ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ค้นหา
ดู: 37|ตอบกลับ: 4

การแทนที่ความทุกข์ด้วยความสุข

[คัดลอกลิงก์]

319

กระทู้

189

ตอบกลับ

9879

เครดิต

ผู้ดูแลพิเศษ

เครดิต
9879
โพสต์ เมื่อวาน 18:18 | ดูโพสต์ทั้งหมด |โหมดอ่าน


กราบ 2.png


เกิดมาเพื่ออะไร?คงเป็นคำถามที่หลายคนมีอยู่ในใจ แต่หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านยังไม่ตอบคำถามนี้ทันทีแต่จะปูพื้นความรู้ให้เข้าใจก่อนว่าเพราะอะไรจึงเกิด? แล้วจึงค่อยให้คำตอบว่าเกิดมาเพื่ออะไร

เราต้องมีความรู้ก่อนว่าเพราะมีกิเลสเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด
แล้วกิเลสคืออะไรให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ?  

กิเลสหรือความต้องการความอยากในเรื่องต่างๆ ผลักดันให้เกิดการกระทำกรรม เมื่อกระทำกรรมแล้วก็ส่งผลให้เป็นวิบาก ทำให้มีการเกิดขึ้น(ปฏิสนธิ)เพื่อมารับวิบากนั้นอย่างเป็นวงจรที่เรียกว่าสังสารวัฏ   

เมื่อเรารู้แล้วว่าเพราะมีกิเลสจึงมีการเกิดและเกิดมาแล้วก็พบแต่ความทุกข์เพราะขั้นธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์ที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้แล้วสำหรับพุทธศาสนิกชนที่ต้องการพ้นไปจากทุกข์ก็จะตอบคำถามได้ว่า“เราเกิดมาเพื่อฝึกตน”

คำว่า“ชีวิตเป็นทุกข์” เป็นคำที่คนทั่วไปเคยได้ยินฟัง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นทุกข์อย่างไร? เป็นทุกข์ตรงไหน?   ในการปฏิบัติธรรมจึงจะต้องมีความเข้าใจคำว่า“ชีวิตเป็นทุกข์”  เพราะตามปกติที่เราดำเนินชีวิตในทุกวันนี้เราไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องทุกข์ แต่มุ่งสนใจว่า เราจะสุขได้อย่างไร?  

          และคำตอบที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ในเรื่องความสุขขั้นพื้นฐานของเราก็คือ“เงิน” ทุกวันนี้ที่แต่ละคนต้องเหน็ดเหนื่อยทำมาหากินก็เพื่อเงิน  ต้องการเงินเพื่อใช้จ่าย
อำนวยความสะดวกสบาย ต้องการเงินมาไว้ในความครอบครองในจำนวนมากๆ  ต้องการมีเงินเพื่อซื้อหาทรัพย์สมบัติมาเก็บตุนไว้เพื่อเปลี่ยนแปลงมาเป็นเงินได้ใน
คราวจำเป็นต้องการมีเงินเพื่อไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานในตระกูลของตนจะได้ไม่ลำบากบางคนกลายเป็นมิจฉาชีพหรือใช้ร่างกายจนเจ็บป่วยก็เพราะทุ่มเทชีวิตเพื่อหาเงิน   ดังนั้นการสร้างบันไดไปสู่ความสุขของชีวิตจึงต้องหัดพิจารณาให้ได้ว่า อะไรสำคัญกว่าเงิน?




319

กระทู้

189

ตอบกลับ

9879

เครดิต

ผู้ดูแลพิเศษ

เครดิต
9879
 เจ้าของ| โพสต์ เมื่อวาน 18:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ยกตัวอย่าง หญิงยากจนคนหนึ่งมีบุตรอยู่ 1 คน  และบุตรคนนั้นกำลังจะตายด้วยโรคร้าย  ในขณะนั้นมีคนร่ำรวยมาขอซื้อบุตรที่กำลังจะตายคนนั้น โดยบอกว่าจะให้เงินจำนวนมาก เพื่อแลกกับบุตรที่กำลังจะตาย    ถามคนเป็นแม่ว่าหญิงยากจนคนนั้นจะขายบุตรของตัวเองหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ขาย เพราะมีความรักลูก  กรณีเช่นนี้แม้จะเกิดกับแม่ผู้ร่ำรวยก็จะมีคำตอบเช่นเดียวกันว่าไม่ขาย เพราะเงินไม่ใช่ความสุขใจที่แท้จริง

เรามาลองเปรียบเทียบ“ความรัก” กับ “เงิน” ในแง่ของปริมาณ เงินก็คือสิ่งที่มีจริง และมีตัวเลขกำกับได้ถ้ามีจำนวนตัวเลขแบบนี้เรียกว่า มาก  มีตัวเลขเท่านี้เรียกว่ามากขึ้น ๆ  แต่ความรักความเมตตาของแม่ที่มีต่อลูกนั้นก็มีจริงแต่วัดจำนวนไม่ได้ จึงไม่มีปริมาณตัวเลขกำกับ ดังนั้น ความรัก ความเมตตาความสบายใจ ความปลอดโปร่ง ไม่กลุ้มใจ ไม่เคร่งเครียด ไม่ทุกข์ใจ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเงินเป็นสิ่งที่คนเราปรารถนา แต่วัดจำนวนหรือปริมาณให้ปรากฏไม่ได้
ความทุกข์ของชีวิตมีทั้งทางกายและทางใจ
ความทุกข์กายมีส่วนที่ต้องใช้เงินมาบำบัด
ส่วนความทุกข์ใจต้องใช้คำพูดที่ดีๆ มาบำบัด ต้องนำเหตุผลนำหลักธรรมมารักษาปลอบโยน   
ความทุกข์กายเมื่อใช้เงินมาบำบัดรักษาแล้วผู้ป่วยก็ยังต้องการความสบายใจ
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าเงินก็คือความสบายใจ

แต่ความสบายใจนั้นหาได้ยากกว่าเงินซึ่งมีคนร่ำรวยจำนวนมากมีเงินแต่ไม่มีความสบายใจเพราะมีกิจการงานรวมทั้งเครือญาติต้องดูแล  และแม้เราจะอยู่ตามลำพังคนเดียวก็หาความสบายใจได้ยากเพราะวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมที่จะมาให้ผลแก่เรานั้นมีทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล ที่เข้ามารุมล้อมตามทวารทั้ง5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แล้วส่งผลไปสู่ใจให้เกิดการกระทำกรรมใหม่ๆเป็นกุศลหรืออกุศลชวนะในวิถีจิต

(เกี่ยวกับเรื่องของวิบากที่เข้าสู่ทวารต่างๆ ขอให้นึกถึงภาพอเหตุกจิต  ก็จะเข้าใจได้ว่า ทวิปัญจวิญญาณจิต 10 ดวง คือปัญจวิญญาณจิต ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาญ กายวิญญาณ ทำหน้าที่รับปัญจารมณ์ คือ รูปารมณ์สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐัพพารมณ์ ที่เป็นฝ่ายกุศล ๕ ดวง และฝ่ายอกุศล๕ ดวง นอกจากนี้ก็ยังมีวิบากที่สำคัญอีก 8 ดวงคือ มหาวิบากจิต  ซึ่งวิบากเหล่านี้เมื่อประมวลแล้วก็เกิดขึ้นมาจากอกุศลจิต12 ดวง กับมหากุศลจิต 8 ดวง)

การที่ทวารต่าง ๆ เปิดรับอารมณ์ทั้ง 5 อยู่ตลอดเวลาในยามตื่นโดยไม่รู้ว่าจะมีอารมณ์ต่างๆมาปรากฏตอนไหน เป็นประเภทดีร้ายอย่างไร  และมีความถี่ขนาดไหน  ด้วยเหตุนี้ความสบายใจจึงหาได้ยากที่สุดเพราะไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า วิบากประเภทใดจะมาส่งผล

          เราจึงให้มีสติกำหนดรู้ลงไปในสภาพความเป็นจริงการปฏิบัติเพื่อบำบัดทุกข์ที่ดีที่สุด คือ การนำความสุขมาตั้งแทนที่ความทุกข์ คือ การทำให้กุศลเกิดขึ้นบ่อย ๆจนเป็นความเคยชิน ทำให้มีความสุขที่เกิดขึ้นจากกุศล การกระทำกุศลอยู่เรื่อยๆ ทำให้มีความต่อเนื่องนอกจากจะเกิดความสุขในปัจจุบันแล้ววิบากที่จะมีไปในอนาคตก็จะเป็นฝ่ายกุศลทั้งในวิบากจิตที่มีเหตุและวิบากจิตที่ไม่มีเหตุส่วนการปฏิบัติที่สร้างความลำบากแล้วมีความทุกข์ เป็นการปฏิบัติไม่ถูกทาง

319

กระทู้

189

ตอบกลับ

9879

เครดิต

ผู้ดูแลพิเศษ

เครดิต
9879
 เจ้าของ| โพสต์ เมื่อวาน 18:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด
การกระทำให้กุศลเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เรียกว่า การปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถรู้และกระทำได้
แต่สำหรับคนที่ต้องการพ้นทุกข์อย่างแท้จริงนั้นต้องรู้ให้ลึกลงไปอีกว่า กุศลที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ นั้นคือสิ่งใด เป็นการรู้ด้วย “โยนิโสมนสิการ” รู้ว่าไม่มีตัวเรามีแต่ที่ตั้งแห่งการกระทำกรรม เช่น จักขุทวารเป็นที่ตั้งให้เกิดการเห็น

เมื่อการเห็นเกิดขึ้นพร้อมสติสัมปชัญญะ นั่นก็คือ กุศล  ดังนั้น ทวารต่าง ๆก็สามารถทำให้เกิดกุศลหรือความสุขขึ้นมาได้ความสุขที่เกิดขึ้นมานี้เป็นพื้นฐานให้เกิดบรมสุขได้ต่อไป

เมื่อชีวิตเกิดขึ้นมาแล้วและยังอยู่มาถึงขณะนี้หน้าที่ของเราต่อจากนี้คือ การปรับทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิ   
ซึ่งสัมมาทิฏฐิจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่าง คือ ปรโตโฆสะ กับโยนิโสมนสิการ
หลวงพ่อท่านเปรียบองค์ประกอบทั้งสองประการนี้เสมือนหัวรถไฟฟ้าบีทีเอส  ซึ่งตัวขบวนรถที่วิ่งบนรางทุกวันนี้ไม่มีการกลับรถแต่เมื่อถึงสถานีสุดท้ายแล้วจะปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนหัวรถไฟฟ้าสลับมาอีกด้านหนึ่งเสมือนมีหัวรถจักรสองด้านที่พร้อมจะวิ่งไปในแต่ละเส้นทาง

การใช้ชีวิตตามปกติจะต้องมีปรโตโฆสะคือ กัลยาณมิตรซึ่งคนทั่วไปหมายถึงครู แต่ความหมายที่แท้จริงแล้ว คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูแต่ในวันนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงพระชนม์แล้วจึงเหลือแต่พระธรรมที่เป็นปรโตโฆสะ  ด้วยเหตุนี้ในชีวิตประจำวันของเราก็ต้องหมั่นระลึกถึงความจริง คือ พระธรรมคำสอนของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ การใช้หัวรถจักรด้านปรโตโฆสะ  ด้วยการหักห้ามยับยั้งใจไม่กระทำบาปอกุศล  และกระทำกุศลให้เกิดขึ้นบ่อย ๆเป็นการใช้หัวรถจักรที่ลากออกจากบาปที่จะกระทำให้ผิดทางแต่ลากไปในเรื่องที่ระลึกรู้ผิดชอบชั่วดี


สำหรับในการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ก็เป็นส่วนหัวรถจักรอีกด้านหนึ่งคือโยนิโสมนสิการ  ซึ่งใช้ในการกำหนดรู้ตามสภาพความเป็นจริง

หลวงพ่อท่านเคยให้หลักการมาแล้วว่า ทำไปเพื่ออะไรมีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ทำแล้วให้ผลอย่างไรและใครเป็นผู้ได้รับผลนั้น ซึ่งการระลึกในสิ่งเหล่านี้ว่าสมควรหรือไม่สมควรนี่แหละเรียกว่าเป็นปรโตโฆสะเป็นธรรมภายในที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจคำสอนเป็นการระลึกส่วนโยนิโสนมนสิการเป็นการรู้สึก

319

กระทู้

189

ตอบกลับ

9879

เครดิต

ผู้ดูแลพิเศษ

เครดิต
9879
 เจ้าของ| โพสต์ เมื่อวาน 18:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด
รถจักรสองหัวนี้จึงเป็นผู้ที่ลากเราและประคับประคองให้อยู่ในเส้นทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทาโดยมีตู้รถไฟอยู่ตรงกลาง 8 ตู้หรือโบกี้  ซึ่งก็คือมรรคทั้งแปดประการ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ(เห็นชอบ), สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ), สัมมาวาจา(พูดชอบ), สัมมากัมมันตะ (ทำการงานชอบ), สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ), สัมมาวายามะ (เพียรชอบ),สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ตั้งจิตชอบ)

Presentation1.jpg




ปรโตโฆสะ หมายถึง พระพุทธเจ้าหรือผู้แสดงพระสัทธรรมที่ถูกต้อง  ส่วนโยนิโสมนสิการ หมายถึงสัมมาทิฏฐิโดยตรง  หลวงพ่อท่านเปรียบสัมมาทิฏฐิว่าเหมือนแสงเงินแสงทองที่ฉายประกายให้เห็นก่อนที่ดวงอาทิตย์จะปรากฏที่ขอบฟ้า  สัมมาทิฏฐิเป็นบุพนิมิต เป็นประตูแห่งการตรัสรู้หรือการรู้แจ้งคือพระนิพพาน สัมมาทิฏฐิเป็นวิปัสสนาปัญญา คือ การเข้าไปเห็นโดยที่ไม่ใช่ “ เราเห็น” แต่เป็นการเห็นสันตติของรูปของนาม  ไม่ใช่เห็นการเกิดดับแต่เป็นการเห็นว่ามีความสืบต่อเห็นมีความเป็นกลุ่มเป็นก้อนของรูป ยกตัวอย่างหลอดไฟที่มีการเกิดสืบต่ออยู่ตลอดเวลา (กระพริบ 50ครั้ง/วินาที)  จึงเสมือนมีแสงไฟเกิดอยู่ตลอดเวลา


แต่ปัญญาที่เป็นโยนิโสมนสิการเป็นการเห็นทะลุทะลวงเข้าไปว่ามีการเกิดขึ้นสืบต่อกัน การที่รู้ว่าสืบต่อกันนั้นจะต้องเห็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกันระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่เป็นการเห็นที่กว้างขวางกว่าจุดเกิดหรือจุดดับและการที่เห็นการสืบต่อกันนี้เป็นการทำลายความเป็นกลุ่มก้อนหรือฆนสัญญาโดยตรง



319

กระทู้

189

ตอบกลับ

9879

เครดิต

ผู้ดูแลพิเศษ

เครดิต
9879
 เจ้าของ| โพสต์ เมื่อวาน 18:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สัมมาทิฏิฐิซึ่งเป็นบุพนิมิตนี้ให้การอุปการะแก่การปฏิบัติธรรมในหลายระดับได้แก่ กัมมัสสกตาปัญญา วิปัสสนาปัญญา และโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ

กัมมัสสกตาปัญญา เป็นปัญญาที่อุปการะต่อการรักษาศีลและบำเพ็ญทานเป็นปัญญาที่เห็นถูกในเรื่องกรรมและผลของกรรม

วิปัสสนาปัญญา เป็นปัญญาที่อุปการะต่อการละลด คลาย ถ่ายถอนอนุสัยได้ชั่วคราว (ตทังคปหาน) เพราะเป็นโลกียปัญญา

โลกุตตรสัมมาทิฏฐิเป็นปัญญาที่อุปการะต่อพระอริยบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบัน โดยก่อนที่สัมมาทิฏฐิจะประชุมครบองค์อริยมรรคจะต้องมีปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการมาก่อนซึ่งทั้งสองประการนี้เมื่อปรับเป็นหลักธรรมอันเป็นบุพนิมิตก็คือ  กัลยาณมิตร ศีลสัมปทา ฉันทสัมปทา อัตตสัมปทา ทิฏฐิสัมปทา  อัปปมาทสัมปทา และโยนิโสมนสิการ

กัลยาณมิตร  คือ ครูหรือผู้เป็นแบบอย่างที่ดี ผู้ชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้อง

ศีลสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยจาตุปาริสุทธิศีลมีความสำรวมระวังในปาฏิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีลและปัจจยสันนิสิตศีล

ฉันทสัมปทา คือความถึงพร้อมด้วยกุศลฉันทะ รักในพระนิพพาน รักการพ้นทุกข์ (นิโรธ)

อัตตสัมปทา  คือ การตั้งตนไว้พร้อมแล้วด้วยการฝึกฝน มีการพัฒนาตนเองทั้งทางกายและทางใจ

ทิฏฐิสัมปทา  คือ มีความเห็นถูกต้องมีความสำเร็จในการรักษาศีลและบำเพ็ญทานอย่างถูกต้อง

อัปปมาทสัมปทา  คือ มีสติปัญญาถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเป็นการประคองใจไม่ให้กำหนัด ไม่โกรธ ไม่มัวเมา สามารถละความทุจริตและเจริญความสุจริตได้

โยนิโสมนสิการ คือ การถึงพร้อมด้วยความรู้จริงในธรรมอันประเสริฐและตั้งอยู่ในอารมณ์ปรมัตถ์

ดังนั้น เราก็ได้รู้แล้ว เกิดมาเพื่ออะไร?  เราเกิดมาเพื่อฝึกตนเพื่อให้มีความสุขเข้าไปแทนที่ความทุกข์และมีบรมสุขเป็นเป้าหมาย และในระหว่างดำเนินชีวิตอยู่นี้ก็ต้องทำตนให้เป็นเสมือนขบวนรถไฟที่มีหัวรถจักรประกบอยู่ทั้งหัวขบวนและท้ายขบวนเพื่อให้ลากชีวิตของเราไปมาบนเส้นทางที่ควรดำเนินเมื่อต้องอยู่กับทางโลกก็ต้องใช้หัวขบวนชื่อ ปรโตโฆสะฉุดลากนำพาไปบนรางเพื่อสร้างสมกุศลทานและศีลและเมื่อฝึกหัดปฏิบัติธรรมก็ต้องใช้หัวขบวนชื่อ โยนิโสมนสิการเพื่อลากขบวนชีวิตไปเพื่อสร้างภาวนากุศลให้เจริญงอกงามจนกระทั่งบังเกิดโลกุตตรสัมมาทิฏฐิและมีบรมสุขเข้ามาแทนที่ความทุกข์ทั้งปวง.






ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|ประวัติการแบน|อภิธรรมออนไลน์

GMT+7, 2025-8-29 17:06 , Processed in 0.099492 second(s), 24 queries .

Powered by Discuz! X3.5, Rev.9

© 2001-2025 Discuz! Team.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้