กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ - เว็บบอร์ด

 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ค้นหา
ดู: 58|ตอบกลับ: 5

พระนิพพานเป็นอย่างไร

[คัดลอกลิงก์]

26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812


พระนิพพานเป็นอย่างไร
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ



คำว่า นิพพาน เมื่อแยกศัพท์แล้วมี ๒ ศัพท์คือ นิ + วาน นิ แปลว่า พ้น, วาน แปลว่า ธรรมที่เป็นเครื่องร้อยรัด หมายถึง ตัณหา

เมื่อรวม ๒ ศัพท์เข้าด้วยกันแล้วเป็น นิวาน แปลว่า ธรรมที่พ้นจากเครื่องร้อยรัด หรือธรรมที่พ้นจากตัณหา ในอภิธัมมัตถสังคหบาลีแสดงว่า วาน สงฺขตาย ตณฺหาย นิกฺขนฺตตฺตา นิพฺพานํฯ แปลความว่า ธรรมชาติที่พ้นจากตัณหาเครื่องร้อยรัดนั้นเรียกว่า นิพพาน

วจนัตถะอีกนัยหนึ่งแสดงว่า วินติ สํสพฺพตีติ = วานํ แปลความว่า ธรรมชาติใดย่อมเป็นผู้เกี่ยวไว้ร้อยรัดไว้ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วาน ได้แก่ ตัณหา

วานโต นิกฺขนฺตนฺติ = นิพฺพานํ แปลความว่า ธรรมชาติใดย่อมพ้นจากความเกี่ยวโยงร้อยรัดธรรมชาตินั้นชื่อว่า นิพพาน       

อธิบายว่า บรรดาสัตว์ต่างๆ ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดในโลกนี้ล้วนมีความเกิด ความตายผ่านมาแล้วอย่างมากมายจนคำนวณนับไม่ได้เป็นอนันตชาติ และจะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกนานเท่าใดก็กำหนดไม่ได้ เหมือนอย่างที่บอกว่า ลมหายใจสิ้นสุดได้ แต่ความดีสิ้นสุดไม่ได้





26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812
 เจ้าของ| โพสต์ 2019-9-5 09:45:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด


ฉะนั้นเรามีการเกิดมาแล้วนับถอยหลังไปเป็นทศนิยมไม่รู้จบ แล้วจะต้องเกิดไปไม่มีกำหนด ที่มีความเกิดความตายสลับสับเปลี่ยนอยู่เรื่อยไปเพราะอาศัยตัณหา คือความยินดีติดใจต้องการในอารมณ์ต่างๆ นั่นเอง จึงมีการเกิดการตายหาสิ้นสุดไม่ได้ ตัณหาเป็นผู้เกี่ยวโยงร้อยรัดเข้าไว้ไม่ให้หลุดพ้นจากความเกิดความตายไปได้

ท่านเปรียบเหมือนหนึ่งช่างเย็บผ้าที่นำผ้าหลายชิ้นมาเย็บให้ติดๆ กันฉันใด ตัณหาก็เปรียบเหมือนช่างเย็บผ้า ส่วนสัตว์ในภพเก่ากับภพใหม่เหมือนผ้าถูกช่างเย็บคือตัณหา เย็บติดต่อกันเรื่อยไปด้วยเหตุนี้ตัณหาจึงชื่อว่า วาน

สำหรับพระนิพพาน เป็นธรรมชาติที่พ้นจากตัณหาไปแล้วจึงได้ชื่อว่า นิวาน เช่นเดียวกับพระอรหันต์ทั้งหลายที่ได้ชื่อว่า พระขีณาสพ

ซึ่งคำว่า ขีณาสพ นี้ เมื่อแยกศัพท์แล้วได้ ๒ ศัพท์ คือ ขีณ + อาสว = ขีณาสพ ขีณ แปลว่า หมดสิ้น อาสว แปลว่า ธรรมที่หมักดอง หรือธรรมที่ไหลไปได้ใน ๓๑ ภูมิ ได้แก่ โลภะ ทิฏฐิ โมหะ อาสวะ จึงเป็นชื่อของกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ของไม่ดี เมื่อเติมคำว่า ขีณ กลับเป็นสิ่งที่ดีไป หมายถึง สิ้น อาสวกิเลส ซึ่งว่าโดยบุคคลแล้ว ได้แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น ในวิสุทธิมรรคอรรถกถา แสดงลักษณะของพระนิพพานว่า

ตยิทํ สนฺติลกฺขณํ แปลความว่า นิพพานมีความสุขที่พ้นจากกิเลสเป็นลักษณะ

26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812
 เจ้าของ| โพสต์ 2019-9-5 09:46:43 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ความสุขของพระนิพพานนั้นไม่ใช่เป็นความสุขที่ได้รับจากการเสวยอารมณ์ ความสุขที่เกิดจากความสบายกาย สบายใจ เรียกว่า เวทยิตสุข คือ ความสุขที่เกิดจากการเสพอารมณ์

ฉะนั้นตามความหมายของความสุขจึงมี ๒ ประการ คือ

๑.เวทยิตสุข ได้แก่ สุขจากเวทนา การเสวยอารมณ์ เช่น กินข้าวอร่อย ดูหนังฟังเพลง มีเงินเยอะหมดหนี้หมดสิน

๒.สันติสุข ได้แก่ สุขที่เกิดจากการพ้นกิเลส คือ สุขที่ไม่มีกิเลสเกิด อันเป็นนิโรธสัจจะ ได้แก่ ความสุขที่เป็นความพ้นทุกข์ พ้นจากตัณหา

พระนิพพาน มีการแสดงไว้เป็นหลายนัยด้วยกัน มี ๑ ประเภทบ้าง ๒ ประเภทบ้าง หรือ ๓ ประเภทบ้าง ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้

นิพพานมี ๑ ประเภท

โดยสภาวะลักษณะ นิพพานมีประเภทเดียวคือ สันติลักษณะ หมายถึง ความสงบจากกิเลสและขันธ์ ๕ ทั้งหลาย เพราะพระนิพพานนั้นไม่เหมือนกับวัตถุสิ่งของที่มีสิ่งเดียว แต่มีผู้ใช้หลายคนจะใช้สิ่งของนั้นๆ พร้อมกันไม่ได้ ต้องผลัดกันใช้ทีละคน พระนิพพานหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อปรินิพพานแล้วย่อมเข้าถึงสันติสุขด้วยกันทั้งสิ้นคือ พ้นจากความเกิดและความตาย หรือความดับสิ้นไปของตัณหาโดยเด็ดขาดและแน่นอน ดังคำว่า ใครทำ ใครได้ ใครพบ ใครพ้น



26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812
 เจ้าของ| โพสต์ 2019-9-5 09:48:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด


นิพพานมี ๒ ประเภท

นิพพาน เมื่อกล่าวโดยปริยายแห่งเหตุ (การณูปจารนัย) แล้วมี ๒ ประเภทคือสอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสนิพพาน

๑.สอุปาทิเสสนิพพาน ได้แก่ นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์ ๕ คือยังมีขันธ์ ๕ อยู่และได้พระนิพพานด้วย คือ พระโสดาบันที่มีชีวิตอยู่ พระสกทาคามีที่มีชีวิตอยู่ พระอนาคามีที่มีชีวิตอยู่ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ เช่น พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ตอนที่ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังโปรดสัตว์อยู่ แต่เป็นอนุปาทานขันธ์ ไม่เป็นอุปาทานขันธ์แล้ว

สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์ ๕ ได้แก่ วิบากและกรรมชรูปที่เหลือจากกิเลสทั้งหลายที่ประหาณลงได้ด้วยอรหัตตมรรคญาณแล้ว ได้แก่ นิพพานของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ดังวจนัตถะแสดงว่า       

๑.๑ กมฺมกิเลเสหิ อุปาทิยตีติ = อุปาทิ (วา) อารมฺมณกรณวเสน ตณฺหาทิฏฺฐีหิ อุปาทิยตีติ = อุปาทิ แปลความว่า กรรมกิเลสเหล่านี้ย่อมยึดถือเอาขันธ์ ๕ คือ วิบากและกรรมชรูปว่าเป็นของเรา ฉะนั้นขันธ์ ๕ คือวิบากและกรรมชรุปนี้ ชื่อว่า อุปาทิ หรืออีกนัยหนึ่งแปลความว่า ตัณหาและทิฏฐิเหล่านี้ย่อมยึดถือเอาขันธ์ ๕ คือ วิบากและกรรมชรูปโดยกระทำให้เป็นอารมณ์ของเรา ฉะนั้นขันธ์ ๕ คือวิบากและกรรมชรุป ชื่อว่า อุปาทิ

๑.๒ นิสฺสติ อวสิสฺสตีติ = เสโส อุปาทิ จ เสโส จาติ = อุปาทิเสโส แปลความว่า ขันธ์ ๕ คือวิบากและกรรมชรูป ชื่อว่า เสสะ เพราะเป็นส่วนที่เหลือจากกิเลสที่ถูกประหานแล้ว ขันธ์ ๕ คือวิบากและกรรมชรูป ชื่อว่า อุปาทิ ด้วย ชื่อว่า เสสะ ด้วย เพราะถูกกรรมและกิเลสยึดถือเอาว่าเป็นของเรา หรือถูกตัณหาและทิฏฐิยึดถือเอาโดยการกระทำให้เป็นอารมณ์และเป็นธรรมที่ยังเหลืออยู่จากกิเลส ฉะนั้นขันธ์ ๕ คือวิบากและกรรมชรูป เหล่านี้ชื่อว่า อุปาทิเสส

หมายความว่า วิบากและกรรมชรูปที่วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏเหล่านี้ ย่อมมีการเกิดเกี่ยวเนื่องกับกิเลสอยู่เสมอ ครั้นเมื่ออรหัตตมรรคประหานกิเลสทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว แต่วิบากและกรรมชรูป ซึ่งเป็นผลของกิเลสนั้นยังหลงเหลืออยู่ ฉะนั้น วิบากและกรรมชรูปนี้แหละจึงได้ชื่อว่า อุปาทิเสส เมื่อว่าโดยบุคคลาธิษฐานแล้วก็ได้แก่ พระอรหันต์ที่ยังมีร่างกายและชีวิตอยู่นั่นเอง

๑.๓ สห อุปาทิเสเสน ยา วตฺตตีติ = สอุปาทิเสสา แปลว่า นิพพานใดย่อมเกิดพร้อมด้วยวิบากและกรรมชรูปที่เหลือจากกิเลสทั้งหลายนั้น นิพพานนั้นชื่อว่า สอุปาทิเสส ได้แก่ นิพพานของพระอรหันต์ทั้งหลายที่เข้าไปรู้แจ้งโดยความเป็นอารมณ์

ที่ว่า นิพพานที่เกิดพร้อมด้วยวิบากและกรรมชรูปนั้นไม่เหมือนกับจิตที่เกิดพร้อมกับเจตสิก มุ่งหมายเอาวิบากและกรรมชรูปที่ยังเหลืออยู่นั้น เป็นเหตุให้รู้ถึงพระนิพพาน

26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812
 เจ้าของ| โพสต์ 2019-9-5 09:50:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด


๒. อนุปาทิเสสนิพพาน ได้แก่ นิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕ เป็นพระอรหันต์แล้ว ดับขันธปรินิพพานด้วย หมดจากการมีขันธ์แล้ว

อนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง นิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕ คือวิบากและกรรมชรูปที่เหลืออยู่ ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์ที่ปรินิพพานแล้ว มีวจนัตถะแสดงว่า

นตฺถิ อุปาทิเสโส ยสฺสาติ = อนุปาทิเสโส แปลความว่า ขันธ์ ๕ คือวิบากและกรรมชรูปที่เหลือไม่มีแก่นิพพานใด ฉะนั้นนิพพานนั้นชื่อว่า อนุปาทิเสส

ในปรมัตถทีปนีฏีกา แสดงว่า จุติ อนนฺตเร ขนฺธานํอนุปฺปาโท อนุปาทิเสส นามฯ แปลความว่า สภาพที่ไม่เกิดขึ้นซึ่งขันธ์หลังการดับของพระอรหันต์นั้นชื่อว่า อนุปปาทิเสสนิพพาน

การแสดงนิพพานมี ๒ ประเภท ที่แสดงโดยการณูปจารนัย คือโดยปริยายแห่งเหตุนี้ หมายความว่า วิบากและกรรมชรูปที่ยังเหลืออยู่ และไม่มีเหลืออยู่ทั้ง ๒ ประเภทนี้ เป็นเหตุให้รู้ถึงสภาวะของพระนิพพาน ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงแสดงนิพพานมี ๒ ประเภท ตามเหตุดังกล่าวแล้วนั้น เป็นการแสดงโดยปริยาย

26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812
 เจ้าของ| โพสต์ 2019-9-5 09:55:08 | ดูโพสต์ทั้งหมด
นิพพานมี ๓ ประเภท

นิพพานนั้น เมื่อกล่าวโดยอาการเข้าถึงหรือโดยอาการเป็นไปแล้วมี ๓ ประการ คือ

๑.อนิมิตตนิพพาน หมายถึง ภาวะของนิพพานนั้นไม่มีนิมิตเครื่องหมาย รูปร่าง สัณฐาน สีสันวรรณะอย่างใด ไม่มีเมืองแก้วเมืองสวรรค์

ในปรมัตถทีปนีฏีกาแสดงว่า กิเลสานํ ชรามรณา ทีนญฺจ วตฺถุถูตสฺส นิมิตฺตสฺส อภาวา อนิมิตฺโต นามฯ แปลความว่า การสงัดจากนิมิตอารมณ์ที่ยังให้เกิดกิเลสหรือชรามรณธรรม เป็นต้นนั้นชื่อว่า อนิมิตตนิพพาน

หมายความว่า พระโยคาวจรผู้เจริญวิปัสสนานั้น ย่อมเห็นการเกิดดับแห่งรูปนาม โดยความเป็นไตรลักษณ์ก่อนเห็นแจ้งพระนิพพาน นับตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สัมมสนญาณ ก็สามารถเห็นไตรลักษณ์อย่างอ่อนๆ เห็นการเกิดดับของรูปนาม และผู้รู้ดับด้วย เปิดประตูแล้วให้เห็นไตรลักษณ์ จนกระทั่งถึงวิปัสสนาญาณ ๙ จึงจะสามารถเห็นทางออกทางอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตา

ถ้าการเห็นไตรลักษณ์ของพระโยคาวจรนั้น เห็นโดยความไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง ปราศจากนิมิตเครื่องหมายในอารมณ์วิปัสสนานั้น และเพ่งอารมณ์โดยความเป็นอนิจจังต่อไปจนบรรลุมรรคผลมีนิพพานเป็นอารมณ์ นิพพานเป็นอารมณ์และพระโยคาวจรผู้เห็นโดยความเป็นอนิจจังนั้นชื่อว่า อนิมิตตนิพพาน และผู้ที่จะมีอนิมิตตนิพพานเป็นอารมณ์นี้ ต้องอาศัยบุญญาธิการแต่ชาติปางก่อนอบรมไว้แรงด้วยศีล

ธรรมดาอารมณ์ของผู้เจริญวิปัสสนานั้น ย่อมมีรูปนามเป็นอารมณ์ และรูปคือรูปขันธ์นั้นย่อมมีรูปกลาปเกิดร่วมกันอยู่ ฉะนั้นรูปร่างสีสันวรรณะจึงปรากฏได้ ส่วนนามคือนามขันธ์ ๔ มีจิตและเจตสิกเกิดร่วมกัน แม้รูปร่างสัณฐาน สีสันวรรณะจะไม่ปรากฏเหมือนรูปขันธ์ก็จริง

แต่ความเกิดดับสืบต่อของนามขันธ์ทั้ง ๔ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าและปรจิตตวิชานนอภิญญาลาภีบุคคลทั้งหลาย ย่อมกำหนดรู้เห็นได้ด้วยสามารถแห่งปัญญาคล้ายกับว่า นามขันธ์ ๔ เหล่านี้มีรูปร่างสัณฐาน ฉะนั้นจึงยังมีนิมิตเครื่องหมายสำหรับความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น ไม่เป็นเช่นรูปนามนั้นแต่ประการใดเลย จึงได้ชื่อว่า อนิมิตตนิพพาน



ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|อุปกรณ์พกพา|ข้อความล้วน|อภิธรรมออนไลน์

GMT+7, 2019-11-12 09:54 , Processed in 0.027180 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X3.4

© 2001-2013 Comsenz Inc. . สนับสนุนทางเทคนิคโดย Xtreme Design.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้