ยกตัวอย่าง หญิงยากจนคนหนึ่งมีบุตรอยู่ 1 คน และบุตรคนนั้นกำลังจะตายด้วยโรคร้าย ในขณะนั้นมีคนร่ำรวยมาขอซื้อบุตรที่กำลังจะตายคนนั้น โดยบอกว่าจะให้เงินจำนวนมาก เพื่อแลกกับบุตรที่กำลังจะตาย ถามคนเป็นแม่ว่าหญิงยากจนคนนั้นจะขายบุตรของตัวเองหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ขาย เพราะมีความรักลูก กรณีเช่นนี้แม้จะเกิดกับแม่ผู้ร่ำรวยก็จะมีคำตอบเช่นเดียวกันว่าไม่ขาย เพราะเงินไม่ใช่ความสุขใจที่แท้จริง
เรามาลองเปรียบเทียบ“ความรัก” กับ “เงิน” ในแง่ของปริมาณ เงินก็คือสิ่งที่มีจริง และมีตัวเลขกำกับได้ถ้ามีจำนวนตัวเลขแบบนี้เรียกว่า มาก มีตัวเลขเท่านี้เรียกว่ามากขึ้น ๆ แต่ความรักความเมตตาของแม่ที่มีต่อลูกนั้นก็มีจริงแต่วัดจำนวนไม่ได้ จึงไม่มีปริมาณตัวเลขกำกับ ดังนั้น ความรัก ความเมตตาความสบายใจ ความปลอดโปร่ง ไม่กลุ้มใจ ไม่เคร่งเครียด ไม่ทุกข์ใจ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเงินเป็นสิ่งที่คนเราปรารถนา แต่วัดจำนวนหรือปริมาณให้ปรากฏไม่ได้ ความทุกข์ของชีวิตมีทั้งทางกายและทางใจ ความทุกข์กายมีส่วนที่ต้องใช้เงินมาบำบัด ส่วนความทุกข์ใจต้องใช้คำพูดที่ดีๆ มาบำบัด ต้องนำเหตุผลนำหลักธรรมมารักษาปลอบโยน ความทุกข์กายเมื่อใช้เงินมาบำบัดรักษาแล้วผู้ป่วยก็ยังต้องการความสบายใจ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าเงินก็คือความสบายใจ
แต่ความสบายใจนั้นหาได้ยากกว่าเงินซึ่งมีคนร่ำรวยจำนวนมากมีเงินแต่ไม่มีความสบายใจเพราะมีกิจการงานรวมทั้งเครือญาติต้องดูแล และแม้เราจะอยู่ตามลำพังคนเดียวก็หาความสบายใจได้ยากเพราะวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมที่จะมาให้ผลแก่เรานั้นมีทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล ที่เข้ามารุมล้อมตามทวารทั้ง5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แล้วส่งผลไปสู่ใจให้เกิดการกระทำกรรมใหม่ๆเป็นกุศลหรืออกุศลชวนะในวิถีจิต
(เกี่ยวกับเรื่องของวิบากที่เข้าสู่ทวารต่างๆ ขอให้นึกถึงภาพอเหตุกจิต ก็จะเข้าใจได้ว่า ทวิปัญจวิญญาณจิต 10 ดวง คือปัญจวิญญาณจิต ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาญ กายวิญญาณ ทำหน้าที่รับปัญจารมณ์ คือ รูปารมณ์สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐัพพารมณ์ ที่เป็นฝ่ายกุศล ๕ ดวง และฝ่ายอกุศล๕ ดวง นอกจากนี้ก็ยังมีวิบากที่สำคัญอีก 8 ดวงคือ มหาวิบากจิต ซึ่งวิบากเหล่านี้เมื่อประมวลแล้วก็เกิดขึ้นมาจากอกุศลจิต12 ดวง กับมหากุศลจิต 8 ดวง)
การที่ทวารต่าง ๆ เปิดรับอารมณ์ทั้ง 5 อยู่ตลอดเวลาในยามตื่นโดยไม่รู้ว่าจะมีอารมณ์ต่างๆมาปรากฏตอนไหน เป็นประเภทดีร้ายอย่างไร และมีความถี่ขนาดไหน ด้วยเหตุนี้ความสบายใจจึงหาได้ยากที่สุดเพราะไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า วิบากประเภทใดจะมาส่งผล
เราจึงให้มีสติกำหนดรู้ลงไปในสภาพความเป็นจริงการปฏิบัติเพื่อบำบัดทุกข์ที่ดีที่สุด คือ การนำความสุขมาตั้งแทนที่ความทุกข์ คือ การทำให้กุศลเกิดขึ้นบ่อย ๆจนเป็นความเคยชิน ทำให้มีความสุขที่เกิดขึ้นจากกุศล การกระทำกุศลอยู่เรื่อยๆ ทำให้มีความต่อเนื่องนอกจากจะเกิดความสุขในปัจจุบันแล้ววิบากที่จะมีไปในอนาคตก็จะเป็นฝ่ายกุศลทั้งในวิบากจิตที่มีเหตุและวิบากจิตที่ไม่มีเหตุส่วนการปฏิบัติที่สร้างความลำบากแล้วมีความทุกข์ เป็นการปฏิบัติไม่ถูกทาง
|