มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ยิ่งปิด ยิ่งดี (๒)







ยิ่งปิด ยิ่งดี (๒)
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร

วันอาทิตย์ที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖

ตอนที่ ๑

เรามาเรียนโครงสร้างชีวิตเพื่อให้เห็นว่า ถ้าเกิดมาแล้วเราไม่รู้จักชีวิต ถึงเราจะเก่งแค่ไหน มันก็เก่งได้แค่ชาติเดียว พระพุทธเจ้าสอนว่า ชาติ ปิ ทุกขา ชาติเป็นทุกข์ เพราะไม่ว่าจะเกิดในตระกูลสูงส่งขนาดใด ทุกชีวิตล้วนตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์หรือใช้คำว่า “ขมะ” คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ คลอดออกมาแล้วก็ต้องเติบโต แก่ เจ็บ และตาย

เหนื่อยกันมาจนถึงวันนี้ ในที่สุดก็ต้องตาย เราเกิดมาเพื่อตายแค่นั้นหรือ? ไม่มีโอกาสดีกว่านี้เลยหรือ? กินมากี่มื้อแล้วก็ยังหิวอยู่นั่นแหละ เปลี่ยนอิริยาบถมากี่ครั้งแล้วก็ยังต้องเปลี่ยนอยู่อีก ฉะนั้น ชีวิตของเราอยู่บนความจำเจซ้ำๆ ซากๆ เช้าตื่นขึ้นมาแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ไปทำงาน กลับมาบ้าน นอน เช้าตื่นขึ้นอีก วัฏจักรของชีวิตเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ และอะไรที่ “ต้องทำ” ท่านบอกว่าเป็นทุกข์ ฉะนั้น นิพพานจึงเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง และนิพพานสูญสิ้นแล้วจากกิเลส จึงไม่เกิดอีก

เพราะกิเลสนี่แหละเป็นตัวที่ทำให้เราเกิด พูดง่ายๆ ก็คือการอยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น อยากรู้รส อยากสัมผัส อยากในสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะความอยากนี่แหละที่ทำให้เกิดพฤติกรรมขึ้น เช่น อยากกิน พฤติกรรมสนองตอบสิ่งเร้าก็ตามขึ้นมาเลย ยกตัวอย่างก็เช่น อยากกิน เราจึงมีจิตสั่งให้ตักให้เอาเข้าปาก การกระทำจึงเกิดขึ้น ถ้าเผื่อหมดอยากเสียอย่างจะต้องทำไหม? ไม่ต้องทำ (ไม่พูดถึงกรณีที่ทำเพราะเกิดจากความทุกข์)

เราอยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น มันเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ เพราะอำนาจกรรมนั้นมีพลัง และพลังงานย่อมไม่สูญสลาย อำนาจของพลังนั้นเหวี่ยงให้เราไปเกิดในที่ต่างๆ แล้วก็ไปเริ่มต้นทุกข์อีก แม้ในชาติหน้าเราจะได้ไปเกิดเป็นคนนี้อีก ถามว่า เอาไปได้ไหม ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก เอ บี ซี ดี เอาติดไปไม่ได้ ต้องไปเริ่มต้นเรียนใหม่ แต่เอาความเก่งที่เกิดจากการฝึกฝนจนชำนาญในอุปนิสัยไปได้ อย่างที่ทางโลกเรียกว่า หัวไว สมองดี แต่ถึงจะไวอย่างไรก็ต้องไปเริ่มต้นเรียนใหม่ แค่เพียงในชาตินี้เราก็ยังลืมกันเลย ท่อง ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ได้ไม่ครบ

ชีวิตของเราเดินไปข้างหน้าเหมือนแหวกพงหนามเข้าไป ที่ผ่านมาหนามมันเกี่ยวเราเป็นแผลเหวอะหวะมาแล้ว ทางข้างหน้าก็ยังมีพงหนามที่จะเกี่ยวให้เราเป็นแผลต่อไป ฉะนั้น ชีวิตต้องต่อสู้ ในการต่อสู้ต้องอดทน ใครอดทนได้มากก็อยู่ได้สบายหน่อย อดทนได้น้อยก็อยู่สบายได้น้อย ใครไม่มีความอดทนก็ทุกข์มากนั่นเอง นี่แหละ การเกิดจึงเป็นทุกข์ เราจึงต้องมารู้ว่า ต้นตอของการเกิดคืออะไร เราจะได้แก้ไขที่ต้นตอ

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [19 ส.ค. 2559 , 09:44:06 น.] ( IP = 61.90.100.56 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ต้นตอของการเกิดคือ อวิชชาและตัณหา การที่เรามาศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในชีวิต ทำลาย “อะ” (ไม่รู้) ออกไปให้กลายเป็นวิชชา

ที่เคยเห็นว่าเราเป็นคน แท้ที่จริงก็คือมีจิต เจตสิก รูป เหมือนกันหมด ที่นั่งอยู่เราก็นึกว่าเรานั่ง แท้ที่จริงไม่มี เพราะอาการที่ปรากฏเป็นรูปนั่งเป็นอิริยาบถที่เกิดขึ้นจากจิตสั่งเท่านั้นเอง และจิตเป็นนาม ในโลกนี้จึงมีแต่รูปมีแต่นามเท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดเป็นชนชาติใด ก็มีรูป ๑ นาม ๔ แค่นั้น นั่นก็เรียกว่าขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เวทนาคือ ความเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ มีจริงแต่เห็นไม่ได้ เป็นนามธรรม เป็นนาม

สัญญาคือความจำได้หมายรู้ สัญญานี้เป็นนาม

สังขารเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดพอใจไม่พอใจ มีจริง เห็นไม่ได้ แต่เกิดขึ้นได้ เป็นนาม

วิญญาณคือ จิตที่รู้อารมณ์ เช่น จักขุวิญญาณธาตุ ถ้าไม่มีจิตก็จะเห็นไม่ได้ ได้ยินไม่ได้ ฉะนั้น ธรรมชาติของวิญญาณนี้ก็คือนาม

ฉะนั้น คนหนึ่งคนประกอบไปด้วย รูป ๑ นาม ๔ แล้วรูปนามนี้ก็ตกอยู่ภายใต้ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกันหมด ความไม่เที่ยงและความบังคับบัญชาไม่ได้ทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็คือความทุกข์ จึงต้องมาเสริมสร้างความรู้ว่า ทำอย่างไรถึงจะพ้นทุกข์? ก็คือทำลายอวิชชาและตัณหาออกไป

โดย น้องกิ้ฟ [19 ส.ค. 2559 , 09:45:30 น.] ( IP = 61.90.100.56 : : )


  สลักธรรม 2



สังสารวัฏเกิดขึ้นเพราะตัณหาและอวิชชาที่มีอยู่ต่อเนื่องเช่นเดียวกับจุดไข่ปลาเล็กๆที่เกิดต่อเนื่องกันจนเห็นว่าเป็นเส้นตรงเพราะอาศัยความไวสืบต่อจากการลาก สังสารวัฏเกิดขึ้นทุกขณะที่เราเห็นผิด มันก็เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่การปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะพ้นทุกข์นั้นทำให้สังสารวัฏไม่ได้ดำเนินยืดยาวเพราะมีการวิวัฏฏะ เมื่อเราทำบ่อยๆ เส้นตรงที่เกิดจากรู้จริงอยู่บ่อยๆ ก็จะทำลายความรู้เดิมที่ไม่ถูกต้องออกไป ถ้าเราไม่หยุดความเพียรในทางที่ถูกแล้วละก็ สักวันหนึ่งชัยชนะพระนิพพานต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ขอให้รู้ว่า เราทำอย่างไรเท่านั้นเอง

การเข้าใจชีวิตถูกแล้วว่าคือ รูปและนาม แล้วเอารูปนามนี้ไปกำหนด เพื่อทำลายอวิชชาและตัณหาออกไป นั่นแหละเป็นการสิ้นสุดความทุกข์ ในขณะที่ทำลายตัณหาอวิชชา กิเลสต่างๆ ก็เบาลง ซึ่งท่านเปรียบเสมือนเกลือซึ่งมีรสเค็ม จะทำลายให้เค็มหายไปไม่ได้เพราะว่าความเค็มเป็นปรมัตถ์ แต่เราสามารถเอาน้ำเติมเข้าไปให้เค็มนั้นมันเจือจาง หมั่นเติมเข้าไปจนกระทั่งปริมาณน้ำจืดที่มีมากกว่าก็เหมือนกับว่าไม่เค็มแล้ว ฉะนั้น เมื่อเหตุปัจจัยพรั่งพร้อมก็จะตัดมูลกิเลสอนุสัยได้ เมื่อมรรคจิตมีกำลังพร้อม องค์มรรคก็จะประหารกิเลสออกไปจากชีวิตโดยสิ้นเชิง

ในบทโอวาทปาฏิโมกข์นั้นเป็นทั้งคำสั่งและคำสอน การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม เพียรละกิเลสนั่นเอง เป็นข้อห้ามหมดเลย การไม่ว่าร้าย การกล่าวร้าย คือไม่ต้องพูด ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด และไม่ต้องไปติใครว่าชั่ว เราก็เคยชั่วแต่บัดนี้เราดีขึ้นเท่านั้นเอง และมั่นใจว่าเราจะไม่ชั่วเหมือนเดิม

การที่เห็นใครไม่ดี ก็ไม่ต้องไปติเขา เตือนใจตัวเราเอง ว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด เห็นใครดีก็ไม่ต้องไปชม เพราะชมก็ไม่เที่ยง เอาดีเก็บมาใช้.. อนุโมทนาเขาแล้วพยายามเอาดีที่เขาทำ ที่เรายังไม่มีดีอะไรมาบรรจุก็ทำให้เรามี ฉะนั้น ดีเก็บมาใช้ ชั่วเก็บมาละ ด้วยการเพียรที่จิต เพราะว่าจิตนั้นเป็นที่รับรู้อารมณ์ที่เข้ามาตลอดเวลา ซึ่งเกิดขึ้นจากวิบากที่มีทั้งดีและไม่ดี ถ้าเราไม่ฝึกจิตให้กล้าแข็ง มันก็จะไหลกลับไปสู่กิเลส พอมีรูปารมณ์ดีๆเข้ามากระทบเราก็ดีใจ พอใจ อภิชฌาเกิด โลภะเกิด พอไม่ดีเกิดขึ้นมา เราก็ทนไม่ไหว เราก็เกิดโทมนัส คือ โทสะเกิด

กิเลสพวกนี้เกิดขึ้นตามทวารต่างๆ จึงต้องเพียรที่จิต และจิตที่เพียรก็คือ “รู้ทันความจริง” ว่าสภาพนั้นคืออะไรเช่น เป็นรูป หาใช่คนสัตว์ไม่ ความยินดีก็จะหมดไปเมื่อค่อยๆ ถ่ายถอนออกมา เหมือนกับที่หลวงพ่อเสือท่านบอกว่า ไม่มีใครตั้งใจเหยียบมูลสุนัข แต่ที่เดินไปเหยียบก็เพราะขาดสติ ขาดความใคร่ครวญมองให้รู้ ไม่รอบคอบ ฉะนั้น ความผิดไม่ได้อยู่ที่ใคร อยู่ที่เราขาดสติ ขาดความรอบคอบ สติและปัญญาจึงเป็นเหมือนปราการกั้นกิเลสต่างๆ ให้ไม่ไหลออกไป และทำหน้าที่เผากิเลสที่มีอยู่ในใจของเรานี้ ให้มอดไหม้ไป

โดย น้องกิ้ฟ [19 ส.ค. 2559 , 09:46:54 น.] ( IP = 61.90.100.56 : : )


  สลักธรรม 3




การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการนำรูปนามคือปรมัตถ์อารมณ์ไปกำหนดรู้ ซึ่งต่างจากสมาธิ สมาธิคือการที่จิตกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว เช่น ลมหายใจเข้าออก หรือใช้ตำภาวนาต่างๆ มีกสิณเป็นต้น เอามาบริกรรม ทั้งลมหายใจ ทั้งสิ่งต่างๆ เป็นบัญญัติอารมณ์ทั้งสิ้น เป็นของปลอมที่เรายืมมาเพื่อให้จิตเราตั้งมั่น แต่รูปนามเป็นปรมัตถ์อารมณ์เป็นของจริงที่เราเอามากำหนด ฉะนั้น วิปัสสนากับสมาธิก็ต่างกันด้วยอารมณ์

สมาธิกระทำด้วยความปรารถนาที่จะให้สงบ เพื่อทำลายความฟุ้งซ่านของจิตที่ไม่มั่นคง ซึ่งมีความปรารถนาเป็นตัวผลักดันให้ทำ แต่ถึงแม้จะตัวตัณหาผลักดันให้ทำก็จริง แต่เมื่อสมาธิเกิดขึ้นเป็นขณิกสมาธิ แล้วก็มีผลมากขึ้นเป็นอุปจารสมาธิ จนกระทั่งเป็นอัปปนาสมาธิ ฉะนั้น ทำอะไรมากๆ มันก็มีผลมากขึ้น และพวกนี้ก็เกิดองค์ฌานตั้งแต่ปฐมฌาน ตายแล้วก็คือไปเป็นพรหม แต่จะเป็นพรหมชั้นสูงขนาดไหน ก็ต้องมีจุติแน่นอน หมดบุญแล้วตายแล้วก็เกิด ฉะนั้น สมาธิจึงยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่ได้ไปเกิดในที่ดีเท่านั้นเองเหมือนไปเสวยอารมณ์สุขชั่วคราว เมื่อหมดบุญแล้ว ก็เวียนว่ายตายเกิดต่อไป

วิปัสสนานั้นใช้ปรมัตถ์อารมณ์ก็คือ นั่งก็รู้ว่า รูปนั่ง และวิปัสสนาก็ห้ามไม่ให้เกิดความปรารถนาเพราะตัวปรารถนาเป็นสังสารวัฏ แต่มี “ความจำเป็น” ทำได้ก็ต่อเมื่อทุกข์มันบีบคั้นให้ทำ เช่นยืนอยู่นี่เมื่อยแล้ว ไม่ได้อยากนั่ง แต่มีจำเป็นเพราะปวดหลัง ความจำเป็นผลักดันให้ทำ เราไม่ได้อยากนั่ง กิเลสไม่ได้ทำให้เราไปนั่ง แต่ทุกข์ทำให้นั่ง คือกำหนดรู้ทุกข์ และรู้ว่าทุกข์นั้นจำเป็นที่จะต้องแก้ไขแล้ว จึงจำเป็นต้องนั่ง

การหยุดอยากเท่ากับการหยุดตัณหา และขณะนั่งก็มีสติสัมปชัญญะรู้ว่านี่คืออาการของรูปนั่ง การรู้เช่านี้ทำลายอวิชชาที่เป็นตัวเรา วิปัสสนาจึงเป็นการทำลายทั้งเงื่อนเก่าและเงื่อนใหม่แห่งสังสารวัฏ เมื่อมีการปฏิบัติดูรูปนามไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดอำนาจ ๑๖ อย่าง เขาเรียกว่าโสฬสญาณ ญาณ ๑๖ เริ่มตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นต้นไป

ญาณเหล่านี้ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่สำหรับในการศึกษาเราต้องเข้าใจว่าแต่ละญาณปัญญานั้นเป็นอย่างไร เราต้องรู้ทั้ง ๑๖ อย่างว่าสภาพหน้าตาเป็นอย่างไร และเมื่อเกิดขึ้นกับเราแล้วก็จะเข้าใจ การศึกษาก็เหมือนเราเดินตามแผนที่เรารู้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างนี้

โดย น้องกิ้ฟ [19 ส.ค. 2559 , 09:48:17 น.] ( IP = 61.90.100.56 : : )


  สลักธรรม 4



การเวียนว่ายตายเกิดนั้น พระพุทธเจ้าบอกนับภพนับชาติไม่ถ้วน เรามาจากอดีตชาติ ชาตินี้เราไม่ได้เกิดมาชาติแรก ต้องยอมรับว่า ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย เข้าใจเรื่องกรรมก่อน กรรมคือการกระทำ เมื่อมีการกระทำแล้ว ย่อมต้องมีผลเป็นวิบาก เรียกว่า วิบากกรรม เราเกิดมานี่เขาเรียกว่าวิบากขันธ์

ที่คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน ความชอบต่างกัน ใครให้มา ไม่มีพ่อแม่คู่ใดให้มาได้ เช่นไม่มีพ่อแม่คู่ใดอยากให้ลูกเกิดมาเป็นคนเจ้าโทสะ เป็นคนโลภะมาก แต่เด็กมีของเขาเอง แล้วบอกว่าเป็นสัญชาตญาณ ไม่ใช่หรอก แต่เขามีของเก่าติดมา เมื่อถูกกระตุ้นนิดเดียว ของเก่าก็ไหลมา

เราเกิดมาขึ้นจากอะไร? จากเหตุและปัจจัย สตรีมีระดูงาม มีการสมสู่อยู่ระหว่างพ่อกับแม่ มีสัตว์ตายแล้วมาปฏิสนธิ เหตุปัจจัยพร้อมกันแกร๊กแรกตรงที่ปฏิสนธิตรงนี้เรียกว่าจิตปภัสสร ใช้คำว่า ผ่องใส หลังจากนั้นก็มีสังขารปรุงแต่งจิตเข้าไป มีอำนาจกรรมเข้ามาปรุงแต่งแล้ว ให้มีอวัยวะ มีผิวพรรณต่างๆ อำนาจกรรมค่อยๆ ปรุงแต่งขึ้นมาให้เจริญเติบโตมา บางคนมีอาการครบ ๓๒ บางคนนิ้วด้วน บางคนเป็นโปลิโอ ก็เพราะอำนาจกรรมมันเข้าไปปรุงแต่ง

เราเกิดมาจากอดีตเหตุ มีตัณหาและความไม่รู้นี่แหละเป็นสังสารวัฏ ทำไมเราถึงยังเกิดอยู่ เพราะเรายังมีอวิชชาและตัณหา อวิชชานี้เป็นเงื่อนเก่า ความไม่รู้เก่าๆ ที่ติดตามเรามานี่ กับตัณหานี่เป็นเงื่อนใหม่ใหม่ๆ เมื่อมีปัจจุบันเหตุ ก็มีอนาคตผล

เราเคยหลงผิดคิดว่าเราเป็นคนเป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง เป็นเรา เป็นของของเรา ทุกคนมีจิต เราไม่ได้เห็นเฉยๆ เราเห็นแล้วพอใจ พอใจก็คือโลภเจตสิก โลภะเกิดนั้นต้องมีโมหะเจตสิกด้วยเป็นเหตุ ที่เข้าไปปรุงแต่งจิต เมื่อเจตสิกโลภะเข้าไป จิตนั้นจึงเป็นโลภมูลจิต เกิดขึ้นจากเจตสิกที่เข้าไปทำงาน เราเรียนเพื่อทำลายอวิชชา ที่ความหลงผิดว่าเราเห็น แท้ที่จริงเราไม่ได้เห็น เป็นสภาพของจิต เจตสิกทำงาน จึงเห็นต่างๆ กัน มีความพอใจ ไม่พอใจ

โดย น้องกิ้ฟ [19 ส.ค. 2559 , 09:49:45 น.] ( IP = 61.90.100.56 : : )


  สลักธรรม 5



พระอนุรุทธาจารย์ท่านผู้รจนาพระอภิธัมมัตถสังคหะท่านเก่งมาก ท่านวางบทเรียนจากเรื่องง่ายไปหาเรื่องยาก จะทำให้เข้าใจไปตามขั้นตอนได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง แต่คนทั่วไปนั้นใจร้อนชอบผลลัพท์ที่มันรวบรัด เช่น ทำไมไม่ตอบมาเลยว่าเราเกิดมาจากอะไร? การที่ไม่ได้เริ่มต้นเรียนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานหากได้รับคำตอบไปก็จะยอมรับแค่เพียงแป๊บเดียว แล้วก็ลืม แต่ถ้าเราเรียนอย่างหนักแน่นให้เข้าใจสภาพจิตเจตสิก ว่ามันทำงานสัมผัสกันอย่างไร มีเหตุปัจจัยอย่างไร ได้ปลูกฝังความรู้เข้าไปที่ละนิดก็จะเข้าใจได้ชัดเจน

บางคนที่ศึกษาโดยอาศัยการฟังไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้จดบันทึกอะไร ก็ยังเท่ากับเราเทน้ำดีเข้าไปไล่ความเค็มให้มันเจือจาง ฉะนั้น การเรียนนี้แหละคือหนทางหนึ่งที่จะช่วยทำลายวัฏฏะเพราะมีการทำลายอวิชชาในขณะเรียน และเมื่อเราเข้าใจว่าตัณหานี่แหละคือเป็นตัวที่เย็บภพไว้ เราก็ต้องมาฝึกที่ตนว่า ตอนนี้เราจะต้องหยุดยั้งยังกิเลสบ้างด้วยการทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อร่อยหรือไม่อร่อย อิ่มได้เหมือนกันหรือ จำเป็นต้องนั่ง ไม่ได้อยากนั่ง

ค่อยๆ นำไปใช้กับชีวิตประจำวัน เพื่อฝึกความชำนาญ เมื่อเวลาออกสนามรบคือเข้าห้องปฏิบัติ ก็จะได้มีเครื่องมือพร้อม เพราะการอยู่ที่บ้านมันฝึกได้เพียงแป๊บเดียว ถึงจะมีอำนาจเกิดขึ้นแต่ก็มีไม่พอที่จะกำจัดกิเลส เพราะว่ากิเลสมันเกิดตลอดเวลา กิเลสมันเกิดยาวพรืดเหมือนเส้นตรง แต่เราใช้เวลานิดหน่อยทำสติปัญญาก็เท่ากับทำให้เส้นตรงแหว่งไปได้นิดเดียว แต่ถ้าเราพิจารณาอยู่ทุกวัน พยายามได้ทุกๆ ขณะจิต เส้นนี้มันก็หายไป กิเลสมันก็ถูกลบไปเรื่อยๆ จากขันธสันดาน

ในกายของเราท่านให้พิจารณาอิริยาบถ อิริยาบถของคนเรามี ๔ เดิน ยืน นั่ง นอน ท่านบอกให้เอามา ๑ ใน ๔ ขณะยืน ก็ดูที่ยืน นั่ง นอน เดิน แต่ในขณะนี้มีอยู่ ๑ เดียวคือ อิริยาบถยืน แต่พวกคุณนั่ง และผู้ที่นั่งอยู่ก็มีโอกาสยืน เพราะว่านั่งแล้วเมื่อย ต้องมายืน แล้วเดิน แล้วนอนได้ ถามว่าความจริง อิริยาบถมี ๔ แต่ความจริงเกิดขึ้นที่ปัจจุบันคือ หนึ่งในสี่ ที่ให้ดูความจริง

ปัจจุบันคือความจริง ฉะนั้นที่เราบอกว่าเป็นทุกข์ในอดีต ทุกข์ในอนาคตเขาเรียกว่าพูดเหลวไหล ทุกข์มันจะเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ยืนนานๆ มันเมื่อยจำเป็นต้องนั่ง นั่งนานๆ เมื่อย จึงจำเป็นต้องเปลี่ยน ฉะนั้น การพิจารณาสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคือการกำหนดอยู่ที่ปัจจุบันอารมณ์เท่านั้นเอง

ปัจจุบันมี ๒ คือ ปัจจุบันธรรมกับปัจจุบันอารมณ์

ปัจจุบันธรรมคือมีธรรมที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ถึงจะเกิดขึ้นกับเรา หรือไม่เกิดขึ้นกับเรา ธรรมนั้นยังมีอยู่ ขณะนี้มีความมืด ซีกโลกของเรากำลังคนหลับก็มี ขณะนี้มีคนออกลูก ขณะนี้มีคนตาย ขณะนี้มีคนปวดหัว ขณะนี้มีคนใกล้ตาย ขณะนี้มีคนปวดหัว แต่เราล่ะ ไม่ใช่พวกนั้นเลย แต่เราปฏิเสธเขาได้ไหมว่าสิ่งนั้นไม่มี นั่นคือปัจจุบันธรรม ที่มีอยู่ในโลกนี้

แต่ปัจจุบันอารมณ์ มีอะไรเกิดขึ้น มีการได้ยิน ปัจจุบันอารมณ์ของเรามีเสียงเข้าไปได้ยิน นี่คือปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ของอาจารย์คือตั้งใจพูด หรือปัจจุบันอารมณ์คือรู้สึกในสภาพยืน คนเราจะสุขจะทุกข์ อยู่ที่ปัจจุบัน จะเกิดกิเลสก็อยู่ที่ปัจจุบัน

โดย น้องกิ้ฟ [19 ส.ค. 2559 , 09:51:41 น.] ( IP = 61.90.100.56 : : )


  สลักธรรม 6



ฉะนั้น ปัจจุบันสำคัญที่สุด จึงจะต้องมีทฤษฏี คือมีปัญญา รู้เท่าทันปัจจุบัน ว่าอะไรที่มันเข้ามารูปหรือนามเท่านั้นเอง เพื่อเอารูปนามนี้ เป็นตัวหนังสือให้อ่านออก คืออาศัยรูปนามนี้ ให้อ่านออกว่าอะไรเกิดขึ้น อาศัยเขาเท่านั้นเองแล้วสร้างความเพียร

เมื่อเพียรแล้วท่านบอกว่ารูปนามนี้เหมือนหมาเน่า ซึ่งเราเป็นผู้ว่ายน้ำไม่เป็น และอย่างพวกเรานี่เป็นพวกแพแตก เพราะพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระองค์เป็นผู้คัดท้ายที่เก่งที่สุดในโลก ที่จะพาสัตว์โลกขึ้นฝั่ง ในขณะนี้เราเป็นผู้ว่ายน้ำอยู่ในห้วงน้ำและกำลังจะจมลง เมื่อมีหมาเน่าลอยมาต้องคว้าไว้ เป็นที่พึ่งไม่ให้จมน้ำ หมาเน่าก็คือรูปนามนี้แหละ เมื่อมีความชินในการพิจารณาแล้วหรือใกล้เข้าฝั่งแล้ว รูปนามที่ยึดถืออยู่นี้เราก็ต้องละ เหมือนถีบหมาเน่าทิ้ง เพื่อจะขึ้นฝั่งนิพพาน

ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าเราไม่ช่วยตัวเราเอง และอย่าคิดว่ามันยาก แต่เรารู้ว่าเรายังเป็นผู้ไม่ดี เราต้องฝึกต่อ เราเป็นผู้รับเราต้องรับให้ได้มากๆ โอกาสไม่ได้มีสำหรับพวกเราทุกคนเสมอไป โอกาสมีน้อยแล้วเราต้องใช้โอกาสนั้นให้เต็มที่ อย่าลืมว่าวันนี้ก็ให้หลักไว้ว่า

สิ่งที่ยิ่งปิดยิ่งดีคือ ปาก ยิ่งใช้ยิ่งดี คือ สมอง ยิ่งกรองยิ่งดี คือ หู ยิ่งสูงยิ่งดีคือ ใจ

ฉะนั้น ขอให้ทุกคนมีความยิ่งใน ๔ อย่างนี้ แล้วก็เป็นคนที่ยิ่งด้วยธรรม อันจะนำชีวิตสู่ความพ้นทุกข์ได้

ขออนุโมทนาทุกท่าน ขออนุโมทนากับอาจารย์ผู้สอน และผู้เพียรในการศึกษา ขอให้ทุกคนนี้มีความเพียรกล้ามีปัญญาอันคมกริบ และสามารถพาชีวิตนั้น โลดแล่นไปในถนนที่ดีเข้าสู่ถนนชีวิตสายที่ ๗ สายสุดท้ายคือพระนิพพานได้ ขอความสุขความเจริญ และคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองทุกท่าน ให้เป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติแห่งคนดี และมีดีและไปในที่ดีคือ พระนิพพานได้ทั่วหน้ากัน ทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ้ฟ [19 ส.ค. 2559 , 09:53:14 น.] ( IP = 61.90.100.56 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org