มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความยินดีติดใจทำให้กิเลสเจริญงอกงามได้อย่างไร




วัตถุกาม เป็นสิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาก็มี เป็นสิ่งที่มวลมนุษย์สร้างขึ้นมาเองก็มี เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปที่มนุษย์ได้สัมผัสทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ถ้าจะเรียกตามนักปรัชญา คือ สิ่งที่เป็นสสารทั้งหมดนั่นแหละ คือ วัตถุกาม สสาร คือ ทุกสิ่งที่กินที่มีน้ำหนัก วัตถุกามเป็นสิ่งที่อยู่ตามธรรมชาติ การที่จะไปห้ามไม่ให้มีวัตถุกามในโลกนี้ไม่ได้ เพราะวัตถุต่าง ๆ ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาบนโลกหรือจักรวาลนี้ ได้สร้างความสมดุลย์แก่โลก ถือว่าเป็นการสร้างระบบนิเวศน์วิทยาให้ดีและมีความเหมาะสม และเป็นกลไกที่เป็นไปตามธรรมชาติ

แต่ว่าวัตถุกามที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นมา ถ้าหากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่มนุษย์เอง หรือแม้แต่สิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมา มนุษย์เองก็ได้นำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น รถยนต์ ไฟฟ้า บ้าน โทรทัศน์ พัดลม เป็นต้น เพื่อให้ตนเองนั้นมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และอยากได้มากเสพเสวยมากขึ้นตามลำดับ จึงมีการแข่งขันกันในการแสวงหาวัตถุที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ตนมากขึ้น

ส่วนกิเลสกาม มีราคะ ความกำหนัด อรติ ความยินดี อสันตุฏฐิ ความไม่รู้จักพอเป็นต้น ซึ่งแฝงเร้นอยู่ในจิตก็แสดงออกมาทางกาย เช่น ถ้าชอบใจ ก็อยากได้มาครอบครอง ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่อยากได้ เกลียดชัง เป็นต้น เหมือนฝุ่นที่ตกตะกอนอยู่ใต้บ่อน้ำ มองดูจะเห็นว่าน้ำในบ่อนั้นใสสะอาด แต่เมื่อเอาไม้ไปคนลงในบ่อนั้น ฝุ่นที่อยู่ใต้บ่อก็จะลอยขึ้นมา ทำให้น้ำในบ่อดูเหมือนใสสะอาดนั้น ก็จะขุ่นขึ้นมาทันที

พระพุทธเจ้าเอง ได้ทรงเปล่งพุทธอุทานออกมา เมื่อได้ฟังการกราบทูลของพวกภิกษุเกี่ยวกับเรื่องที่นักเลง ๒ พวก แย่งหญิงแพศยากัน ในคณิกาสูตรว่า

เบญจกามคุณ ที่บุคคลถึงแล้วและที่บุคคลจะพึงถึงทั้งสองนี้ เกลื่อนกล่นแล้วด้วยธุลี คือ ราคะ แต่บุคคลผู้เร่าร้อน สำเหนียกตามอยู่ อนึ่ง การศึกษาอันเป็นสาระ คือ ศีล พรต พรหมจรรย์ การอุปัฏฐากอันเป็นสาระ นี้เป็นส่วนสุดท้ายที่ ๑ อนึ่ง การประกอบตนพัวพันด้วยความสุขในกามของบุคคลผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มี นี้เป็นที่ส่วนสุดที่ ๒ ส่วนสุดทั้งสองนี้เป็นที่เจริญแห่งตัณหา และอวิชชาอย่างนี้ ตัณหาและอวิชชา ย่อมยังทิฏฐิให้เจริญ สมณพราหมณ์ไม่รู้ส่วนสุดทั้งสองนั้น ย่อมจมอยู่ (ในสงสารด้านอำนาจอันถือมั่น สัสสตทิฐิ) สมณพรามหณ์ บางพวกย่อมแล่นไป ด้านการถือมั่นอุจเฉททิฐิ

ส่วนท่านผู้ที่รู้ส่วนสุดทั้งสองนั้นแล้ว เป็นผู้ไม่ตกไปในส่วนสุดทั้งสองแล้ว เป็นผู้ไม่ตกไปในส่วนสุดทั้งสองนั้น และได้สำคัญด้วยการละส่วนสุดทั้งสองนั้น วัฏฏะของท่านผู้ที่ดับไม่มีเชื้อเหล่านั้นย่อมไม่มีเพื่อจะบัญญัติ

โดย ธีรวัส [15 ธ.ค. 2549 , 18:55:52 น.] ( IP = 58.9.138.102 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

จากพระอุทานนี้ จะเห็นได้ว่า กามนั้นทำให้กิเลส มีราคะ ตัณหา อวิชชาและทิฐิ เจริญ โดยพระพุทธเจ้าทรงชี้ไปที่บุคคลผู้ที่ได้บริโภคหรือเสพเสวยกามคุณ ๕ แล้ว หรือกำลังจะได้รับการเสพเสวยกามคุณ ๕ นั้นว่าเป็นผู้มากไปด้วยความกำหนัด รักใคร่ มากไปด้วยความอยากได้กามคุณ ๕ มาสนองความต้องการ แล้วทรงแสดงที่สุด ๒ อย่าง ซึ่งเป็นที่เจริญของตัณหาและอวิชชา นั่นก็คือ การศึกษาอันเป็นสาระ คือ ศีล พรต ชีวิตพรหมจรรย์ การอุปัฏฐากอันเป็นสาระ โดยการยึดถือปฏิบัติให้ตนลำบากเคร่งครัดเกินไป และการประกอบตนพัวพันด้วยความสุขในกามของบุคคลที่เข้าใจว่า โทษของกามไม่มี ทั้งสองพวกนี้ ถูกตัณหา และอวิชชาครอบงำ ยากแก่การถ่ายถอน

ธรรมดามนุษย์ผู้มีกิเลสกามเจริญอยู่ในจิต ความคิดปรารถนาที่อยากมีวัตถุกามก็เพิ่มมากขึ้น ขึ้นชื่อว่าความปรารถนาจะสำเร็จสมความปรารถนาทุกครั้งไป คงจะเป็นไปไม่ได้ สมปรารถนาในวัตถุกามที่หวังไว้บ้าง ไม่สมปรารถนาบ้าง มีความสุขเมื่อสมปรารถนา มีทุกข์เมื่อไม่สมปรารถนา ดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ในกามสูตรว่า

ถ้าว่า วัตถุกามจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนาอยู่ไซร้ สัตว์ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้มีใจเอิบอิ่มแน่แท้ ถ้าเมื่อสัตว์นั้นปรารถนาอยู่ เกิดความอยากได้แล้ว กามเหล่านั้นย่อมเสื่อมไปไซร้ สัตว์นั้นย่อมย่อยยับเหมือนลูกศรแทง

ฉะนั้น ผู้ใดงดเว้นกามทั้งหลาย เหมือนอย่างบุคคลเว้นศีรษะงูด้วยเท้าของตน ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมก้าวล่วงตัณหาในโลกนี้ได้ นรชนใด ย่อมยินดีกามเป็นอันมาก คือ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกร เหล่าสตรี และพวกพ้อง กิเลสทั้งหลายอันมีกำลังน้อย ย่อมครอบงำย่ำยีนรชนนั้นได้ อันตรายทั้งหลายย่อมย่ำยีนรชนนั้น แต่นั้นทุกข์ย่อมติดตามนรชนผู้ถูกอันตรายครอบงำ เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว ฉะนั้น

เพราะฉะนั้น สัตว์พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ งดเว้นกามทั้งหลายเสีย สัตว์ละกามนั้นแล้ว พึงข้ามโอฆะได้เหมือนบุรุษวิดน้ำในเรือแล้วพึงไปถึงฝั่ง ฉะนั้น

โดย ธีรวัส [15 ธ.ค. 2549 , 19:01:05 น.] ( IP = 58.9.138.102 : : )


  สลักธรรม 2

จากพระดำรัสนี้ แสดงให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงของบุคคลผู้ที่ถูกกิเลสครอบงำ เมื่อปรารถนาอยากได้วัตถุกามใด ความปรารถนานั้นสำเร็จ ได้วัตถุกามที่ตนปรารถนานั้น ก็ย่อมมีความเอิบอิ่มใจ ดีใจ แต่ถ้าหากปรารถนาวัตถุกามใดแล้ว ไม่สมความปรารถนา คือ ไม่ได้วัตถุกามที่ปรารถนาไว้นั้น ย่อมมีความเสียใจตามมา เพราะการดำเนินชีวิตของบุคคลผู้อยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลส ขาดความเป็นเอกภาพในด้านต่าง ๆ การตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็มีแรงจูงใจ หรือแรงผลักดันมากจากกิเลสกาม เช่น การปล้น เพราะอยากได้ของเขา พูดเท็จในศาล เพราะสินบนที่เขาให้มา ข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาว เพราะเห็นว่า หญิงสาวนั้นสวย อยากได้มาเป็นคู่ครองหรือเป็นอย่างอื่น เป็นต้น

และพระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ถ้าบุคคลมีจิตอยู่ใต้อำนาจของกิเลสมีราคะ เป็นต้น จิตนั้นก็ปรารถนาอยากมี อยากดี อยากเด่นในกามคุณอย่างลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยากที่จะละกามคุณนั้นได้ดังที่ทรงตรัสไว้ในคุหัฏฐกสูตรว่า ...

นรชน ผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือกาย ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้แล้ว ดำรงอยู่ด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น หยั่งลงในคุณเครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง นรชนผู้เห็นป่านนั้นแล เป็นผู้ไกลจากวิเวก เพราะว่ากามคุณทั้งหลายในโลก ไม่ใช่ละได้ง่ายเลย กามคุณทั้งหลายมีความปรารถนาเป็นเหตุ เนื่องด้วยความยินดีในภพ เปลื้องออกได้โดยยาก คนอื่นจะเปลื้องออกให้ไม่ได้เลย นรชนผู้หวังกามในอนาคตบ้าง ในอดีตบ้าง คร่ำครวญถึงกามที่เคยมีมาแล้วบ้าง อันตนเปลื้องได้ยาก และคนอื่นก็เปลื้องให้ไม่ได้

และพระอุทานในกามสูตรที่ว่า ...สัตว์ทั้งหลายผู้มืดมนเพราะกาม ถูกตัณหาซึ่งเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้แล้ว ถูกเครื่องมุง คือตัณหาปกปิดไว้แล้ว ถูกกิเลสมารและเทวปุตตมาร ผูกพันไว้แล้ว ย่อมไปสู่ชราและมรณะ เหมือนปลาที่ปากไซ เหมือนลูกโคที่ยังดื่มนมไปตามแม่โค ฉะนั้นกิเลสที่เจริญพอกพูนอยู่ในจิต ทำจิตให้ลุ่มหลงอยู่กับกามคุณซึ่งธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมา และที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจากธรรมชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย ตามความต้องการของมนุษย์ ยากที่ตนจะเปลื้องออกไปจากจิต ยิ่งถ้าไม่คิดที่จะหาวิธีละกามคุณนั้นแล้ว กิเลส มีราคะ ตัณหา อวิชชา อสันตุฏฐิ อรติ เป็นต้น ย่อมเจริญมากขึ้น พอกพูนหนายิ่งขึ้น ย่อมไปสู่ชราและมรณะได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมีความเห็นอีกแง่มุมหนึ่งของกามว่า กามนั้นทำให้กิเลสเจริญงอกงาม และทรงให้ละกามนั้นเสีย กิเลสจะได้ลดน้อยลง และหมดสิ้นไปในที่สุด

ขุ.สุ. ๒๕/๔๐๙/๔๘๕.
ขุ.สุ. ๒๕/๑๔๙/๑๙๙-๒๐๐.



โดย ธีรวัส [15 ธ.ค. 2549 , 19:06:13 น.] ( IP = 58.9.138.102 : : )


  สลักธรรม 3

ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องดีที่มีประโยชน์ครับผม


โดย เทพธรรม [15 ธ.ค. 2549 , 19:21:52 น.] ( IP = 58.9.138.102 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org