ศาลาเสือพิทักษ์ โพสต์ 2017-5-25 07:51:30

ทำบุญอย่างมีปัญญา

http://webboard.abhidhammaonline.org/old/picdb.thaimisc.com/d/dokgaew/13623.jpg@n
http://webboard.abhidhammaonline.org/old/i554.photobucket.com/albums/jj409/somjai100/rose%20set/bara-gli1.gif@t=1254486543


ทำบุญอย่างมีปัญญา
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ

อยากจะสร้างวัดให้เสร็จ แต่มีปัจจัยน้อยจะทำอย่างไร

ปัจจัยของมนุษย์คือเงิน เงินคืองูพิษ ที่มีพิษร้าย ชีวิตของท่านทั้งหลายย่อมมีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น

เหตุ คือ สิ่งที่ทำให้ผลเกิด เช่น เม็ดมะม่วงหรือพันธ์เมล็ดข้าวเป็นเหตุ เป็นสิ่งที่ทำให้ผลเกิด แต่เหตุนั้นต้องอาศัยปัจจัย (ปัจจัยในภาษาพระมีถึง ๒๔ ปัจจัย เช่น เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย เป็นต้น) เมื่อเรามีเม็ดมะม่วงพันธุ์ดี แต่เราเก็บไว้เฉยๆ ไม่นำไปเพาะชำก็ไม่มีต้นมะม่วงงอกขึ้นมา เพราะฉะนั้น ดิน อากาศ น้ำ ปุ๋ยเป็นปัจจัย จึงทำให้มะม่วงนั้นเจริญเติบโตขึ้น ถ้ามีเหตุอย่างเดียว แต่ขาดปัจจัย เหตุนั้นก็ให้ผลไม่ได้ เพราะฉะนั้นเหตุกับปัจจัยต้องเป็นของคู่กัน

ผู้จะปฏิบัติธรรมเพื่อจะถึงความดีนั้น ต้องกินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ได้กินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน ที่ขาดปัจจัยนั้น ขอให้เข้าใจว่า ขาดแรงสนับสนุนจากบุญเดิม บุญใหม่กับบุญเก่ามันยังไม่ประจวบเหมาะกัน



ศาลาเสือพิทักษ์ โพสต์ 2017-5-25 07:51:54

ทำอย่างไรจะไปสวรรค์ ทำอย่างไรจะไปนิพพาน จะเดินทางอย่างไร?

มรรค คือหนทางดำเนินสู่ความพ้นทุกข์ คนเราทุกคนตายแล้วเกิดแน่นอน ตายแล้วต้องมีชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป เพราะเรายังมีพืชเชื้อคือกิเลสและตัณหาอยู่ เราจึงต้องเกิด ผู้ที่ไม่เกิดแล้วคือผู้หมดกิเลสตัณหานั่นเอง

ฉะนั้น เมื่อตายแล้วต้องเกิดทันที จะเกิดที่ไหน ก็เกิดในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ และเหมือนกันหมดทุกคน และจะไปตามแหล่งกำเนิดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจกรรมที่ตนเองสั่งสมและส่งเสริมให้ไปนั่นเอง คือ

๑.        เกิดในครรภ์มารดา มีทั้งสุคติและทุคติ เช่น มนุษย์ ลูกสุนัข เป็นต้น

๒.        เกิดในฟองไข่ เช่น ลูกเจี๊ยบ ลูกงู เป็นต้น

๓.        เกิดในของชุ่มแช่โสโครก เช่น หนอน พยาธิ เป็นต้น

๔.        เกิดทันทีเป็นโอปปาติกะ หากเกิดด้วยอำนาจบุญก็เป็นเทวดา เกิดด้วยอำนาจบาปก็เป็นเปรต อสุรกาย สัตว์นรก

ศาลาเสือพิทักษ์ โพสต์ 2017-5-25 07:52:15

แหล่งกำเนิดทั้ง ๔ เป็นที่ที่เราต้องไปในถนนชีวิต ๗ สายคือ

สายที่ ๑ ผู้ใดมีโลภะมากๆ ไม่รู้จักพอ หมายความว่า ไม่สันโดษนั่นเอง คือไม่ยินดีตามมี ไม่ยินดีตามได้ ไม่ยินดีตามควร มีความต้องการปรารถนาเรื่อยไป และความปรารถนานั้นมีความเห็นผิดเข้าประกอบ เช่น ต้องได้บ้านดีจึงจะสบาย ต้องมีที่ดินมากๆ จึงจะสบาย บนความสบายนั้นมีความไม่สบายเลย เพราะอะไร เพราะต้องดูแลมาก ต้องบริหารมาก เห็นผิดเป็นชอบนั่นเอง มีโลภะที่ประกอบไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ จึงฉกชิงวิ่งราว ยักยอกฉ้อโกงเขามา เพื่อให้มีมากๆ มีความไม่รู้จักพอ เมื่ออารมณ์นี้เก็บหนาแน่นจนเหมือนแรงระเบิด เมื่อใกล้ตายอำนาจนี้ก็ทำให้เกิดคติ ก็คือไปเป็นเปรตผู้หิวโหยอย่างไม่มีทางอิ่ม

สายที่ ๒ ผู้ใดในปัจจุบันสร้างโทสะไว้มากๆ โกรธง่าย มีความอาฆาตวัตถุ ๑๐ เช่น บางครั้งตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ไม่ปลุกก็โกรธ ปลุกเร็วก็โกรธ ผมร่วงก็โกรธ โกรธสารพัดจะโกรธ เรียกว่า โกรธจิปาถะ โกรธจนเกิดความพยาบาทอาฆาตจองเวรจองกรรม ถ้าอำนาจนี้ใกล้ตายเกิดขึ้น ก็ทำให้ไปเป็นสัตว์นรก

สายที่ ๓ ผู้ใดมากไปด้วยโมหะ เช่น พอพระขึ้นธรรมาสน์เทศนา ก็ง่วงเหงาหาวนอนตลอด พอนั่งอากาศเย็นๆ ก็หลับ ร้อนก็หลับ นั่งรถเมล์ก็หลับ เป็นผู้หลับง่าย หลับใหลลืมหลง ใครพูดอะไรก็เชื่อ ชวนไปดีก็เชื่อ ชวนไปไม่ดีก็เชื่อ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีปัญหาตัดสินปัญหาด้วยตนเอง มีวิตกจริต เมื่อตายแล้ว ย่อมไปเป็นเดรัจฉาน

สายที่ ๔ ผู้ใดประกอบด้วยเบญจศีล เบญจธรรม มีศีล ๕ มีธรรม ๕ คุ้มครองชีวิต ไม่ล่วงเกินบาปธรรม ไม่ล่วงระยำในสิทธิ ก็ได้เกิดเป็นมนุษย์

สายที่ ๕ ผู้ใดมีหิริ – โอตตัปปะ จาคะไว้เป็นทุน ตายแล้วไปเป็นเทวดา นางฟ้า หิริ คือ กลัวความชั่ว เพราะรู้ว่าความชั่วให้ผลอย่างไร เช่น จะฆ่าสัตว์ก็กลัว ชีวิตเขาก็เหมือนชีวิตเรา โอตตัปปะคือ เกรงผลบาป เช่น รู้ผลของการฆ่าสัตว์ว่ามี ๙ ประการ ก็เกรงผลบาป

เพราะฉะนั้น เวลาเราปวดเมื่อย ให้หมั่นนึกถึงวิบาก แล้วน้อมใจไปเลยว่า สุขภาพไม่ค่อยดี ป่วยเจ็บง่ายนี่นะ ก็รู้ว่าเราเคยเบียดเบียนสัตว์ไว้ บางครั้งนั่งอยู่ดีๆ เป็นโรคโดยเฉียบพลัน ตาลาย หน้ามืด ก็รู้ว่าเคยทำอกุศลกรรมไว้ มันไม่อโหสิกรรม เมื่อไม่เกิดแล้ว จึงจะอโหสิกรรม เมื่อรู้ตัวแล้วเรามาสร้างทางไม่เกิดเถอะ พอรู้สึกตัวก็กำหนดนามรู้ ปฏิบัติวิปัสสนาไป นิดหนึ่งก็ยังดี หาความคล่องแคล่ว หาความชำนาญไว้

ศาลาเสือพิทักษ์ โพสต์ 2017-5-25 07:52:39

สายที่ ๖ ผู้ใดต้องการเป็นพรหม อรูปพรหม ก็ให้ทำสมาธิจนได้ฌานจึงจะไปได้

สายที่ ๗ ผู้ใดต้องการพระนิพพาน ต้องมีสติสัมปชัญญะ ต้องทำสติปัฏฐานเท่านั้นเอง เพราะพระนิพพานไปได้ด้วยทางสายเดียว และทางสายเอก คือมัชฌิมาปฏิปทา ทำอย่างอื่นไม่มีทางไป แล้วมัชฌิมาปฏิปทาทำอย่างไร คือทำลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวเป็นตนคนสัตว์ นั่งก็ไม่ใช่คนนั่ง ต้องมีสติปัญญากำหนดรู้ว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม แล้วต้องอย่าฝืนความเป็นจริง คือได้ยินก็ต้องรู้ว่าได้ยิน และรู้ด้วยปัญญารู้ เห็นก็ต้องรู้กับการเห็นนั้น ไม่ต้องไปฝืนหลับตา ต้องเห็นด้วยปัญญาเห็น

สรุปว่า การที่เราจะปฏิบัติธรรมนั้น เราจะต้องเรียน ไม่มีใครทำอะไรได้ โดยไม่เรียน พระพุทธเจ้ายังต้องเรียนมา จึงทำได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ยากเกินความเพียร

บุญมี ๒ ชนิด คือ บุญที่ประกอบด้วยปัญญา และบุญที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา คือ บุญที่มีปัญญารู้ว่า ขณะนี้เราทำเพื่อถ่ายถอนและรื้ออะไร คือรื้อความมัจฉริยะ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียวออกไป บริจาคสมบัติภายนอกออกไปเพื่อรื้อความเป็นเราได้ในที่สุด

ฉะนั้น บางครั้งอัฐเบี้ยไม่พอ เราต้องทำเต็มความสามารถ เกินความสามารถไม่มีใครทำได้ ดังนั้นก่อนที่จะรับปากใครก็แล้วแต่ คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินว่าทำไปเพื่ออะไร ทั้งผู้ทำด้วย บุญจึงจะละโทษ เช่น คิดว่าที่เราทำนี้เพื่ออะไร เพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัตถุต่างๆ ซึ่งเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ ซ่อมแซม

เมื่อคิดแล้วก็พิจารณาว่าเรามีเงินจำนวนเท่าไหร่ มีกองทุนที่จะทำเท่าไหร่ ไม่ได้ทำเพื่ออยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่ทำเพื่อคลายจากความกำหนัด ปราศจากทุกข์ ไม่สะสมกองกิเลส มักน้อย สันโดษ และโอนโคตรปุถุชนนี้ไปได้ ทำเพื่ออย่างนี้ จึงต้องคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน เมื่อช่วยแล้ว เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วหยุดแค่นั้น เต็มความสามารถ เกินความสามารถไม่ควรไปยุ่ง

ศาลาเสือพิทักษ์ โพสต์ 2017-5-25 07:53:03

หรือถ้าเราเป็นแม่ เราก็ต้องทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุด และต้องใช้วิปัสสนาให้ถูกที่ เพราะกิเลสนั้นอยู่ที่อารมณ์ภายนอก เช่น เสียงของลูกชายลูกสาว เป็นต้น เข้ามากระทบหู การสั่นสะเทือนทำให้ตัดกระแสภวังค์ เข้ามโนทวาร จิตเกิดตามอารมณ์ จึงต้องเตือนตนเองอยู่เสมอว่า ไม่มีใครอยากพูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง แทนที่จะไปกำหนดพุทโธๆ หรือกำหนด “นามรู้” เพราะการกำหนดนามรู้นั้นต้องใช้ไปพระนิพพาน ไม่ใช่ใช้ตอนเผชิญหน้ากับลูก ถ้าอยู่คนเดียวทำได้ เพราะพระนิพพานไปตามลำพัง

การชนะตนนั้นประเสริฐแล ต้องใช้ให้ถูก ตอนอยู่กับคนอื่น อย่าไปพระนิพพาน อย่าไปกำหนดนามได้ยิน สักแต่ว่าได้ยิน อย่าทำให้พระนิพพานอ่อนแรงคือล้า เพราะอย่างไร เพราะไม่สมความปรารถนาทุกครั้ง จะเป็นเราทุกครั้งเลย เมื่อมีคนเกิน ๒ คน อย่าอยากไปให้ถึงพระนิพพาน แต่ให้ชนะตนเองให้ได้

ชนะตนเองอย่างไร? ก็ถามตัวเองว่า เราปรารถนาดีไหม ที่เราตักเตือนลูกว่า “ลูกอย่างนี้ไม่ดีนะ” เราปรารถนาดี ต้องไม่ทำไม่ได้ แม่คือพระพรหม แม่คือบุคคลที่ควรบูชา เราก็รู้หน้าที่ เพราะแม่มีความบริสุทธิ์ใจ ถ้าเตือนลูกหรือพูดกับลูกแล้ว เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดแล้วหยุดแค่นั้น เต็มความสามารถ เช่น จะเป็นไม้ดัด ก็ดัดสุดความสามารถ เจตนานั้นก็เป็นเจตนาในมหากุศล แต่จะเป็นญาณสัมปยุตหรือวิปปยุตก็แล้วแต่ แต่เป็นมหากุศล ๑ ใน ๘ ดวงนั้นแล้ว เพราะเรามีความปรารถนาดีและเมตตาจิตด้วย

เราทำดีกับเขา แต่ผลของความดีก็บังเกิดให้เราแน่นอน ถ้าพูดเสร็จแล้ว เขาสวนกลับมา เราต้องพยายามอยู่ในมหากุศล ๘ ให้ได้ เพราะอกุศล ๑๒ เราทำไม่ได้ เช่น ความโกรธ (โทสมูลจิต ๒) เป็นต้น ให้หมั่นเตือนตนเอง

เมื่อเขาพูดขึ้นมา เขามีสิทธิพูด เขามีประชาธิปไตย จึงอยู่ที่เรา ก็ต้องเตือนตนเองว่า เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง ขณะที่โกรธ เราไม่ได้อยู่ในมหากุศล ๘ ก็เตือนตนเองว่า หลุดจากมหากุศล ๘ แล้ว ขณะที่เราระลึกได้ สติก็กลับมาที่มหากุศล ๘ นั่นแหละ สติคือสติ เจตสิกที่เราเรียน พยายามคือวิริยเจตสิก เราก็พยายามคิด เรามีหน้าที่ช่วยเขาสุดความสามารถ และที่เรารักเขานี้ เรารักด้วยเมตตาและความปรารถนาดี

ศาลาเสือพิทักษ์ โพสต์ 2017-5-25 07:53:26

ความรักของเรานั้นเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะเป็นของเรา แล้วเราก็เรียนแล้ว ทำอย่างไรให้อุปาทานหมดไปได้ ต้องพยายามเตือนตนเองว่า อายุ ๗๕ ปีแล้วนะ หมดอายุขัยแล้ว กำลังจะสิ้นสุดอายุขัยแล้ว ฉะนั้นเตือนตนเองว่า ไส้ของเราจะหมดแล้ว ถ้าเราไม่ประคองป้องกันทิศทางลม มันก็อาจจะไม่ถึง ๗๕ ปีก็ได้ อาจจะดับ หัวใจวายตาย เพราะความรักความมี่เรายึดมั่นนั่นเอง

ชีวิตเรา ๗๕ เรากำลังจะเดินทางไปไหน โทสะบ่อยๆ ถ้าเราโกรธแล้วตายล่ะ ก็ไปนรก ไม่คุ้มค่าเลย เสียเวลาลงทุนความรัก แต่สิ่งที่ได้รับคือนรกหรือ ฉะนั้นไม่โกรธ ต้องเตือนตนเองบ่อยๆ เขาก็คือเขา เราก็คือเรา เราจะสุข เราจะทุกข์ เขาจะสุข เขาจะทุกข์ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ นานาจิตตัง และเตือนตนเองว่า ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม

และลูกที่เราเตือนนั้นอายุ ๓๘-๔๐ ปีแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของเราจะต้องเตือนตนด้วยว่า ชาติจะดีไม่ต้องเอาสีไปทาก็แดง แต่ชาติตะแบงเอาสีไปทาก็ยิ่งแสบทรวงเข้าไปใหญ่ อย่าลืมนะว่า กิเลสเกิดที่อารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

ฉะนั้น ก่อนที่จะพูดกับเขา ถามตัวเองก่อนว่า พร้อมหรือยัง? ถ้ายังไม่พร้อม ฟังอย่างเดียว การยอมรับฟังไม่ได้หมายความว่าต้องเห็นด้วย เมื่อเรามีความพร้อม จะไปพูดด้วยเหตุผล แล้วค่อยไปพูดความพร้อมในที่นี้คือ พร้อมที่จะกระทบ พร้อมที่จะกระทำ กระทบช่างมัน กระทำสำคัญกว่า กระทบคือผลแล้ว

ฉะนั้น สติสำคัญที่สุด จงมีสติระลึกอยู่เนืองๆ ว่า ๗๕ ปีแล้วนะ เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง เราช่วยเขาเต็มที่แล้วนะ ยังไงเราไม่จากเขาไป เขาก็จากเราไปจริงๆ ไม่มีใครหนีความตายไปได้

ศาลาเสือพิทักษ์ โพสต์ 2017-5-25 07:54:03

คนที่มีสติปัญญามากๆ ก็จะเลือกเส้นทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและนำไปสู่ความรุ่งเรือง แต่คนที่ขาดสติปัญญาก็จะกำหนดเส้นทางชีวิตตนเองไปอีกรูปแบบหนึ่ง คืออยู่อย่างอยาก กินเพื่อแก้อยาก หาเพื่อแก้อยาก โดยลืมไปว่าตัวเองก็จะต้องตาย ก็ไปสู่ความเสื่อม

พระพุทธศาสนาเรียกเส้นทางที่นำไปสู่ความเสื่อมนี้ว่า หายนะหรืออบายมุข อบายมุขมี ๔ อย่างบ้าง ๖ อย่างบ้าง อบายมุข แปลว่า ทางแห่งความฉิบหาย เหตุเครื่องฉิบหาย หรือสิ่งที่หาความเจริญงอกงามไม่ได้ และเป็นต้นเหตุแห่งความปี้ป่น พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ ๒ ประเภทคือ

ประเภทแรก อบายมุข ๔ อย่าง ทรงตรัสสอนคนที่มีความขยันหมั่นเพียร สร้างตนได้แล้ว เพื่อป้องกันความเสื่อม ท่านจึงสอนดังนี้

๑.        ความเป็นนักเลงหญิง
๒.        ความเป็นนักเลงสุรา
๓.        ความเป็นนักเลงการพนัน
๔.        ความคบคนชั่วเป็นมิตร

ประเภทที่ ๒ อบายมุข ๖ อย่าง ท่านทรงสอนคนที่ประพฤติสำมะเลเทเมา สร้างตนเองยังไม่ได้ เพื่ออะไร เพื่อให้สร้างตนเองได้ ได้แก่

๑.        การดื่มน้ำเมา
๒.        เที่ยวกลางคืน
๓.        เที่ยวดูการละเล่น
๔.        เล่นการพนัน
๕.        คบคนชั่วเป็นมิตร
๖.        เกียจคร้านการทำงาน

http://webboard.abhidhammaonline.org/old/i554.photobucket.com/albums/jj409/somjai100/line/882424051988164824.gif
หน้า: [1]
ดูในรูปแบบกติ: ทำบุญอย่างมีปัญญา