มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้ผ่านความรู้








ในเนื้อเพลงสองฝั่งคลองนั้นบอกว่า "ยามใดหยุดอ่อนล้าเหมือนดั่งฆ่าตัวตาย" ซึ่งในเพลงนี้ได้อธิบายไว้ว่า เหมือนคนที่กำลังว่ายน้ำข้ามฝั่ง แต่ถ้าหากท้อแท้และหยุดว่ายเมื่อใดก็ต้องจมน้ำลง ก็เช่นเดียวกับพวกเราเพราะความอ่อนล้าและหมดแรงอันเกิดขึ้นเนื่องมาจากขาดความเพียรจะทำให้ชีวิตแต่ละชีวิตนั้นอัปปางลงได้

เราเกิดมาอยู่ในทุกวันนี้ .. เราได้สุคติภูมิแต่ก็ได้มาตอนปฏิสนธิเท่านั้นเอง และอาศัยสุคตินั้นตั้งอยู่ แต่ในชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งทุกวันนี้ เราก็ทำที่ไปใหม่คือทุคติอยู่สม่ำเสมอ แต่พวกเราทุกคนได้มาศึกษาธรรม จึงทำให้ได้รู้ว่าอะไรควรทำอะไรควรละ การกระทำเช่นไรที่จะยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต การกระทำเช่นไรที่จะกระทำชีวิตให้ตกต่ำลง

เราจึงควรจะอาศัยความศรัทธา ความเพียร สร้างบารมีธรรมของเราต่อไป ด้วยความตั้งมั่น โดยระลึกถึงพุทธคุณทั้ง ๙ อยู่สม่ำเสมอ พุทธคุณทั้ง ๙ ก็คือ

พุทธคุณข้อที่ ๑ อะระหัง พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ ทรงหมดกิเลสแล้ว

พุทธคุณข้อที่ ๒ สัมมาสัมพุทโธ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ชอบ

พุทธคุณข้อที่ ๓ วิชชาจาระณะสัมปันโน ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชา ๓ และจะระณะ ๑๕

พุทธคุณข้อที่ ๔ สุคะโต คือเสด็จไปดีแล้ว

พุทธคุณข้อที่ ๕ โลกะวิทู คือทรงรู้แจ้งโลก

พุทธคุณข้อที่ ๖ อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ คือ พระองค์นั้นทรงเป็นสารถี คือฝึกบุคคลผู้ควรฝึกไม่มีผู้ใดยิ่งไปกว่าพระองค์แล้ว

พุทธคุณข้อที่ ๗ สัตถา เทวะมะนุสสานัง คือ ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง

พุทธคุณข้อที่ ๘ พุทโธ เป็นผู้รู้และผู้เบิกบาน

พุทธคุณข้อที่ ๙ ภะคะวา ทรงจำแนกแจกธรรมทั้งหลาย

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [18 ส.ค. 2559 , 09:14:31 น.] ( IP = 61.90.90.144 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นพระมหากร6ณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระปัญญาธิคุณ ที่ทรงแจกจ่ายกระจายพระธรรมให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้รู้ตามพระองค์ และมีทางที่ควรดำเนิน

ทำให้ในวันนี้พวกเราทั้งหลายได้เดินตามทางที่ดีสมเป็นพุทธมามกะ แต่ก็อย่าชะล่าใจ แล้วก็อย่าลำพองใจว่าเราเป็นผู้รู้แล้ว เพราะการรู้ทั้งหลายนั้นมีหลายรู้ คือ

ผู้ผ่านความรู้ ๑

ผู้มีความรู้ ๑

ผู้ทรงความรู้ ๑

ขณะนี้ท่านกำลังมีชีวิตอยู่ในประเภทใด?





ผู้ผ่านความรู้ คือ พวกเรียนจบ เคยผ่านตามาแล้ว เคยผ่านหูมาแล้ว สิ่งเหล่านี้เคยเรียนมาแล้ว แล้วก็เรียนต่อไป ผ่านเรื่อยไป

ผู้มีความรู้ คือ ผู้เคยผ่านความรู้มา แล้วนำมาบอกกล่าวด้วยเหตุผล ให้ผู้อื่นนั้นได้รู้เหมือนที่เรารู้ได้

แต่ผู้ผ่านความรู้และผู้มีความรู้ นั้นก็สู้ผู้ทรงความรู้ไม่ได้ ที่สามารถนำวิชชานั้นมาประดับไว้ที่ใจให้มาเกิดขึ้นที่วาจาตน และกายตนไว้ได้

ดังนั้น เราทั้งหลายจึงควรระลึกนึกอยู่เสมอว่า ที่เรายังไม่สิ้นอาสวกิเลสอนุสัย เราต้องเพียรปฏิบัติขัดเกลากิเลสแล้วนำเหตุแห่งความดีทั้งหลาย คือทางที่ควรดำเนินนั้นมาบรรจุไว้ในชีวิตของเราเหมือนความรู้นั้นทรงอยู่ในชีวิตของเรา เพื่อจะได้ทำให้เรานั้นมีคติที่ดีต่อไป คือภพหน้า เพื่อจะได้ไม่จมน้ำ เพื่อจะได้ว่ายข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งได้ เหมือนที่เราปรารถนาทุกคน

โดย น้องกิ้ฟ [18 ส.ค. 2559 , 09:17:22 น.] ( IP = 61.90.90.144 : : )


  สลักธรรม 2




แต่เราเคยนึกกันบ้างไหมว่า อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ ที่เราเพิ่งสวดมนต์กันไปเมื่อสักครู่นั้นแปลว่าอะไร?

แปลว่า "ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้" และคำพูดนี้เหมือนกับคำรำพัน ที่เราสวดมนต์กันไปก็เหมือนคำรำพันว่า อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ ..... ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏแก่เราชัด เราก็ได้ แต่รำพึง ฉะนั้น จึงขึ้นกระดานไว้ ๓ ชนิด ว่า

เราจึงต้องย้อนกลับไปคิดถึงคำว่า ผู้ผ่านความรู้ ผู้มีความรู้ และผู้ทรงความรู้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราก็อยู่ในประเภทแรกกันทั้งนั้นคือ ผู้ผ่านความรู้

ทุกวันนี้ถึงแม้เราเข้าใจพระอภิธรรมในเรื่องของจิต เช่น อกุศลจิต ๑๒ กันหมดแล้ว แต่ถ้าเราไม่นำอกุศล ๑๒ มาละที่ตัวเอง ไม่มีเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา ่ให้ดี สิ่งที่เราเรียนไปก็คือแต่เป็นผู้ผ่านความรู้เท่านั้น ซึ่งทำตัวเหมือนกับรถเมล์ที่เรานั่ง คือ เราไม่ได้ลงทุกป้ายแต่เราผ่านทุกป้าย จึงยังไม่มีประโยชน์จริง

หรือเราเรียนเรื่องมหากุศลจิต ๘ แล้วเราก็เข้าใจ เช่น โสมมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง แต่ถ้าเราไม่นำความรู้คือจิตดวงนี้มาไว้ในใจของเรา เราก็เป็นแค่ผู้ผ่านความรู้ คือรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว

แต่ถ้าเพื่อเราพัฒนาเกิดความรู้และความเข้าใจ พยายามนำสิ่งเหล่านั้นมาเตือนตนและเตือนผู้อื่นได้ ก็เป็นผู้มีพอมีความรู้บ้าง แต่ทั้งสองอย่างก็ไม่เทียบเท่ากับการเป็นผู้ทรงความรู้

ผู้ทรงความรู้ คือ ผู้ได้ญาณปัญญา ถามว่าทำไมต้องนั่งลง? ผู้ทรงความรู้ตั้งแต่อุทยัพพญาณขึ้นไปก็จะทราบดีเป็นผู้ที่มีความรู้คือญาณปัญญาที่เห็นความเกิดดับ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นแก่ชีวิต แต่พวกเราเป็นผู้ผ่านความรู้ว่าในชีวิตของเรามี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงเท่านั้น และผู้ทรงความรู้นี้เกิดขึ้นจากความเพียร

โดย น้องกิ้ฟ [18 ส.ค. 2559 , 09:19:45 น.] ( IP = 61.90.90.144 : : )


  สลักธรรม 3




ที่ถามว่า ขณะนี้ท่านกำลังมีชีวิตอยู่ในประเภทใด?

ถ้าหากอยู่ในประเภทผู้ผ่านความรู้เหมือน ๆ กันก็ดี เพราะพระอภิธรรมจะเป็นบรรทัดฐานชีวิตทำให้เรามีความเข้าใจไม่หลงพร่ำเพ้องมงาย ..การเรียนพระอภิธรรมเป็นการศึกษาเพื่อให้เข้าใจในกรรมและวิบาก และทั้งหมดในชีวิตเรานี้ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของกรรมและวิบาก

ที่เราเรียนเรื่องผังจิต ก็เป็นเรื่องของ อกุศลกรรม กุศลกรรม อกุศลวิบาก กุศลวิบาก ไม่ได้มีเรื่องอื่นเลย จงเป็นการเรียนเรื่องกรรมเรื่องวิบาก หรือแม้แต่ในเรื่องภพภูมิ เช่น ที่ปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากก็คืออกุศลกรรม

และเมื่อเราเรียนผังจิตแล้วเราก็ต้องรู้ด้วยว่ามันคือกรรม ไม่ใช่รู้แต่เพียงว่าชื่ออะไร เช่นรู้ว่าจิตดวงนี้ชื่อ โสมมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกัง จิตที่เกิดพร้อมด้วยความยินดีประกอบด้วยความเห็นผิดไม่มีใครชักชวน เราก็รู้แล้วว่าเป็นกรรมชนิดไหนคือเป็นอกุศลกรรมที่ไม่มีใครชักชวน มีอำนาจมากเป็นอสังขาริก และเราเองนั่นแหละเป็นผู้ได้รับกรรมนั้น

เรื่องกรรมและวิบากนี้ เมื่อเรียนรู้แล้วเราจึงต้องเอามาแก้ไขดัดแปลงและปรับปรุงชีวิตของเรา อย่าให้เพียงเป็นผู้ผ่านความรู้ ไป แต่ต้องรู้จักจอดป้ายบ้าง

ทุกวันนี้เมื่อศึกษาแล้วเราจะเห็นว่าการพ้นทุกข์ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เพราะเราเป็นเพียงผู้ผ่านความรู้ คือ รู้ผ่านบัญญัติธรรม รู้ผ่านชื่อ แล้วก็เอาบัญญัติมาตอบ แต่ยังไม่ได้ผ่านความวิปลาสไป

เรายังมีความวิปลาส คือ ความหลงผิดด้วยการ ชินชั่ว (อกุศลจิต ๑๒) ติดดี (มหากุศลจิต ๘) มีความชอบ (มหัคคตกุศล ๙) แต่ไม่ประกอบไปด้วยความทุกข์ (โลกุตตรจิต ๘)

ชินชั่ว ติดดี มีความชอบ สิ่งเหล่านี้แหละเป็นวิปลาส เพราะชีวิตนั้นเป็นอสุภะ ไม่ใช่สุภะ ชีวิตนั้นเป็นทุกขัง ไม่ใช่สุขัง ชีวิตนั้นเป็นอนิจจัง ไม่ใช่นิจจัง ชีวิตนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา

ความชินชั่ว ติดดี มีความชอบ ทำให้เราไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้แหละเป็นวิปลาส เพราะชีวิตนั้นเป็นอสุภะ ไม่ใช่สุภะ ชีวิตนั้นเป็นทุกขัง ไม่ใช่สุขัง ชีวิตนั้นเป็นอนิจจัง ไม่ใช่นิจจัง ชีวิตนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา เราจึงมีแต่สุภะวิปลาส สุขะวิปลาส นิจจะวิปปลาส อัตตาวิปลาส กันอยู่

ฉะนั้น เมื่อเราผ่านความรู้มาแล้วเราจึงต้องเข้าไปดู เข้าไปฏิบัติ เข้าไปพิสูจน์เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เรารู้มานั้นจริงหรือไม่? เราต้องไปดูจนกระทั่งญาณปัญญาเกิดขึ้น คือเป็นผู้ทรงความรู้ ทรงวิชชา ไม่ใช่อวิชชา

โดย น้องกิ้ฟ [18 ส.ค. 2559 , 09:22:04 น.] ( IP = 61.90.90.144 : : )


  สลักธรรม 4




พระอภิธรรมนี้เป็นวิชชาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เข้าไปในเวไนยสัตว์ทั้งหลายว่าชีวิตนั้นคืออะไร ผังจิต เจตสิก รูป นี้ไม่ใช่อวิชชา แต่คือกายและใจ และบอกว่าชีวิตนั้นคือสิ่งที่ประกอบกันด้วย จิต เจตสิก และรูป และก็มีกรรม มีวิบาก

เราเรียนแล้วสามารถรู้ความจริงคือวิชา คือความจริงของชีวิตว่า จิตนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาไม่ได้ เราจึงต้องเพียรพยายามทำ และทำอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่รู้อยู่เรื่อย ๆ เพราะการรู้อยู่เรื่อย ๆ รู้มาก ๆ ดี แต่ก็ดี ดีแค่ชาตินี้ เพราะว่าความรู้เช่นนี้ไม่มีทางเป็นใบการันตีว่าเราจะไปชาติหน้าดี แต่ถ้าเมื่อเราปฏิบัติดี อยู่ในกุศล และเพียรละบาป นั่นแหละเป็นใบการันตี แต่ถ้าเผื่อเป็นผู้ทรงความรู้ระดับพระโสดาบันก็จะมีใบประกาศนียบัตรรับรองว่าจะมีชีวิตอยู่อีกไม่เกิน ๗ ชาติเท่านั้น

วันนี้ เราจึงมาดูว่าเราจะทำอะไรกับชีวิตที่เหลือสั้นลงไปทุกที เราจึงต้องพยายามเตือนไว้ว่า ถ้าหากขัยอายุคือ ๗๕ ปี ขณะนี้เราอายุเท่าไหร่กันแล้ว และเราจะเหลืออายุอีกเท่าไหร่?

เช่น เหลืออยู่อีก ๒๐ ปี และในอายุที่เหลือยู่นี้ เราก็ไม่รู้ว่าจะมีกรรมตัดรอนอีกหรือเปล่า และเวลา ๒๐ ปีนี้ก็ไม่นาน จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไหม? เราตอบไม่ได้ จะเป็นมะเร็งตายปีหน้าไหม? เรา ตอบไม่ได้ จะถูกรถชนตายไหม? จะหายใจไม่ออกไหม? ไม่แน่

เมื่อลมหายใจเราเหลือน้อยลงแล้ว เราก็ต้องขนขวายในกิจการงานที่ชอบ (ไม่ใช่งานที่เราชอบนะ แต่ต้องเป็นงานที่ชอบธรรม) อันเป็นเหตุทำให้เราพ้นทุกข์ได้ต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ [18 ส.ค. 2559 , 09:23:51 น.] ( IP = 61.90.90.144 : : )


  สลักธรรม 5




(มีลูกศิษย์คนหนึ่งได้บอกความรู้สึกหลังจากที่ไปเข้าปฎิบัติมาว่า .. ที่จริงอ่านหนังสือที่อาจารย์ให้แล้ว แต่พอไปปฏิบัติจริง ๆ แล้วมีความรู้สึกห่อเหี่ยว ยิ่งเพื่อนที่รู้จักกลับยิ่งอยู่ไม่ได้เลยต้องรีบกลับตาม ก็แสดงว่าความเป็นตัวตนมันยากมากเลยที่จะชำระมัน แต่ก็จะพยายามต่อไปครับ)

ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกเช่นนี้ในครั้งแรกหรือครั้งที่สอง หลวงพ่อเสือท่านจึงสอนว่า ทำให้คุ้น

เพราะทุกวันนี้เรามีแต่ความเคยชิน .. ตื่นมาเรามีของเคย ๆ บ้านเคย ๆ ที่นอนเคย ๆ ห้องน้ำ เคย ๆ ทุกอย่างเราอยู่กับความเคยชินของเราทั้งนั้นเลย แต่เมื่อเราต้องปลีกตัวเองออกไปในที่ที่ไม่เคย มันจึงเป็นภาวะที่บีบคั้น แล้วใครล่ะที่มาบีบคั้น? ก็คือ กิเลสนั่นเอง .. กิเลสไม่อนุญาต

เรามีกิเลสมาบีบคั้นใจเพราะเราต้องทิ้งงานทุกชนิด ทิ้งความชอบทุกชนิด ทิ้งการทำตามอำเภอใจทุกชนิดออกไป โดยมีสิ่งเดียวที่ต้องกระทำคือ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน และสติในที่นี้รวมถึงปัญญาด้วย

ความสำคัญของสติสัมปัชชัญญะนั้นมันมีมาก เพราะว่าการเข้าไปปฏิบัตินั้นต้องมี สติมา สัมปัชชัญโน และอาตาปี

โดย น้องกิ้ฟ [18 ส.ค. 2559 , 09:25:31 น.] ( IP = 61.90.90.144 : : )


  สลักธรรม 6




สติมา คือ มีสติ สัมปัชชัญโนคือมีปัญญา และอาตาปีคือมีความเพียร

ชีวิตเราทุกคนนี้ ... พระพุทธองค์ท่านทรงเปรียบเหมือนเรือที่แล่นอยู่ในน้ำ และมีรูรั่วอยู่ ๖ รูด้วย ฉะนั้น เรือนี้จึงมีน้ำเข้ามาซึ่งเปรียบเสมือนกิเลสเก่าที่มีอยู่ในเรือ และมันก็ซึมอยู่ตลอดเวลาเพราะมีรูรั่ว

ท่านเปรียบเหมือนกิเลสที่ไหลเข้าออกอยู่ตลอดเวลาทางทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เราจึงจะต้องมีสติ เพราะสติเปรียบเสมือนชันที่คอยอุดรูรั่ว เพื่อมิให้น้ำใหม่ไหลเข้ามา มีปัญญาเปรียบเสมือนผู้วิดน้ำเก่าออก

เมื่อน้ำใหม่ไม่ไหลเข้า น้ำเก่าก็วิดออก เรือก็เบา .. พอเรือเบาแล้วก็ต้องมีอาตาปี คือความเพียรไปในทิศทางที่ตนเองตั้งใจ ฉะนั้น ๓ องค์นี้ คือจักรทอง คือตัวหมุน ทุกวันนี้เรามีจักรเหมือนกันแต่เเป็นวัฏจักร คือการหมุนของวัฏฏะ

ครั้งแรกที่ไปแล้วก็เบื่อจึงไม่เป็นไร เพราะมันต้องเบื่อ.. กิเลสมันไม่อนุญาต และเราก็ต้องฝึก โดยต้องอาศัยวันเวลาที่บ้าน หัดทำ ให้เวลากับตัวเองว่า วันนี้ ๑๐ นาทีนี้เราจะไม่ยุ่งกับอะไรเลย เราอยู่ห้องปฏิบัติเรารู้แล้วว่าเราต้องทำอะไร เราอยู่บนห้องเราก็ต้องทำ เมื่อเราไปเข้าปฏิบัติเราก็จะได้มีเสบียง

อย่างบางคนได้แต่ปวารณาว่า เมื่อเกษียณอายุแล้วจะเข้าปฏิบัติ ๑ เดือน หรือหยุดปุ๊บจะเข้าปฏิบัติ ๑๐ วัน ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่เราได่แต่ยืนมองอยู่ทุกวันโดยไม่ได้ทำ

และถ้าเราไม่หัดทำเอาไว้ ไม่มีการ warm up ไว้บ้างเราก็จะทำไม่ได้เลย ซึ่งจะต้องขอชมเชยลูกศิษย์คนหนึ่งที่ในพรรษานี้ไม่ได้เข้าปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน แต่ขออธิษฐาน ๑ พรรษานี้อเข้าไปทำความเคยชินในห้องปฏิบัติ และก็ตั้งใจว่าหลังจาก ๑ พรรษานี้แล้วจะเข้าครั้งละ ๓๐ วัน เพียงแต่ตอนนี้กำลังหัดเข้าไปดูใจตัวเอง ไปหัดความคุ้นเคย

การพยายามเจริญสติบ่อย ๆ พยายามตั้งใจที่จะสังเกตบ่อย ๆ จะทำให้เกิดความคุ้ยเคยกับทางที่ควรดำเนิน และเมื่อเราต้องออกไปเดินจริงๆ เราจะได้เดินได้ แต่การฝึกในตอนนี้ก็เหมือนการออกไปสำรวจเส้นทางเสียก่อน แต่ถ้าไม่มีการสำรวจเส้นทาง ไม่มีการเตรียมอาวุธเอาไว้แล้วมาบอกว่า ขอเข้าปฏิบัติติดต่อกัน ๑ เดือนก็คงทำไม่ได้

เราจึงต้องพยายามหาความคุ้นความเคย เพราะไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวแล้วสำเร็จ เราต้องเจริญชีวิตของเราอยู่ในคุณงามความดี และหัดเงียบ เพราะทุกวันนี้เราไม่ได้เงียบ เราไม่ได้สงัด และเนกขัมมะบารมี ๆ นี้ยากมาก กับการออกจากความคุ้นเคย เช่นการออกจากบ้านที่เป็นอาศรมนี้ยาก ต้องอาศัยความพร้อมและแรงกล้าของจิตใจจริง ๆ

เวลาอยู่บ้านจึงให้ท่านมีงานแห่งชีวิตทำ ..เป็น งานที่จะอยู่คนเดียว จึงให้ทุกคนพับดาว เพราะอย่างน้อยเราก็มีการทบทวน อยู่นิ่ง ๆ คนเดียว คือมีสติ มีสมาธิในการกระทำนั่นเอง ฉะนั้น อย่าเป็นเพียงผู้ผ่านความรู้ ขอให้ทำตัวเองให้เป็นผู้มีความรู้เถิด เพราะความรู้นั้นจะประเสริฐแล้วเกิดผลเป็นผู้ทรงความรู้

โดย น้องกิ้ฟ [18 ส.ค. 2559 , 09:27:34 น.] ( IP = 61.90.90.144 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org