มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อริยสัจธรรม







อริยสัจธรรมโดยย่อ


อริยสัจธรรมมี ๔ ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ แปลว่า ทนได้ยาก ไปได้ยาก โดยความหมายก็คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือ ความบีบคั้นให้ลำบาก ความเป็นไปของสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุ จึงต้องแยกสลาย พินาศไป เป็นธรรมดา ความเป็นของเผาลนให้เดือดร้อน และความผันแปรไป และไม่ทนอยู่ได้ กล่าวแล้วก็คือ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

ดังนั้น คำว่า ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้น ไม่มี ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อลงแล้วได้แก่ รูปกับนาม รวมกันเข้าเป็นร่างกาย มีใจครอง สามารถเคลื่อนไหวได้ รูปนามยังมีเกิดอยู่ตราบใด ตราบนั้นทุกข์ย่อมปรากฏที่รูปนามไม่มีสิ้นสุด

รูปนามเองก็เป็นตัวทุกข์ เพราะจะต้องบริหารมาก คือ บำรุงอย่างหนักยิ่งกว่าของอื่น ๆ ทั้งหมด และเป็นของที่ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน มีความแปรปรวนอยู่เสมอ ซ้ำยังมาเป็นตัวรับทุกข์อื่น ๆ คือทุกข์กาย - ทุกข์ใจ อีกมากมาย ดังนั้น รูปนามจึงเป็นทั้งตัวทุกข์และตัวรับทุกข์

หรืออาจพูดได้ว่า ขันธ์ หรือส่วน หรือกองทั้ง ๕ ซึ่งประชุมกันแล้ว เรียกว่าคน ว่าสัตว์ และเป็นที่ยึดมั่น ถือมั่น อย่างแน่นแฟ้น ว่าตัวเรา ตัวของเรา ก็เลยเกิดการถือเรา ถือเขาขึ้นมาทำความเดือดร้อน ให้แก่ผู้ถืออย่างมากมายมหาศาล ความยึดถือเรียกว่า อุปาทาน

อุปาทาน เป็นกิเลสที่ทำให้คนรบกัน ฆ่ากัน มีความระทมตรอมตรม ก็เพราะว่าในเมื่อขันธ์ ๕ ที่ถูกยึดถือนั้น ถูกล่วงเกินหรือ เกิดทรุดโทรมเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น อุปทาน คือความยึดถือ เข้ายึดถือขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข์ อุปาทานขันธ์ ๕ หมายถึง ขันธ์ของบุคคลที่ยึดถือ หรือขันธ์ของปุถุชน คือ คนยังไม่สิ้นกิเลส ขันธ์เช่นนี้เป็นทุกข์แท้จริง

ส่วน ขันธ์ของพระอรหันต์ จัดเป็น อนุปาทานขันธ์ คือขันธ์ที่ไม่ได้ยึดไม่ได้ถือ แม้จะเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ เพราะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไป แต่พระอรหันต์ ก็ไม่ทุกข์ไปตามขันธ์ เพราะเหตุว่า ขันธ์ ๕ ของพระอรหันต์ เป็นวิบาก คือเป็นผล ผลของตัณหาที่แล้ว ๆ มาในอดีตชาติ ยังมีผลอยู่ ขันธ์นั้นก็ตกอยู่ในสภาวทุกข์ ตามสภาพของวิบากกรรมเท่านั้น และเมื่อพระอรหันต์ ท่านไม่ได้มีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ จึงจะไม่พลอยทุกข์ไปตามขันธ์ ก็เพราะท่านสามารถดับเหตุแห่งทุกข์ได้แล้ว

ส่วน ขันธ์ของปุถุชน เป็นขันธ์ที่รวมทุกข์ทั้งโดยสภาวทุกข์และทุกข์ โดยการยึดถือ ด้วยตัณหาอุปาทาน และยังเป็นขันธ์ที่ทำให้เกิด กิเลส กรรม วิบาก คือ วงกลมสามเปราะ ที่เต็มไปด้วยความเกิด ความแก่ และความตาย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 พ.ค. 2559 , 12:22:20 น.] ( IP = 1.4.219.55 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สมุทัย แปลว่า เหตุให้เกิดทุกข์ ซึ่งก็คือ ตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากให้ผลก็คือ ทำให้เกิดอีกไม่สิ้นสุด ไปกับความเพลิดเพลินและความกำหนัด เป็นเหตุให้เกิดความพอใจยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ

ความทะยานอยากนี้เป็นเหตุให้คน สัตว์ เกิดแล้วเกิดอีกทำให้คนเป็นปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลส เมื่อยังมีความหนาแน่นด้วยกิเลสอยู่ตราบใด ก็ไม่มีวันสิ้นสุดไปจากทุกข์ได้ เปรียบเสมือนว่า ยังมีเหตุ เหตุนั้นคือไฟ ก็ย่อมมีผลอยู่ตราบนั้น ผลที่ได้รับจากไฟ ก็คือความร้อน ไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมี หรือคนจน เมื่อมีความทะยานอยากอยู่ ก็กลายเป็นผู้ยากแค้นขาดแคลนเข็ญใจอยู่เพราะความรู้สึกที่ยังมีความขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ ยังต้องแสวงหาไม่พอ ต่อเมื่อหมดสิ้นความทะยานอยากลงได้แล้ว ก็กลายเป็นคนมั่งมี และได้รับความสุข ก็คือ ความเต็มปรารถนา, ความเพียงพอ

นอกจากตัณหา (ความทะยานอยาก) ได้ก่อทุกข์ทางกายทางใจแล้ว เมื่อความปรารถนานั้นไม่ได้มาตามความอยาก และยังมีความรายาพยาบาท ซึ่งเป็นกิเลสที่พลอยผสม ก็จะช่วยกระพือพัด ให้ทุกข์นั้นขยายตัวขึ้นทับถมมากยิ่งขึ้น และอาจจะเกิดทุจริตตามมาได้เสมอ ๆ

ตัณหา สร้างทุกข์ต่าง ๆ ให้ในชาตินี้ และยังเป็นเหตุให้คนเวียนว่ายตายเกิด รับทุกข์อื่น ๆ ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นตัณหา จึงเป็นตัวเหตุที่ก่อภพก่อชาติโดยไม่รู้จบสิ้น

ตัณหามี ๓ อย่าง คือ

๑. กามตัณหา คือ ความกำหนัดในกามคุณ

๒. ภวตัณหา คือ ความกำหนัดที่ประกอบด้วย รูปธาตุ, อรูปธาตุ

๓. วิภวตัณหา คือ ความกำหนัดที่ประกอบด้วย อุจเฉททิฎฐิ คือความเห็นว่าขาดสูญ

ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่า ตั้งแต่ สัตว์ มนุษย์ ขึ้นไปจนถึงเทวดา พรหม ต่างก็พากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในแม่น้ำ คือตัณหาอันเป็น ทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์อย่างน่าสลดสังเวชใน ฉะนั้น อย่ามัวหลงผิดใฝ่ฝันเรื่องสวรรค์ สร้างวิมานกันอยู่ และเข้าใจผิด ๆ ว่าไปเกิดบนสวรรค์ดีแน่แท้ ในเมื่อเทวดาและพรหมเหล่านั้น เมื่อถึงกาลที่ต้องจุติจากภพนั้น ๆ แล้ว อาจจะเกิดเป็นสัตว์นรก หรือสัตว์ดิรัจฉานก็ได้ ถ้าถึงคราวที่กรรมชั่วที่ตนได้ทำไว้ในอดีตชาติก่อน ๆ มีโอกาสอำนวยผล ฉะนั้นอย่าหลงผิด เข้าใจผิด คิดผิดจะทำให้เกิดความประมาท จนไม่สามารถรู้แจ้งในความจริงได้เลย

ดังนั้น คนที่มีตัณหาเป็นเพื่อน ย่อมท่องเที่ยวสู่ความเป็นอย่างนี้ และเป็นอย่างอื่นตราบนานเท่านาน โดยไม่ล่วงสังสารวัฎฎ์ไปได้ ด้วยเหตุแห่งทุกข์นั้น ตัณหาจึงควรละโดยแท้จริง คือ เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ และต้นเหตุแห่งทุกข์ คือตัณหาได้พบแล้ว กิจที่สำคัญก็คือ การรีบดับทุกข์นั้นเสีย

เหตุที่พูดเรื่องทุกข์และสมุทัย ๒ ข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้แจงเหตุผลเรื่องทุกข์ให้ผู้ฟังเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เป็นต้นว่า ให้กลัวความเกิด อันเป็นที่ลวงตาลวงใจ ให้เห็นว่าไม่น่าทุกข์อะไรเลย แต่แท้จริง ความเกิด คือทุกข์ ที่นำเอาความแก่และความตายและทุกข์อื่น ๆ มาสู่ตน หรือชี้ให้เห็นว่า ขันธ์ ๕ ที่หลงยึดมั่นถือมั่น คนทั้งหลายต่างก็พากันนึกว่าเบา แต่ที่แท้เป็นทุกข์อย่างหนัก หนักในการที่ต้องแบกไปจนกว่าจะตลอดชาติหนึ่ง ๆ ขันธ์ ๕ เองก็เกิดขึ้นเพราะตัณหา และเป็นที่สิงของตัณหาด้วย ตัณหานั้นจึงชื่อว่าเป็นทั้ง เหตุเดิมที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ ขันธ์ ทั้ง เป็นเหตุใหม่ ที่สิงอยู่ในขันธ์ ที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ อำนวยให้ทุกข์เบ็ดเตล็ด และทุกข์จรอื่น ๆ เข้ามาแทรกแซง ให้เกิดทุกข์มากขึ้นก็เนื่องจากตัณหา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 พ.ค. 2559 , 12:23:01 น.] ( IP = 1.4.219.55 : : )


  สลักธรรม 2

นิโรธ เรียกเต็ม ๆ ว่า ทุกขนิโรธ แปลว่า ความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ การดับด้วยการสำรอกทิ้งอย่างไม่เหลือซึ่งตัณหา ความสละตัณหา ความวางตัณหา ความปล่อยตัณหา ความไม่พัวพันตัณหา

การดับเหล่านี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ของแท้จริง คือความดับทุกข์ การดับด้วยอาการทั้ง ๕ นั้น โดยความก็คือ ความดับทุกข์ (นิโรธ) หมายถึงดับตัณหาได้ขาดเหมือนหนึ่งว่า การดับไฟได้ ก็คือ การซัดเชื้อไฟอันเป็นต้นเหตุให้เกิดไฟออกไปเสียได้

การที่ต้องกล่าวถึงนิโรธก่อนนั้น เพื่อจะได้เป็นการแสดงผลให้รู้ว่า เท่าที่รู้เหตุผลเรื่องทุกข์มาแล้ว ว่าทุกข์เป็นอย่างไร และเกิดขึ้นเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ทุกข์ไปเสียทั้งหมด โดยไม่มีความสิ้นสุดทุกข์บ้างเลยหรือ ความจริง เมื่อมีทุกข์แล้วความดับไปแห่งทุกข์ก็ย่อมมีเป็นของคู่กัน แต่ความดับทุกข์ได้ ต้องดับเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์จึงจะดับ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ทุกข์ดับไปเองไม่ได้แน่ ถึงดับได้ทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกได้โดยไม่สิ้นสุดแท้จริง

ความดับทุกข์ของนิโรธนั้น หมายถึง การดับได้อย่างเด็ดขาดด้วยการกระทำจากการปฏิบัติ จึงจัดว่าเป็นผลอันสูงสุดตามจุดมิ่งหมายของพุทธศาสนา การเสวยกามสุขด้วยความเป็นมนุษย์ หรือเทวดาก็ดี และการเสวยปีติสุข หรือญาณสุข ด้วยความเป็นพรหมก็ดี ยังมีโอกาสเสวยสุขเหล่านั้นได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว บางทีก็มีทุกข์อื่นมาสลับ หรือไม่ว่าความสุขนั้นแปรปรวนไป และบางทีก็ถึงคราวที่สิ้นบุญที่จะได้เสวยสุข เพราะถึงคราวที่จะต้องเสวยผลของบาปบ้าง ก็เลยต้องไปทนทรมานเสวยทุกข์ วนเวียนสัปปลับไม่แน่นอนได้ เพราะผู้ที่เกิด ๆ ตาย ๆ อยู่เสมอ ๆ ย่อมทำทั้งกรรมดีกรรมชั่ว ทั้งโดยความจำเป็นบังคับให้ทำเพราะความหลงใหลมัวเมา ด้วยเหตุนี้ หลักของพระพุทธศาสนาจึงไม่ยกย่องกามสุข ไม่ยกย่อมสวรรค์ ว่าเป็นสูงสุด แต่สอนให้ปฏิบัติเพื่อบรรลุสุขที่สูงสุดแท้จริง ก็คือ ความดับทุกข์ได้

นิโรธ กับ นิพพาน จะพูดว่าเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ เพราะนิพพานมีทั้งที่แสดงโดยปริยายเบื้องสูง และปริยายเบื้องต่ำเพียงระงับกิเลสอย่างกลาง คือ นิวรณ์ลงได้ด้วยญาณ ก็เรียกว่าตทังคนิพพาน หรือ นิโรธก็ได้ อย่างนี้เป็นปริยายเบื้องต่ำ ส่วนที่แสดงเบื้องสูง เช่น บรรดาสังขตธรรม (ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง) และ อสังขตธรรม (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ทั้งหลาย วิราคธรรม (คือธรรมที่คลายความกำหนัดยินดี) เป็นธรรมที่ดีที่สุด ประเสริฐ วิราคธรรม คือ นิโรธ, นิพพาน ดังนั้น คำว่า นิโรธกับนิพาน จึงมีผลเดียวกัน ใช้ว่า วิราคธรรม ก็เพื่อเป็นการแสดงโดยปริยายเบื้องสูง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 พ.ค. 2559 , 12:23:26 น.] ( IP = 1.4.219.55 : : )


  สลักธรรม 3

ส่วนนิโรธ กับ นิพพาน ต่างกันบ้างก็คือ ขณะหรือลำดับเท่านั้น เช่น จัดตามโลกุตตรธรรม มรรคเป็นส่วนปฏิบัติเพื่อละกิเลส นิโรธเป็นความละกิเลสได้ นิพพานเป็นความไม่มีกิเลส หมายถึงว่า มรรคเป็นเหตุ นิโรธ เป็นผล นิพพานเป็นส่วนที่พ้นจากเหตุและผล

อย่างไรก็ตาม นิโรธเป็นความดับตัณหา นิพพานก็เป็นความไม่มีตัณหา เพราะละตัณหาได้ จึงเรียกว่านิพพาน นิโรธกับนิพพานไม่สามารถแยกห่างจากกันได้ เพราะเป็นสัจธรรม เพราะผู้ที่ได้นิโรธต้องได้นิพพาน เพราะเมื่อทำลายกิเลสจนไม่เหลือแล้ว ความไม่มีก็ปรากฏทันที

นิพพานแบ่งได้เป็น ๒ พวก คือ

๑. ดับกิเลสได้สิ้นแล้ว และผู้ดับยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน

๒. ดับกิเลสได้สิ้นแล้ว ผู้ดับสิ้นชีวิต คือ ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่ด้วย เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน

กิจที่ควรกระทำอันเกี่ยวกับนิโรธ ก็คือ ควร “ทำให้แจ้ง” ได้แก่ การดับตัณหาให้ได้ แต่ก็มีปัญหาว่าเราจะทำอย่างไร นิโรธจึงจะปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราได้ ปัญหานี้เป็นเหตุให้ก้าวมาถึงเรื่องมรรคอันเป็น อริยสัจข้อที่ ๔ เราก็ต้องปฏิบัติตามมรรค หรือหนทางอันมีองค์ ๘ ด้วยการทำองค์ ๘ ให้พร้อมบริบูรณ์ จึงจะชื่อว่า ดำเนินมาถึงปลายทางได้ เพราะมรรค ๘ นั้นชื่อเต็ม ๆ ว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จึงจะเห็นว่า ความดับทุกข์ คือ ทุกขนิโรธ เป็นจุดหมายปลายทางเมื่อปฏิบัติไปจนถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็ชื่อว่า ทำนิโรธให้แจ้งแก่ตน จึงสรุปได้ว่า ผลคือนิโรธ (ความดับทุกข์) จะเกิดได้ ก็เพราะมีเหตุ คือมรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 พ.ค. 2559 , 12:23:53 น.] ( IP = 1.4.219.55 : : )


  สลักธรรม 4

มรรค แปลว่า ทาง มรรคเป็นคำเรียกย่อ ๆ คำเต็มเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่า มีอยู่ ๓ ทาง คือ

๑. หย่อนเกินไป เรียก กามสุขัลลิกานุโยค แปลว่า การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ในกามสุข

๒. ตึงเกินไป เรียก อัตตกิลมถานุโยค แปลว่า การประกอบตนไว้ในความลำบากหรือการทรมานตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ประสงค์

๓. ทางสายกลาง เรียก มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติเพื่อทำลายอภิชฌาและโทมนัส (ความยินดีติดใจและความทุกข์ต่าง ๆ)

การที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงทางและทรงชี้ทางแก่บรรพชิตเพราะต้องการให้ผู้ที่มุ่งออกจากทุกข์ซึ่งบวชอยู่ตระหนักว่า การที่ตนออกบวชก็เพื่อออกจากกาม หากยังเดินทางสุดคือกามสุขัลลิกานุโยค แม้กายจะออกจากกามแล้ว แต่ถ้าใจติดอยู่ก็ไม่ผิดอะไรกับไม้สดที่เปียกยาง ถึงจะไม่เปียกน้ำ ก็สีให้เกิดไฟไม่ได้, หรือถ้าหากยังเดินทางสุดคืออัตตกิลมถานุโยค ด้วยการทรมานตนให้ลำบาก ก็เป็นการเปล่าประโยชน์ เพราะไม่สามารถทำให้ใจพ้นจากกิเลสได้เลย

หนทางสายกลาง มีข้อปฏิบัติ ๘ ประการ แบ่งส่วนย่อ ๆ ในการอบรมหรือขัดเกลาเป็น ๓ พวก คือ ส่วนที่อบรมกายกับวาจา เรียกว่า ศีล มี ๓ ข้อ ส่วนที่อบรมจิตเรียกว่า สมาธิ มี ๓ ข้อ ส่วนที่อบรมทิฏฐิคือความเห็น เรียกว่า ปัญญา มี ๒ ข้อ แสดงให้เห็นว่า ทางสายกลางนั้น มี มรรค ๘ เป็นทางสมบูรณ์ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา

มรรค ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ จัดเข้าในศีล สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ สัมมาวายามะ พยายามชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ จัดเข้าในสมาธิ สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ

ก่อนอื่นในเบื้องแรกเอาเรื่องปัญญา อันเป็นส่วนอบรมทิฎฐิ ความเห็นมาพูดก่อน เพราะต้องการให้มีเข็มทิศ คือ ความเห็น หรือความดำริ ให้มีระเบียบก่อน แล้วจึงค่อยพูดถึงเรื่องอื่นเหมือนการออกเรือ ถ้าไม่รู้ว่าจะไปทางไหนก่อน พายไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย ก็ไร้ประโยชน์ ต่อจากนั้นก็พูดถึงการอบรมวาจา และอบรมจิตเป็นลำดับไป ตามทางมรรค ๘

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 พ.ค. 2559 , 12:24:21 น.] ( IP = 1.4.219.55 : : )


  สลักธรรม 5

๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ หมายเอาเห็นอริยสัจ ๔

๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ แบ่งออกเป็น ๓ คือ
ก. ดำริออกจากกามคุณ ที่เรียกว่า เนกขัมมะ
ข. ดำริไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น
ค. ดำริไม่เบียดเบียนผู้อื่น

๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ แบ่งออกเป็น ๔ คือ
ก. เว้นจากการพูดปด
ข. เว้นจากการพูดส่อเสียด คือยุยงให้เขาแตกร้าวกัน
ค. เว้นจากการพูดหยาบคาย
ง. เว้นจากการพูดจาเหลวไหลไม่เป็นสาระ

๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ แบ่งออกเป็น ๓ คือ
ก. เว้นจากการฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์
ข. เว้นจากการลักฉ้อ หรือคดโกง หรือแกล้งทำลายของของผู้อื่น
ค. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึงละจากมิจฉาชีพทั้งปวง

๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ แบ่งออกเป็น ๔ คือ
ก. เพียรระวังมิให้ความชั่วเกิดขึ้น
ข. เพียรละความชั่วที่เกิดขึ้นมาแล้ว
ค. เพียรทำความดีให้เกิดขึ้น
ง. เพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่

๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ แบ่งออกเป็น ๔ คือ
ก. ระลึกรู้สึกตัว ในเรื่องกาย และอิริยาบถของกาย
ข. ระลึกรู้ตัวเมื่อรู้สึกสบายหรือไม่สบายหรือเฉย ๆ
ค. ระลึกรู้ตัวว่าจิตกำลังเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว มีกิเลสหรือไม่มี
ง. ระลึกรู้ตัวว่ามีอารมณ์อะไรผ่านเข้ามาในใจ

๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ คือทำจิตใจให้แน่วแน่ ด้วยการหาอารมณ์จับที่ไม่มีโทษเพื่อให้จิตใจยึด จะได้ไม่พร่า ไปหลายทาง อารมณ์นั้นต้องเป็นอารมณ์หยาบ

คำว่ามรรค ๘ ไม่ใช่ว่าเป็นทาง ๘ สาย ความจริงเป็นทางสายเดียว แต่มีส่วนประกอบแปดอย่าง เหมือนเชือกเส้นเดียวแต่มี ๘ เกลียว หรือแก้วถ้วยเดียว แต่มีเครื่องประกอบ ๘ อย่าง

ดังนั้นพระองค์จึงประกาศความสำคัญของอริยสัจ ๔ ไว้ว่า “เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง จึงท่องเที่ยวไปชาตินั้น ๆ ตลอดกาลนาน”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 พ.ค. 2559 , 12:24:40 น.] ( IP = 1.4.219.55 : : )


  สลักธรรม 6

7.25llllllyuanbasketball shoes
beats by dre
beats headphones
beats by dr dre
beats by dre
beats by dre
beats headphones
beats by dr dre
beats headphones
bottega veneta outlet online
bottega veneta outlet
burberry outlet store
burberry outlet store
burberry outlet
burberry outlet
burberry outlet sale
burberry outlet
burberry sunglasses on sale
burberry sunglasses
calvin klein outlet
calvin klein underwear
cartier sunglasses for men
cartier sunglasses
cartier outlet store
cartier outlet
cartier uk
cartier watches
cartier watches for sale
cartier watches
cazal outlet
cazal sunglasses
celine outlet online
celine outlet
celine outlet online
celine outlet
7.25

โดย lllllyuan [25 ก.ค. 2559 , 08:24:10 น.] ( IP = 23.228.77.137 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org