แก้ไขล่าสุดโดย พี่ดอกแก้ว เมื่อ 2026-6-2 17:22
การที่จะรู้ได้นั้นต้องศึกษาเล่าเรียน ให้เกิดความเห็นถูก ซึ่งมีอธิบายอย่างละเอียดในเรื่องของ จิต เจตสิก และรูป
การศึกษาพระอภิธรรมปิฏกจึงเป็นการวางรากฐานความรู้ที่สำคัญยิ่ง
ไม่ดูไม่เห็น ถึงแม้จะเรียนมาจนเข้าใจแล้วแต่ถ้าไม่เข้าไปดู (ดูด้วยสติด้วยปัญญา) ที่ปัจจุบันอารมณ์ ก็จะไม่มีทางเห็นความจริงได้คือการเกิดดับของอายตนะภายใน - ภายนอกได้
การไม่เห็นนี้ ทำให้ประมาทในชีวิตไม่กลัวการเวียนว่ายตายเกิดจริง หรือเรียกว่ายังไม่ประจักษ์ไตรลักษณ์นั่นเอง
การรู้ของปุถุชนคนกิเลสหนาปัญญาทึบเช่นเราท่านนี้ จึงถูกครอบงำด้วยความวิปลาส และความวิปลาสนี้ทำให้ความรู้สึกนึกคิดเป็นไปด้วยความรักความชังความเพลิดเพลินใจไปกับสิ่งต่างๆ จนจมปรักในอารมณ์ ก่อกรรมให้เกิดแก่ตนมากมาย วิบากกรรมซึ่งเป็นผลจึงหมุนเวียนส่งผลร้าน - ดี ต่อชีวิตอย่างไม่มีวันหยุดลงได้
ทุกคนเดินทางกันมานานแสนนานแล้ว และไม่รู้เลยว่าการเดินทางจะไปสิ้นสุดลงเมื่อไหร่
ทุกคนผจญชะตากรรมแห่งความทุกข์มาสารพัดชนิด แก้ไข บำบัดกันตลอดมาและจะต้องตลอดไปตราบชีวิตยังมีเกิดอยู่
อาจจะกล่าวได้ว่า แต่ละคนเชื่อแต่ไม่เชื่อง
เชื่อเรื่องทุกข์ และเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่ไม่เชื่องเดินตามคำสอนสั่ง ที่ให้มีความเพียรในเส้นทางมรรค
และก้าวถึงนิโรธคือความสิ้นสุดทุกข์นั่นเอง ชอบแก้ตัวไม่ชอบแก้ไข เสมอมา
พยายามเตือนตนเองกันหน่อย ปรับปรุงใจตนให้มาก ให้เกิดความสะดุ้งกลัวในพฤติกรรมของตนเองเสียบ้าง
มองดีเก็บมาใช้ เห็นชั่วเก็บมาละ ไม่ใช่มองดีไม่เป็นมองเห็นตัวเองถูกเสมอ
เวลาที่มีอยู่จะไม่เหลือพอแก้ไขนะลูก
อย่าลืม ..ไม่มีใครช่วยเราได้ หากเราไม่ช่วยตนเอง
อัตตาหิ อัตตโน นาโถ
ด้วยความห่วง พ่อเสือ. 2/6/69
|