มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


๚ ๛ โยนิโส..เป็นประโยชน์ต่อปัญญา ๚ ๛ 4




สวัสดีค่ะท่านที่เคารพทุกๆท่าน
เรามาทำความเข้าใจในการกำหนดในงานทางใจกันต่อไปนะคะเพราะจะได้เข้าใจมากขึ้นและถูกตรงตามความจริงคือที่ปัจจุบันนะคะ


วิปัสสนานี้ ท่านเรียกว่า ปัญญาสิกขา

สิกขา แปลว่า ศึกษา ศึกษาการงานของปัญญา
ศึกษานี้อยู่ที่ไหน ?
ศึกษาอยู่ที่การสังเกตนะคะ
นี่แหละค่ะเราเรียกว่า ศึกษา
คือ การสังเกต คอยดูว่า ผิดหรือถูกอะไรต่ออะไร

ถ้าขาดความสังเกตไม่มีการศึกษา
จะสังเกตได้ต้องเข้าใจก่อน

เข้าใจว่า ที่ถูกนั้นเป็นอย่างนั้น ๆ
ทีนี้เวลาทำงานก็สังเกตว่า
ตรงกันไหมกับที่เราเข้าใจ

บางทีก็เดิน เดิน เดินไปมีแต่เดิน รูปไม่มี
อย่างนี้ไม่ได้ พอรู้ว่า รูป ไม่มีก็กลับทำความรู้สึกเสียใหม่นะคะ

บางที เดินไม่กี่ก้าว รูป ก็หลุดไปแล้วเหลือแต่ เดิน

บางที เดิน ก็ไม่มีเหลือแต่อาการที่ก้าวไปๆ
รู้ในอาการนั้นเท่านั้น เท้าก้าวไปๆ ก็รู้
แต่ไม่มี รูป ไม่มีอะไรทั้งนั้น
เมื่อเป็นอย่างนี้ท่าน ก็ต้องตั้งต้นใหม่
อย่าทำต่อไป เลิก หยุด
แล้วก็ตั้งต้นกำหนดใหม่นะคะ
ไม่ต้องกลัวจะล่าช้าเหมือนจักรยานล้มไงคะ
มีหน้าที่ลุกขึ้นและตั้งต้นถีบใหม่ต่อไป
เพื่อหาความชำนาญ


เพราะฉะนั้น จึงได้ย้ำท่านเสมอๆว่าให้สังเกต

เวลาที่กำหนดเดิน หรือกำหนดนั่ง แรก ๆ
เมื่อเข้าใจดีก็กำหนดไม่ผิด
ให้สังเกตว่า มีความรู้สึกอย่างไร
ทีนี้ทำไป ๆ มันเคลื่อนไป
พอเคลื่อนไปก็กลับมาตั้งต้นใหม่
พอชำนาญแล้วก็ทำถูกมาก ไม่ค่อยผิด
ก่อนที่จะชำนาญก็ต้องทำบ่อย ๆ

แต่ถ้าทำบ่อย ๆ แต่ถ้าไม่เข้าใจมาก่อน
ก็ทำไม่ถูกอยู่ดี จะต้องเข้าใจก่อนแล้ว
ก็ไปหัดทำจนชำนาญ ระหว่างทำงานก็ต้องคอยสังเกต ว่า อะไรมันขัดข้องอะไรเป็นยังไง

สังเกตว่า เวลานั่งทำไมรู้สึกอย่างนั้น
ทำไมมีอาการอย่างนี้

เวลาเดินทำไมมีอาการอย่างนี้ ต้องสังเกตนะคะ
แล้วจะได้รู้ว่า อะไรมันขาด อะไรมันเกิน
ดูถูกหรือไม่ถูกผิดตรงไหน

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 มิ.ย. 2546 , 10:20:02 น.] ( IP = 203.107.211.48 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1

ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้เสียก่อน
ก็อาจจะยากและจะเสียเวลาไปเปล่าๆนะคะ

เหมือนกับเราเดินผิดทาง
ถ้าเรารู้เสียก่อนมันก็กลับมาได้เลี้ยวทางนี้

ตรงนี้แยกไปนิดหนึ่ง หรือสังเกตว่า
เอ! อันนี้ไม่ใช่ เราก็กลับมาได้

ทีนี้ถ้าไม่รู้ก็เดินเรื่อยไกลออกไปทุกที
กลับมาก็ไม่ถูก เพราะไม่ได้จำว่า
ที่ถูกเป็นอย่างไร บางทีเดินไปไกลแล้วก็ไม่อยากกลับมาเลย

เรียกกลับก็ไม่กลับ มันจะไปท่าเดียว
มันจะไปแต่อารมณ์นั้นทุกครั้งที่กำหนด
เพราะความเคยชิน
มันจะให้รู้สึกอย่างนั้นอย่างเดียว
อันนี้ต้องสังเกต เพราะมันเป็นเรื่องของปัญญา
เป็นเรื่องของเหตุผลทั้งนั้นเลย
สังเกตตามเหตุผลของธรรม


เรื่องการเห็นรูปนามนี่นะคะ
บางคนพอนั่งปุ๊บลงไปก็จะให้เห็นรูปนามทันที
บางทีรูปก็ไม่ได้กำหนด คือ ไม่ได้กำหนดรูปนั่ง
เมื่อนั่งลงไปก็มุ่งไปเพื่อจะเห็นรูป
ใจมันมุ่งไปจะดูรูป แต่ไม่ได้กำหนดรูปนั่ง

ขอให้ระวังให้มากทีเดียว
เวลาเดินก็เหมือนกันคะ
พอลุกขึ้น..เดินใจมันก็มุ่งไปจะเห็นรูปนาม
แต่ไม่ได้ดูเลย รูปเดิน มันหลุดไปแล้ว
เพราะใจมันมุ่งไปจนเสียปัจจุบันไปแล้ว

ยังไม่ได้เห็นรูปเดิน แต่ใจมันเอื้อมไปแล้ว
ก็ทำให้ทิ้ง "ปัจจุบัน" และก็ไม่มีวันที่
จะเห็นด้วย
เรื่องนี้ก็จะต้องระวังจิตที่คอยจะเอื้อมไปนะคะ
รู้สึกอย่างนั้นไม่ได้เลย
แม้ว่า จะเคยเห็นแล้วยังไม่เห็นอีก
พอนั่งก็อยากจะเห็นสิ่งที่เคยเห็นแล้วอีก
ก็ไม่มีวันได้เห็นอีก

เพราะเวลาเห็นสิ่งที่เคยเห็นแล้วอีก
ก็ไม่มีวันได้เห็นอีก

เพราะเวลาเห็นนั้น(ในขณะที่มีเหตุปัจจัยพร้อม)
เราไม่ได้นึกว่าจะเห็นอย่างนั้น เห็นอย่างนี้
เวลานั้นจิตได้ปัจจุบันดีก็เห็นขึ้นมาเอง

ทีนี้เมื่อเห็นแล้วก็นึกอยู่ว่า อยากจะเห็นอีก
เมื่อตั้งใจจะเห็นอีก
จิตก็มุ่งถึงอารมณ์ที่แล้วมาที่เคยเห็น
ตรงนี้ก็เลยเสีย ก็ไม่มีวันที่จะเห็นอีก
ยิ่งหาอารมณ์จิตก็ยิ่งส่ายไปใหญ่
เพราะว่า มันจะต้องเห็นที่ปัจจุบัน

ถ้ายิ่งหา มันก็ยิ่งห่างกับปัจจุบัน ทุกที่ ๆ

ธรรมทั้งหลายปรากฎอยู่ที่ ปัจจุบัน
อันนี้ก็ต้องระวัง
โดยมากจะได้ปัจจุบันกันน้อยที่สุด


โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 มิ.ย. 2546 , 10:35:37 น.] ( IP = 203.107.211.48 : : )


  สลักธรรม 2

คำว่า "ปัจจุบัน" ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกันดีนะคะ

สมมุติว่าเวลานั่งดูรูปนั่ง
รู้สึกด้วยปัจจุบันนั้นจะรู้ที่ไหน ?

รู้สึกที่ไหนท่านทราบหรือยัง ?
ถ้ารู้สึกเป็นปัจจุบันแล้ว รู้สึกที่ไหน ?
ถ้า "รู้สึก" แล้วจะต้องออกมารู้ ที่ท่านั่ง

ถ้านึกจะไม่รู้ ที่นี่ นึก อยู่ในใจ
เพราะใจไปนึกถึงรูปนั่งมันก็ไม่ได้มารู้อยู่ที่ท่านั่ง
อันนี้ท่านก็ต้องสังเกตว่า
จิตจะต้องออกมารู้ที่ท่านั่งถึงจะเป็นปัจจุบันนะคะ

ไม่ใช่ว่านึกถึง
นึกถึงรูปนั่งแล้วก็รูปนั่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
อันนี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะเห็นรูปนั่ง
มันละเอียด มันเป็นงานของใจ
แม้ดูเหมือนจะนิดๆหน่อยเอง
ก็มีเหตุมีผล

ถ้าเราจะนึกว่า ไม่จำเป็นไม่ได้
บางทีนิด ๆ นั่นแหละสำคัญ
ถ้านิด ๆ นั่นไม่ได้ มันก็จะเลย
ไปเลย-ก็ผิดไปแน่นอนนะคะ

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 มิ.ย. 2546 , 10:45:30 น.] ( IP = 203.107.211.48 : : )


  สลักธรรม 3

ขอเรียนท่านไว้เลยนะคะว่า

ไม่ต้องไปสนใจว่า วิปัสสนาจะได้หรือยัง
จะเห็นหรือยัง ?
อย่าคาดหวังไปในอนาคตอารมณ์

เพราะฉะนั้น จึงห้ามว่า เวลานั่งอย่ามุ่งออกไป
คือจิตอย่าเอื้อมไปว่า
จะเห็นรูปเห็นนาม
เห็นเกิดดับ
อันนี้ไม่ใช่ "ปัจจุบัน"

แต่เป็น อนาคต ไม่ใช่ปัจจุบันจะเห็นอย่างไร
ถ้าเห็นก็จะต้องเห็นรูปที่กำลังดูอยู่นั่นแหละคะ

ทีนี้เมื่อจิตเอื้อมไปก็แสดงว่า
ไม่ได้ดูไม่ได้กำหนดแล้ว
เพราะเอื้อมไปมุ่งหวังไปข้างหน้าเสียแล้ว

เหมือนนัยน์ตาเรานี่เหลือบไปนิดหนึ่ง
ตรงหน้านี้ก็ไม่เห็นเสียแล้วใช่ไหมคะ
อันนี้ต้องระวัง ต้องให้ได้ปัจจุบัน

เพราะเช่นนี้ จึงเรียนให้ทราบทุกท่านว่า
ที่เข้ากรรมฐาน นั่งกรรมฐานหรือเปล่า
นี่ท่านนั่งกรรมฐานกันหรือเปล่า ?
ต้องคอยสังเกตุเสมอนะคะ


โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 มิ.ย. 2546 , 10:52:55 น.] ( IP = 203.107.211.48 : : )


  สลักธรรม 4

คราวนี้มาดูว่าห้ามนั่งกรรมฐานใช่ไหมคะ
** อ่านช้าๆนะคะไม่ต้องรีบทำความเข้าใจไปด้วยนะคะ**

...ไม่ได้นั่งกรรมฐานจริงอยู่..
แล้วนั่งหรือเปล่าล่ะคะ ?
ก็นั่ง..ถ้าถามว่า... นั่งทำไม ?
ตอบว่า.. นั่งเพื่อให้รู้อิริยาบถนั่ง
การนั่งนี้ไม่ผิดค่ะ

แล้วเวลาเปลี่ยนอิริยาบถให้ทำความรู้สึกอย่างไร ?
เพราะนั่งเมื่อยก็ต้องเปลี่ยนใช่ไหมคะ

นั่นแหละค่ะ ก็เหมือนบอกว่า
นั่งต้องแก้ทุกข์ เดินก็เหมือนกัน
อย่ารู้สึกว่า เดินกรรมฐาน
ถ้ารู้สึกว่าเดินกรรมฐานก็ไม่ได้ปัจจุบันแล้ว

เดินกรรมฐานจะต้องเดินเอาอะไรสักอย่างหนึ่ง
เดินเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่างหนึ่ง
พอเดินเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่างหนึ่ง
เดินจะเอาอะไรนั้นก็เป็นไปเพื่อกิเลสแล้วคะ
ความรู้สึกอย่างนี้ก็เป็นที่อาศัยของกิเลสแล้ว
กิเลสจะต้องการอะไรสักอย่างหนึ่ง
ต้องการจากรูปเดิน

ทีนี้ตัวเองก็รู้สึกว่า เดินนี้เป็นสาระ
จะนำประโยชน์มาให้ จะให้เราเห็นอะไรต่ออะไร
นี่ไงคะถ้าขาดโยนิโสมนสิการเสียแล้ว
ปัญญาก็จะไม่เกิด ประโยชน์ก็จะไม่ได้นะคะ

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 มิ.ย. 2546 , 11:03:28 น.] ( IP = 203.107.211.48 : : )


  สลักธรรม 5

ทั้งหมดที่ดิฉันได้นำมาแจกแจงให้ท่านผู้ใฝ่ในธรรม
ได้มีการสังเกตุและเข้าใจในรายละเอียด
ของการปฏิบัติมานี้

มิได้หวังอะไรเลยนอกเสียจาก
ความเห็นถูกเท่านั้น

ด้วยเพราะว่า...
เราต่างก็เป็นผู้ตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกันทั้งนั้น
ลำบากต่อการมีชีวิตร่วมกันมา
ในวัฎฎะสงสารมาช้านาน

จึงปรารถนาที่จะให้ท่านทั้งหลายพ้นภัยที่น่ากลัวที่สุด
คือความไม่รู้..เพราะความไม่รู้นี่แหละ
เป็นเหตุที่ทำให้ชีวิตดำเนินไปในทุกข์
อย่างไม่มีวันจบสิ้น


อำนาจแห่งกุศลจิตที่ข้าพเจ้าได้ตั้งใจกระทำแล้วนั้น
ขอน้อมนำเป็นเครื่องสักการะคุณ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ตลอดจนคุณของบิดา - มารดาผู้มีพระคุณยิ่ง…


แหละขอความเจริญในธรรมจงบังเกิดแก่ทุกท่านทุกคนเทอญ.

ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
บุษกร เมธางกูร.


โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 มิ.ย. 2546 , 11:15:55 น.] ( IP = 203.107.211.48 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

สะดุดใจมากๆกับคำที่กล่าวว่า
..มันละเอียด มันเป็นงานของใจ
แม้ดูเหมือนจะนิดๆหน่อยเอง
ก็มีเหตุมีผล


เป็นข้อบกพร่องที่ไม่เคยให้ความสนใจมากนัก
คงเป็นเพราะไม่เข้าใจอย่างแท้จริง จึงไม่ทราบค่ะว่าตรงไหนสำคัญ ตรงไหนคือสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ


และโดยเฉพาะ..การทำกรรมฐานเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่างหนึ่ง....
ยากมากนะคะที่จะไม่ให้นึกถึงประโยชน์ของกรรมฐานเป็นสำคัญ
เพราะเราทราบว่ากรรมฐานนี้มีประโยชน์เราจึงทำ
และก็เริ่มต้นทำด้วยความสงบสำรวมกว่าปกติ ..ที่คงเป็นสาเหตุสำคัญที่ให้กิริยาอาการของเราผิดปกติ...ที่เรียกว่าท่าเฉพาะในการทำกรรมฐาน..


...ละเอียดมากค่ะที่ชี้ให้เห็นถึงการตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติเพื่อจะได้อะไรๆ...แล้วนำมาสู่การปฏิบัติที่ผิดพลาด

...เป็นเรื่องจริงอย่างยิ่งที่อาจารย์บอกว่า ...
...คำว่า "ปัจจุบัน" ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกันดีนะคะ

กราบขอบพระคุณอีกครั้งค่ะที่ไม่เบื่อหน่ายที่จะมาเน้นย้ำให้เข้าใจกันอย่างถูกต้อง ...



โดย น้องกิ๊ฟ [23 มิ.ย. 2546 , 11:36:41 น.] ( IP = 202.183.178.148 : : )


  สลักธรรม 7



ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่ายังไม่รู้อีกมากจริงๆ เป็นความลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมากๆค่ะ

เช่นที่อ.บุษกรพูดถึงการเดินว่า บางที เดินไม่กี่ก้าว รูป ก็หลุดไปแล้วเหลือแต่ เดิน บางที เดิน ก็ไม่มีเหลือแต่อาการที่ก้าวไปๆ รู้ในอาการนั้นเท่านั้น เท้าก้าวไปๆ ก็รู้ แต่ไม่มี รูป ไม่มีอะไรทั้งนั้น

ชี้ให้เห็นความสำคัญของการสังเกตจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะรู้อย่างนี้ได้อย่างไร ชัดเจนมากค่ะ

แล้วยังเรื่องของปัจจุบันอีกนะคะ ที่ได้ความเข้าใจมากขึ้น

ขอบคุณ อ.บุษกรมากๆค่ะ




โดย ทวีพร [23 มิ.ย. 2546 , 14:47:08 น.] ( IP = 203.144.181.252 : : )


  สลักธรรม 8

ดีใจค่ะที่ได้อ่านเวปต์ที่มีสาระมีคุณค่าอยากให้มีข้อมูลมาก ๆ เคยเข้าไปในพระไตรปิฏกแต่ตอนนี้เข้าไปไม่ได้เพราะจำเวปต์ไม่ได้ถ้าในเวปต์นี้สามารถใส่ข้อความในพระไตรปิฏกได้ข้อเสนอแนะด้วยค่ะและอภิธรรมทั้ง 9 ปริเฉทอยากให้อธิบายทั้งหมดเพื่อพิมพ์ออกมาอ่านจะได้ไหมค่ะ เพราะตอนนี้สมัครเรียนอภิธรรมทางไปรษณีย์อยู่

โดย พัชรา - [23 มิ.ย. 2546 , 15:52:20 น.] ( IP = 203.170.232.24 : : )


  สลักธรรม 9


ขอบูชาคุณครูก่อนตอบค่ะ
มาเรียนต่อแล้วค่ะ คราวนี้เห็นทีต้องระวังในการอ่านมากขึ้น
เพราะพลาดนิดเดียวก็จะผิดไป อย่างที่อาจารย์กล่าวเลยค่ะ ว่านิดเดียวนะสำคัญทีเดียว
การสังเกตเป็นความละเอียดอย่างที่อาจารย์กล่าวเลยละค่ะ
เพราะที่ผ่านมาใช้กระชอนช่องใหญ่ เลยได้อารมณ์แบบไม่ละเอียด
สิ่งที่อาจารย์ให้มาเลยดูเหมือนว่าได้
"กระชอนใหม่ที่มีช่องละเอียดมากขึ้น"


ดูเหมือนว่า การนึก กับ การรู้สึก ถูกตีแผ่ได้ง่ายขึ้น แต่ต้องขอไปเข้าห้องทดลองต่อนะคะจะได้เข้าใจของจริงมากขึ้น

มาถึงคำถามค่ะ
.ที่ว่า...ใจมันมุ่งไปจะดูรูป แต่ไม่ได้กำหนดรูปนั่ง ตรงนี้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ
2. ยังไม่ได้เห็นรูปเดิน แต่ใจมันเอื้อมไปแล้ว
ก็ทำให้ทิ้ง "ปัจจุบัน"
ในตรงนี้บ้างครั้งรู้สึกคล้ายๆกับ การกำหนดรู้ทุกข์ในอิริยาบถเก่าและโยนิโสในอิริยาบถใหม่สมมติว่าจะต้องเดินนะคะ การโยนิโสเช่นนี้จะเรียกว่าใจเอื้อมไปก่อนหรือเปล่าคะ และจะเป็นปัจจุบันได้หรือไม่

ขอเรียนถามมาเพื่อจะได้ระวังจิตที่ดีกว่าเดิมค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะ


โดย น้องอุ๊ [23 มิ.ย. 2546 , 18:07:04 น.] ( IP = 202.57.178.181 : : )


  สลักธรรม 10

สวัสดีค่ะน้องอุ๊ คำถามที่ ๑.นั้น..ข้อความมีอยู่ว่า

.เมื่อนั่งลงไปก็มุ่งไปเพื่อจะเห็นรูป
ใจมันมุ่งไปจะดูรูป แต่ไม่ได้กำหนดรูปนั่ง....นั่นก็หมายถึงจิตเอื้อมไปในอนาคตไงคะ

เพราะตามความจริงแล้วผู้ปฎิบัติ
ต้องทำความรู้สึกในอาการนั้นๆก่อน
และยังต้องคอยสังเกตุด้วยนี่คะ
ถ้ามุ่งไปดูรูปแล้วก็เสียปัจจุบันไปคะน้องอุ๊

เพราะในทุกๆขณะนั้นมีความไม่เที่ยงเสมอนี่คะ
น้องจะมุ่งดูรูปๆอย่างเดียวไม่ได้
ต้องคอยสังเกตุความรู้สึกว่าปกติหรือไม่ปกติ


เพราะเวลาเราอยู่บ้านธรรมดา
เวลานั่งเราไม่เห็นจะต้องไปอยากได้นั่งเลยนิคะอาการนั่งมันมีอยู่
แต่ต่างกันตรงที่ก่อนนั่งนั้นมีเหตุอะไรมาก่อน
ในวิปัสสนาต้องรู้นะคะ


คำถามที่ ๒. ยังไม่ได้เห็นรูปเดิน แต่ใจมันเอื้อมไปแล้ว
ก็ทำให้ทิ้ง "ปัจจุบัน" ไปก็อย่างเดียวกันกับเรื่องนั่งนะคะ สำคัญดังที่กล่าวไว้ว่า...

เวลานั่ง..หรือ..เดินอย่ามุ่งออกไป
คือจิตอย่าเอื้อมไปว่า
จะเห็นรูปเห็นนามเห็นเกิดดับ
เพราะไม่ใช่ "ปัจจุบัน"
แต่เป็น อนาคต

ถ้าเห็นการเกิดดับก็จะต้องเห็นรูปที่กำลังดูอยู่นั่นแหละคะที่ปัจจุบัน

แหละที่น้องถามว่า..

"สมมติว่าจะต้องเดิน การโยนิโสเช่นนี้จะเรียกว่าใจเอื้อมไปก่อนหรือเปล่าคะ และจะเป็นปัจจุบันได้หรือไม่"

ไม่ใช่หรอกคะการโยนิโสเช่นนั้นถูกแล้วคะ..
นั้นจะลองยกตัวอย่างให้ใหม่อีกนะคะอ่านอีกช้าๆค่อยๆทำความเข้าใจไปนะคะน้อง



โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 มิ.ย. 2546 , 18:34:47 น.] ( IP = 203.107.205.55 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org