้น อาจสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้อื่น ผลที่เราทำให้ผู้อื่นเสียหายจึงทำให้ในชาติต่อ ๆ ไปนั้น เวลาที่พูดออกมาจะมีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง ไม่มีใครอยากจะสนทนาด้วย

    (๔) ไอตัวร้อนจัด หรือ มีกลิ่นตัวแรง เพราะผู้ที่โกหกเกือบทุกรายถ้ามีใครมาพูดพาดพิงถึงเรื่องที่ตนเองได้พูดไปนั้นย่อมมีความร้อนตัวกลัวภัยที่จะมาถึงตนเอง อำนาจนี้จะทำให้เกิดมาเป็นคนที่มีไอตัวร้อนจัด หรือมีกลิ่นตัวแรง ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เหตุก็เพราะอดีตชาติเป็นคนพูดโกหกเก่ง พูดอะไรหาความจริงได้ยาก จึงไม่มีใครอยากคบคนประเภทนี้

    (๕) ตาไม่อยู่ในระดับปกติ เช่น ตาเข ตาเหล่ เพราะคนพูดไม่จริงเมื่อจะกล่าวเรื่องอะไรเกี่ยวกับใคร ขณะที่พูด สายตาก็จะสอดส่ายคอยระวังเพราะกลัวว่าเขาจะมาได้ยินเข้า อำนาจนี้จึงสร้างกรรมชรูปให้เกิดมาสายตาไม่อยู่ในระดับปกติ ดังนั้นคนที่มีสายตาผิดปกติ ก็เป็นผลจากการกระทำผิดอกุศลกรรมบถในข้อนี้ เช่น คนที่มีสายเอียง สายตานั้น สายตายาว เป็นต้น แต่อำนาจที่ได้รับเป็นเพียงเศษกรรมเท่านั้น

  • โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:25:49 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


      สลักธรรม 4

    (๖) พูดติดอ่าง หรือพูดไม่สะดวก คนที่ทำผิดในข้อมุสาวาทนี้ต้องคอยคิดว่าจะต้องพูดอย่างไร เพราะเรื่องที่พูดนั้นไม่เป็นจริง และเมื่อจะพูดเรื่องนี้ในครั้งต่อไปต้องคอยคิดว่า คราวที่แล้วพูดไปอย่างไร อำนาจนี้จึงทำให้เกิดเป็นคนที่พูดไม่สะดวก หรือพูดติดอ่างนั่นเอง

    (๗) บุคลิกไม่สง่าผ่าเผย คือเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เพราะคอยระแวงว่าจะมีใครจับได้ว่าตนเองเป็นคนโกหกหรือเป็นคนที่รุกรี้รุกรน เป็นคนที่ต้องคอยแก้ตัวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากกลัวคนอื่นจับโกหกได้

    (๘) จิตใจรวนเรคล้ายคนวิกลจริต คนที่โกหกนั้นจะมีแต่ความวิตกกังวลในเรื่องที่ได้พูดออกไป บางครั้งเรื่องเดียวกัน แต่พูดหลายครั้งไม่ตรงกัน จึงทำให้เป็นคนที่รวนเร เมื่อคนอื่นจับได้ก็ไม่มีใครอยากพูดด้วย อำนาจเช่นนี้จึงทำให้เกิดมามีจิตใจรวนเรคล้ายคนวิกลจริตและคนที่วิกลจริตนั้นพูดไปก็ไม่มีใครฟัง

    การทำบาปในข้อนี้น่ากลัวมาก เพราะเป็นการกระทำที่เลิกได้ยาก เมื่อได้กระทำไปครั้งแรก ครั้งต่อ ๆ ไปก็ต้องตามมาเมื่อเราโกหกไปเรื่องหนึ่ง มีใครมาถามเรื่องนั้นอีกเราต้องพยายามพูดให้เหมือนเดิม เท่ากับเป็นการโกหกครั้งที่สอง ฉะนั้น เรื่องเดียวที่พูดออกไปย่อมให้ผลมากมายอย่างไม่มีวันที่จะจบสิ้น

    โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:28:36 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


      สลักธรรม 5

    ๕. ปิสุณวาจา หมายถึงการพูดส่อเสียด เป็นการพูดที่มีเจตนาให้เกิดการแตกแยก รวมทั้งการพูดที่กล่าวพาดพิงถึงบุคคลอื่นในทางที่ไม่ดี องค์ประกอบที่จะตัดสินว่าเป็นการกระทำผิดอกุศลกรรมบถในข้อนี้คือ

    ๑) มีผู้ที่ถูกทำให้แตกแยก
    ๒) มีจิตมุ่งให้แตกแยกกัน
    ๓) มีความเพียรให้แตกแยกกัน หรือได้พูดออกไป
    ๔) คนฟังรู้ความ

    เมื่อได้กระทำออกไป ผลที่จะได้รับในปวัตติกาล คือ

    (๑) ชอบตำหนิตัวเอง เมื่อได้ทำอะไรผิดมักอุทานออกเป็นคำพูดที่ตำหนิตนเอง เช่น "บ้าจัง !" หรือ "แย่จริง ! " บางคนกลัวเพื่อนฝูงจะหยิบยืมเงินทองมักชอบพูดเป็นทำนองว่าตนเองไม่มีเงิน หรือบางคนชอบพูดว่าตนเองไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอดีตชาติชอบตำหนิ และส่อเสียดผู้อื่นไว้ อำนาจนี้จึงทำให้ชาติต่อ ๆ ไปกล้าที่จะตำหนิตนเองซึ่งเป็นชีวิตที่เรารักที่สุดได้

    (๒) มักถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นจริง หลายท่านอาจเคยประสบพบเห็นมาว่า เมื่อมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น หรือมีข้าวของอะไรเสียหาย เด็กบางคนมักจะถูกพ่อแม่ดุเป็นประจำ ทั้ง ๆ ที่เด็กคนนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย หรือขณะที่เด็ก ๆ เล่นกันเมื่อมีเรื่องราวเกิดขึ้น เด็กบางคนต้องตกเป็นผู้เสียหาย ถูกฟ้องทั้งที่ตนเองเป็นฝ่ายถูก นั่นคือไม่ว่าจะมีความผิดใด ๆ เกิดขึ้น แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำ ก็จะถูกมองว่าเป็นคนผิด นักโทษที่ถูกตำรวจจับ และต้องถูกกักขัง บางรายก็ไม่ได้กระทำผิดจริง แต่กลับถูกส่งฟ้องเพราะสิ่งแวดลล้อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นหลักฐานสำคัญทำให้ถูกจับการถูกกักขังนั้นก็เป็นผลเนื่องจากอดีตชาติเป็นคนที่ชอบกักขังสัตว์มาก่อนนั่นเอง

    (๓) ถูกบัณฑิตติเตียน นั่นคือไม่ว่าจะทำการงานอะไร แม้งานที่คิดว่าเสร็จสมบูรณ์ดีแล้วก็ยังมีช่องโหว่ทำให้ได้รับคำตำหนิจากหัวหน้างาน หรือเด็กบางคนที่ถูกพ่อแม่ ครูอาจารย์ดุเป็นประจำ

    (๔) แตกกับมิตรสหาย บางคนมีพฤติกรรมบางอย่างที่ใคร ๆ ไม่ชอบ หรือเป็นคนที่เข้ากับใคร ๆ ไม่ได้ แม้มีเพื่อนก็มีเหตุทำให้ต้องมีเรื่องแตกแยกในที่สุด ทั้งนี้เป็นเพราะอดีตชาติได้เคยส่อเสียดคนอื่นเอาไว้มาก อำนาจนี้จึงทำให้ต้องได้รับผลคือไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย เป็นการแตกกับมิตรสหายนั่นเอง

    อกุศลกรรมบถในข้อปิสุณวาจานี้ ถ้าพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว หลาย ๆ คนยังประพฤติและปฏิบัติกันอยู่ เช่น การกล่าวถึงบุคคลอื่นในทางที่ไม่ดี การกระทำนี้จะสร้างความสันทัดให้ติดตัวไปและในที่สุดจะผลักดันให้มีการกระทำทางวาจา เช่น หลาย ๆ คนเมื่อมีเสียงดังจากภาชนะที่ตกหล่น มักจะส่งเสียงร้องโทษแมว อันนี้เป็นผลของความสันทัดในการส่อเสียดเริ่มต้นจากการว่าแมวแล้วอาจส่อเสียดคนอื่น ๆ ต่อไปได้อีก เมื่อได้กระทำกรรมเช่นนั้น ผลก็ย่อมต้องได้รับดังที่กล่าวมาแล้ว

    โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:34:07 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


      สลักธรรม 6

    ๖) ผรุสวาจา หมายถึงการพูดหยาบ หรือ ด่า แช่งผู้อื่น โดยยึดหลักองค์ประกอบของการตัดสินว่าได้ทำผิดอกุศลกรรมบถในข้อนี้คือ

    ๑) มีความโกรธ
    ๒) มีผู้ถูกด่า
    ๓) มีการกล่าววาจา ด่า แช่งด้วยเจตนา
    เมื่อได้กระทำออกไปผลที่จะได้รับในปวัตติกาล คือ

    (๑) มีกายและวาจาหยาบกระด้าง ก็เพราะอำนาจของการพูดคำหยาบที่ติดมาเป็นนิสัย สร้างความสันทัดติดตัวไปทำให้ชาติต่อ ๆ ไป เกิดเป็นคนที่มีบุคลิกท่าทาง ตลอดจนคำพูดหยาบกระด้าง

    (๒) พินาศในทรัพย์ เพราะการพูดหยาบบางคำ เช่น บางคนติดพูดคำว่า "ฉิบหาย" เมื่อพูดออกไปในแต่ละครั้งจิตนั้นก็จะรับรู้ความหมายและเสพอารมณ์นั้นเข้าไปเก็บไว้ ทำให้ผลที่จะต้องได้รับต่อไปจะเป็นไปตามนั้น คือไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เจริญหรือที่มักพูดกันว่าฉิบหายหมด ประกอบกับอกุศลกรรมบถในข้ออทินนาทานที่เราเคยได้กระทำมาจึงเป็นแรงช่วยส่งให้เราต้องได้รับผลเร็วขึ้นหรือมากขึ้น

    (๓) ได้รับฟังแต่เรื่องไม่สบายใจ เพราะอำนาจของการพูดหยาบคายที่เราได้พูดออกไป ผู้อื่นที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ย่อมเกิดความไม่สบายใจ การกระทำเช่นนี้จึงทำให้เราต้องได้รับผลคือได้ฟังแต่เรื่องไม่สบายใจ เช่น บางคนเวลาทำงานเจอเพื่อร่วมงานที่พูดมาก หรือเจ้านายที่เป็นคนจุกจิก หยุมหยิมชอบคิดเล็กคิดน้อยถ้าประกอบกับเราเคยกระทำปิสุณวาจาไว้ก็ทำให้ต้องได้รับคำติเตียน ผลที่ตามมาคือความไม่สบายใจ ซึ่งเป็นผลจากการที่ได้พูดคำหยาบ คนบางคนพอกลับบ้านก็ต้องเจอกับภรรยาที่จู้จี้ขี้บ่น หรือต้องได้รับฟังเรื่องความไม่ดีของลูกต่าง ๆ นานาทำให้เกิดความไม่สบายใจ ผลในข้อนี้บางคนอาจได้รับร่วมกับกุศลกรรมบถ เช่น บางคนในอดีตชอบทำทาน แต่ในขณะเดียวกันนิสัยเป็นคนพูดจาหยาบกระด้าง พูดคำด่าคำ หรือที่เรามักเรียกว่า เป็นคนปากร้ายใจดี เมื่อเกิดมาคนเช่นนี้จะเป็นที่รักของคนหมู่มาก หรือมีเพื่อนรักมาก ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เพื่อนฝูงมักชอบปรับทุกข์ เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนใจอะไรจะวิ่งมาปรึกษาและระบายทุกข์นั้นให้ฟังเท่ากับว่ามีผลให้ตนต้องได้รับฟังแต่เรื่องไม่สบายใจนั่นเอง

    (๔) ตายด้วยอาการหลงใหล เมื่อมีอายุมากขึ้นทำให้ขาดสติเป็นคนหลงลืม เช่น รับประทานข้าวแล้วแต่บอกว่ายังไม่ได้รับประทาน คนพวกนี้เมื่อตายก็ต้องตายด้วยอาการที่ขาดสติที่เป็นเช่นนี้เพราะได้พูดจาหยาบคาย ผู้ที่กระทำอกุศลกรรมบถในการพูดเช่นนี้แสดงว่าขาดสติที่จะควบคุมตนเองทำให้ต้องได้รับผลคือเป็นคนที่ขาดสตินั่นเอง

    โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:47:53 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


      สลักธรรม 7

    ๗. สัมผัปปลาปะ หมายถึงการพูดเพ้อเจ้อ เป็นการกล่าววาจาหรือเรื่องราวอันหาสาระประโยชน์ไม่ได้ มีองค์ประกอบของการตัดสินว่าเป็นการพูดเพ้อเจ้อคือ

    ๑) มีเจตนากล่าววาจาที่ไม่มีสาระ ไม่เป็นประโยชน์
    ๒) ได้กล่าววาจานั้นออกมา

    เมื่อได้กระทำออกไป ผลที่จะได้รับในปวัตติกาลคือ

    (๑) เป็นอธรรมวาทบุคคล คือ เป็นคนที่พูดมากและเรื่องราวที่พูดนั้นไร้สาระ หาประโยชน์ไม่ได้ บางคนไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็พูดกับเขาได้ทุกเรื่อง มีการเพลิดเพลินในการพูดคุยโดยไม่สนใจว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกอย่างไร บางคนไม่ว่าใครจะทำอะไรหรือซื้ออะไรมา ก็ชอบไปพูดวุ่นวายทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง เช่น เขาซื้อผ้ามา ก็เที่ยวไปถามว่า "ซื้อเท่าไร? ซื้อที่ไหน?" และติว่าซื้อแพง เป็นต้น คนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเพราะความสันทัดจากการเป็นคนพูดเพ้อเจ้อในอดีตชาติติดตามมานั่นเอง

    (๒) ไม่มีผู้เลื่อมใสในคำพูด แม้จะพูดจริงก็ไม่มีใครเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้เป็นผลที่ได้รับเพราะพูดเพ้อเจ้อมา คนที่พูดหาสาระไม่ได้ เมื่อพูดจริงคนก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พูดนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะสิ่งที่เขาพูดมีมากมาย และข้อความบางอย่างที่พูดก็ไม่มีประโยชน์เลย

    (๓) เป็นคนไร้อำนาจ ถึงจะเป็นหัวหน้า ลูกน้องก็ไม่มีความยำเกรง เป็นพ่อแม่พูดจาสั่งสอน ลูกก็ไม่เชื่อฟัง เป็นครูอาจารย์ ลูกศิษย์ก็ไม่ให้ความเคารพ ทั้งนี้เพราะอดีตชาติเป็นคนเพ้อเจ้อ ไม่มีใครให้ความเชื่อถือมาก่อนนั่นเอง

    (๔) วิกลจริต คนวิกลจริตบางครั้งนั่งพูดอยู่คนเดียวที่เป็นเช่นนี้เพราะอดีตเป็นคนพูดมาก ไร้สาระ ไม่มีใครอยากฟัง จิตจึงเก็บอำนาจนั้นไว้ ผลที่ตามมาจึงทำให้วิกลจริตกล้าพูดคนเดียว

    ทั้ง ๔ ประการนี้จัดเป็นวาจาทุจริต เมื่อได้กระทำออกไปย่อมมีผลตามมามากมาย ดังนั้น ในการรักษาศีล ๕ ข้อ ๔ มุสาวาท ซึ่งหมายถึงเว้นจากการพูดทุจริต จึงรวมการพูดส่อเสียดพูดคำหยาบและพูดเพ้อเจ้อเข้าไปด้วย

    โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:52:08 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


      สลักธรรม 8

    ค. อกุศลมโนกรรม คือบาปทุจริตที่เกิดขึ้นทางใจ อันจะเป็นแรงผลักดันให้มีพฤติกรรมที่แสดงออกเป็นไปทางกาย และวาจา มี ๓ ประการ ได้แก่

    ๘. อภิชฌา หมายถึง การเพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำทุจริตในข้ออทินนาทาน มุสาวาท หรือกาเมสุมิฉาจารตามมา เมื่อมีความอยากได้อาจทำให้ต้องสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อให้ได้สิ่งของนั้นหรือมีการหยิบฉวยเมื่อเจ้าของเผลอ หรือฉุดพรากลูกเมียเขาเป็นต้น การกระทำที่เป็นอภิชฌา มีองค์ประกอบของการตัดสินคือ

    ๑) ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น
    ๒) มีจิตคิดให้เป็นของตน

    ผลที่จะได้รับในปวัตติกาล คือ

    (๑) เสื่อมในทรัพย์และคุณงามความดี เช่น เมื่อซื้อรถมาได้ไม่นานก็มีการประกาศลดภาษีรถยนต์ ทำให้ราคารถยนต์ถูกลง หรือบางคนพอซื้อบ้านมาเรียบร้อย เกิดหลังคารั่ว ท่อประปาที่ฝังอยู่แตกทำให้ต้องรื้อซ่อม ทั้ง ๆ ที่เป็นบ้านใหม่ หรือบางคนไปเที่ยวด้วยกันและซื้อของชนิดเดียวกัน แต่ซื้อได้แพงกว่าเหล่านี้ล้วนเป็นการเสื่อมในทรัพย์ เช่นเดียวกับผู้ที่ทำงานรับราชการบางคนทำดีเท่าไรผู้ใหญ่ก็มองไม่เห็น บางคนทำงานมากกว่าคนอื่น ผลงานก็มีมากมายแต่ไม่เคยได้ ๒ ขั้น เช่นนี้จัดว่าเสื่อมในคุณงามความดี การได้รับผลในข้อนี้เป็นเพราะเจตนาที่เคยมีมาในอดีตนั้นคิดจะเบียดเบียนทรัพย์ของผู้อื่น หรือหวังจะให้ผู้อื่นเสื่อมจากทรัพย์สิน หรือคิดจะให้ผู้อื่นพลาดไปจากตำแหน่งที่เขาควรได้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

    (๒) เกิดในตระกูลต่ำ เพราะความเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่นเป็นความไม่รู้จักพอ และส่อเจตนาให้ผู้อื่นเสียหายตกต่ำไปจากเดิม อำนาจนี้จึงทำให้ต้องเกิดในตระกูลต่ำประกอบกับอทินนาทานที่ได้เคยทำมาในอดีตชาติก็จะทำให้ความด้อยทรัพย์ อดอยาก ยากจน ตามมา

    (๓) ขัดสนใจลาภสักการะ เพราะผู้ที่มีความอยากได้ของผู้อื่นย่อมมีแรงผลักดันให้เกิดการพูดขอ ฉะนั้น ผู้ที่มีความอยากได้จนไม่อายเช่นนี้ย่อมไม่มีใครชอบ ไม่มีใครให้เกียรติ บุคคลเช่นนี้จึงมักขัดสนในลาภสักการะ

    (๔) ได้รับคำติเตียนอยู่เสมอ เพราะผู้ที่อยากได้ของของผู้อื่นมีความไม่รู้จักพอ ย่อมเป็นที่รังเกียจของบุคคลอื่นและเมื่อมีความสันทัดในการขอมีติดตัวมาและต้องมาเกิดในตระกูลต่ำ อำนาจนี้ก็จะผลักดันให้เป็นขอทาน สภาพเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่ารังเกียจของคนทั่วไป ไม่มีโอกาสได้รับคำยกย่อง มีแต่คำติเตียนอยู่เสมอ

    โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:56:37 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


      สลักธรรม 9

    ๙. พยาปาทะ หมายถึงความคิดที่มุ่งร้ายต่อผู้อื่น มีความปรารถนาที่จะทำร้ายผู้อื่น หรือทำลายประโยชน์และความสุขของผู้อื่นให้เสียไป เช่น เมื่อมีความโกรธแค้นก็คิดพยาบาทหรืออาฆาตเป็นแรงผลักดันให้เกิดวาจาทุจริต คือ ปิสุณวาจา (พูดส่อเสียด) หรือผรุสวาจา (พูดคำหยาบ) และอาจผลักดันให้เกิดความทุจริตทางกายตามมา คือ กาเมสุมิจฉาจาร หรือปาณาติบาติ (โดยการหาวิธีการทำร้ายให้ถึงแก่ชีวิต) องค์ประกอบของการตัดสินว่าเป็นพยาปาทะ คือ

    ๑) บุคคลอื่น ที่นอกเหนือจากตัวเราเอง
    ๒) คิดให้มีความเสียหายเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น

    ผลที่จะได้รับในปวัตติกาล คือ

    ( ๑) มีรูปกายทราม เพราะผู้ที่กำลังมีความพยาบาทคิดปองร้ายเขา สภาพจิตตอนนั้นย่อมมีโทสะ มีความเศร้าหมองร่างกายทรุดโทรม สภาพเช่นนี้จิตย่อมเสพอารมณ์สร้างกรรมชรูปให้เกิดเป็นคนรูปกายทรามในชาติต่อ ๆ ไป

    (๒) มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เสมอ
    (๓) อายุสั้น
    เพราะองค์ประกอบของพยาบาท เป็นส่วนหนึ่งของปาณาติบาต นั่นคือ มีผู้อื่น (สัตว์นั้นมีชีวิต รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต) คิดให้มีความเสียหายเกิดขึ้น (มีจิตคิดจะฆ่า ทำร้ายหรือเบียดเบียน) ดังนั้น ผลที่จะได้รับย่อมคล้ายกับปาณาติบาตคือมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เสมอ และอายุสั้นดังที่ได้กล่าวมาแล้วในผลของปาณาติบาต

    (๔) ตายด้วยการถูกประหารชีวิต เพราะผู้ที่มีความอาฆาตนั้น ความรู้สึกย่อมรุนแรง และใช้เวลานาน ยิ่งพยาบาทรุนแรงและยังไม่สบโอกาสที่จะแก้แค้น ความครุ่นคิดในเรื่องนั้นย่อมเกิดขึ้นอยู่ตลอเวลา ยิ่งนานเท่าไร จิตก็ยิ่งเสพอารมณ์นั้นได้มากขึ้น (ต่างกับปาณาติบาต เพราะการฆ่าสัตว์บางครั้งไม่มีความพยาบาทร่วมด้วย เช่นผู้ที่มีอาชีพในโรงงานฆ่าสัตว์ก็ทำไปตามความสันทัด และหน้าที่) อารมณ์เช่นนี้จึงผลักดันให้ต้องได้รับผลที่รุนแรง นั่นคือแม้ตายก็ต้องตายด้วยการถูกประหารชีวิต เพราะการที่ต้องรู้ตัวว่าตนเองกำลังจะตายนั้นย่อมน่ากลัวกว่าผู้ที่ไม่รู้ตัว ผู้ที่ถูกฆ่าหรือผู้ที่ต้องตายด้วยอุบัติเหตุรถชน เครื่องบินตกพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ตายทันทีจะต้องเจ็บหรือทรมานก่อน ขณะนั้นจิตย่อมรู้ว่าจะต้องตาย ดังนั้นผลที่ได้รับเช่นนี้ก็จัดเป็นการถูกประหารชีวิตเช่นกัน

    ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นผิดจากความเป็นจริงมี ๓ ประการ คือ

    ๑๐.๑ นัตถิกทิฏฐิ มีความเห็นว่า ตายแล้วสูญ ทำอะไรก็ตามผลที่พึงได้รับย่อมไม่มี คือทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว คุณบิดามารดาไม่มี ผีสางเทวดาไม่มี
    ๑๐.๒ อเหตุกทิฏฐิ มีความเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความลำบาก หรือความสบายก็ตาม ไม่ได้อาศัยเหตุใด ๆ ให้เกิดขึ้นเลย เป็นไปเองทั้งสิ้น เป็นการปฏิเสธเหตุโดยสิ้นเชิง
    ๑๐.๓ อกิริยาทิฏฐิ มีความเห็นว่า การกระทำต่าง ๆ ของสัตว์ทั้งหลายนั้นไม่สำเร็จเป็นบุญ เป็นบาป แต่ประการใด

    องค์ประกอบของการตัดสินว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ

    ๑) เนื้อความที่ได้ยึดไว้นั้นผิดจากความเป็นจริง
    ๒) มีจิตคิดเห็นว่าเป็นความจริง

    ผลที่ได้รับในปวัตติกาล คือ

    (๑) ห่างไกลต่อรัศมีพระธรรม คือเป็นผู้ที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับรู้และไม่ยอมศึกษาเพราะพระธรรมเป็นเรื่องที่สอนความจริงเกี่ยวกับชีวิต เมื่อปฏิเสธที่ยอมรับความจริง อำนาจนี้จึงผลักดันให้ชีวิตที่มีอยู่ต่อ ๆ ไปห่างไกลต่อความจริงมากขึ้น บุคคลประเภทนี้แม้จะเกิดในสมัยที่มีพระพุทธเจ้าในขณะที่พระพุทธองค์ทรงประกาศศาสนา ก็ต้องเกิดอยู่ แต่เกิดในทุคติภูมิ คือ เป็นเปรต สัตว์นรก อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน ทำให้ไม่สามารถรับคำสอน และเข้าใจคำสอนนั้นได้ จึงเป็นผู้ที่ห่างไกลแม้แต่รัศมีของพระธรรม บางครั้งเราอาจพบว่ามีบุคคลบางคนที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าศาสนาพุทธให้อะไรกับตนเอง บางคนบ้านอยู่ใกล้วัด ใกล้สถานที่สอนธรรม แต่ไม่เคยสนใจ คนพวกนี้ล้วนเป็นผลจากมิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น

    (๒) เกิดเป็นคนป่า ห่างไกลจากความเจริญ มีการกระทำที่โง่เขลา ทั้งนี้เพราะอดีตเป็นผู้ที่มีมิจฉาทิฎฐิ ไม่ยอมรับรู้ความจริง อันเป็นปัญญาที่จะพาให้ชีวิตเจริญขึ้น การปฏิเสธสิ่งดีย่อมเป็นแรงผลักดันให้ไปเกิดในที่ที่ไม่ดี ห่างไกลจากความเจริญคือเกิดเป็นคนป่า สภาพเช่นนั้นทำให้ชีวิตต้องวนเวียนอยู่กับบาปอกุศลทั้งปวง ต้องประทังชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์หรือการกระทำที่ป่าเถื่อนต่าง ๆ

    (๓) มีปัญญาทราม ชอบคิดและดัดแปลงสิ่งที่ดีให้เป็นสิ่งที่ไม่ดี เช่น เนื้อเพลงและสุภาษิตที่มีอยู่ก็นำมาดัดแปลงให้เป็นไปในทางที่ไม่ดี

    (๔) มีฐานะ (ทางจิตใจ) ต่ำ ไม่ทัดเทียมผู้อื่น คือมีสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง มีความหวั่นไหวได้ง่ายเมื่อมีอะไรมากระทบ ดังนั้นขณะใดที่มีความน้อยใจ ขณะนั้นเป็นผลของมิจฉาทิฎฐิเพราะฐานะของจิตใจต่ำเป็นความสันทัดที่ติดตัวมา และผลักดันให้เกิดความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิต่อไป นั่นคือคิดว่าตนทำดีแล้วไม่ได้ดี หรือทำดีแล้วเขาไม่เห็นความดี เป็นต้น

    โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 08:12:32 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


      สลักธรรม 10

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้เราทุกคนหนีไม่พ้นไปจากผลของกรรมที่เราได้กระทำมา ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นบุญหรือบาป เมื่อได้กระทำเราต้องได้รับผลทั้งสิ้น บางครั้งเราอาจจะพบว่า มีเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ ท่าน เมื่อชราภาพมากต้องได้รับวิบากไม่ดี ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ประวัติของท่านนั้นทำกรรมดีมาตลอด เราไม่อาจทราบได้เลยว่าอดีตชาตินั้นท่านได้ทำกรรมอะไรบ้าง ฉะนั้นสิ่งที่เราได้ประสบพบเห็นชีวิตมาทั้งชีวิตของเราเองและของบุคคลอื่น ๆ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า บาปและบุญลบล้างกันไม่ได้

    ถ้าเปรียบเกลือเป็นบาปและน้ำเป็นบุญ ชีวิตของเราก็เปรียบเสมือนภาชนะที่บรรจุน้ำเกลือคือมีทั้งบุญและบาป เมื่อใดที่เราเติมเกลือเข้าไปมาก ความเค็มย่อมมีอำนาจมาก แต่ถ้าเมื่อใดเราไม่ต้องการเค็ม เราก็ใส่น้ำลงไปให้มาก น้ำยิ่งมากเท่าไร ความเค็มก็จะยิ่งน้อยลงจนในที่สุดจะไม่รู้สึกเค็มเลย แต่ปริมาณของเกลือที่มีอยู่ก่อนนั้นไม่ได้หายไปไหน ยังคงมีปริมาณเท่าเดิมแต่ไม่สามารถแสดงออกได้ เพราะปริมาณของน้ำที่มีมากกว่า ฉันใดฉันนั้น ถ้าเราไม่ต้องการให้ผลของบาปทั้งหลายที่ได้กล่าวมาแล้วแสดงผลออกมาในชีวิตของเรา เราก็ต้องเติมบุญเข้าไปให้มาก ๆ ดังโอวาทธรรม ๓ ที่พระพุทธองค์ท่านทรงสั่งสอนคือ

    ๑. จงละจากความชั่ว (บาป) ทั้งปวง
    ๒. จงทำความดี (บุญ) ให้ถึงพร้อม
    ๓. จงทำจิตให้บริสุทธิ์


    เมื่อนั้น....เราจะได้ไม่ต้องรับผลของกรรมที่เราได้กระทำมาเลย

    โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 08:26:42 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )
    [ 1 ] [ 2 ]

    ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
    จาก : *
    Code :
    กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
    อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
    รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
    รายละเอียด :
    Icon Toy
    Special command

    * *
    กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

    คำเตือน
    • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
    • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
    • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

    ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

    [ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

    ลานภาพ

    อบรมวิปัสสนา

    ค้นหา

    ค้นหา-GooGle

    สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org