มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๙)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๙)


ตอนที่ ๘


อินทรีย์ ๕ - พละ ๕

ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
อินทรีย์ ๕ และพละ ๕ จึงเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะเมื่ออินทรีย์มีการปรับให้พอดี
ก็จะมีกำลังแก่กล้าปรีชามากขึ้น
ญาณปัญญาจึงจะเกิดขึ้นตามลำดับ



สิตางศุ์รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้ช่วยงานของพ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสัญญาที่จะช่วยท่านเดินเคาะประตูบ้านเพื่อเชักชวนเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายให้ออกมาศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตนั้น

บัดนี้เธอได้ทำตามคำมั่นนั้นแล้ว แม้ว่าเธอจะต้องรู้สึกว้าเหว่ที่ต้องเดินไปตามลำพังอย่างเดียวดายแต่เธอก็ภูมิใจเพราะนอกจากการให้ความเห็นถูกแล้ว เธอยังได้แก้ปัญหาในการเดินทางถูกให้กับเขาเหล่านั้นด้วย

“อาจารย์ขา หนูรู้สึกว่าตัวเองปฏิบัติวิปัสสนามาก็หลายปีแล้ว แต่ทำไมไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย การปฏิบัติของหนูดูเหมือนยังล้าหลังอยู่”

สมาชิกคนหนึ่งตั้งคำถามขึ้นมา หลังจากที่ออกจากห้องปฏิบัติมาเพียงไม่กี่วัน คำพูดที่ได้รับฟังทำให้สิตางศุ์ต้องรีบขัดขึ้นมาว่า

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ธ.ค. 2549 , 00:07:49 น.] ( IP = 58.9.91.32 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


“ขอโทษนะคะคุณ ห้ามคิดอย่างนี้เด็ดขาด ห้ามคิดว่าหนทางที่เราปฏิบัติอยู่นี้ไม่ใช่ การพูดเช่นนี้เป็นการหมิ่นประมาทพระวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นการทำลายศรัทธาของอินทรีย์ อันเป็นความเชื่อที่เราเคยมีมาว่าหนทางนี้เป็นทางสู่ความพ้นทุกข์ และยังเป็นการตัดศรัทธาพละของตนเองอีกด้วย

คุณฟังให้ดีนะ.... เวลาที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นี้อุปมาเหมือนต้นไม้นอกฤดูกาล เช่นต้นมะม่วง ซึ่งเมื่อยังไม่ถึงเวลา ยังไงๆ มันก็ไม่ออกลูก แต่เรามีหน้าที่รักษาดูแลสภาพความเป็นไม้ยืนต้นไว้ให้ดี รดน้ำพรวนดินอย่าให้มันเฉาตายไปซะก่อน คุณเองก็ศึกษาพระอภิธรรมมามาก เข้าปฏิบัติก็หลายครั้ง หากเปรียบไปก็เจริญขึ้นมาเป็นต้นมะม่วงแล้ว ก็อย่าเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นต้นไม้เลื้อย ซึ่งไม่มีทางที่จะให้ลูกมะม่วงได้ แต่ตอนนี้อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่จะออกลูกเท่านั้นเอง

ในเมื่อพระคัมภีร์ท่านกล่าวเอาไว้ว่า สติปัฏฐานคือ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นทางสายเดียวที่จะพาเราสู่ความพ้นทุกข์ ก็จงมั่นใจเลยว่า ทางสายนี้ เป็นทางเดียวเท่านั้นที่เราจะต้องเดินไป แต่ที่เรายังไม่ได้ผลก็เพราะเหตุที่เราสร้างยังไม่พอ หรือยังไม่ถึงเวลา สรุปก็คือเหตุปัจจัยมันยังไม่พรั่งพร้อม แต่ถ้าเมื่อใดที่เหตุปัจจัยพรั่งพร้อมผลย่อมพรั่งพรูเอง ฉะนั้นเราต้องทำตนให้มั่นคงเป็นเหมือนไม้ยืนต้น อย่าหวั่นไหวเลื้อยไหลเหมือนไม้ล้มลุก”

“แต่หนูเข้าปฏิบัติทีไร ตามปัจจุบันไม่ทัน เลยรู้สึกหงุดหงิดค่ะ และเป็นอย่างนี้บ่อยๆ”

“ที่บอกว่าตามปัจจุบันไม่ทันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา....คุณเองก็เคยเรียนเรื่องอินทรีย์ และพละมาแล้วไม่ใช่หรือ”

“หนูลืมไปแล้วค่ะ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ธ.ค. 2549 , 00:09:26 น.] ( IP = 58.9.91.32 : : )


  สลักธรรม 2


“ถ้าอย่างนั้น อาจารย์จะทบทวนให้ฟังอีกครั้งนะ … ทั้งอินทรีย์และพละนี้ต่างมีองค์ประกอบอยู่ ๕ ประการ คุณพอจะจำได้ไหมว่ามีอะไรบ้าง”

“อ๋อ…มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ค่ะ”

“ถูกต้องค่ะ ธรรมทั้ง ๕ นี้มีชื่อเรียกว่า อินทรีย์ เพราะหมายถึงธรรมที่เป็นใหญ่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ในบางครั้งก็เรียกว่า พละ เพราะเป็นเสมือนกำลังพล ๕ กองทัพที่คอยหนุนอินทรีย์ให้ มีกำลังที่จะสู้รบกับกิเลสขึ้นมาใหม่ เพราะถ้าปฏิบัติไปนานๆ อำนาจของอินทรีย์ ๕ ก็อาจลดน้อยถอยลง ซึ่งผู้ปฏิบัติก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่เรียกว่า พละ ได้แก่

๑. ศรัทธา คือความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า มุ่งหน้าที่จะปฏิบัติบำเพ็ญวิปัสสนาธุระเพื่อให้ได้มาซึ่งมรรคผล ซึ่งองค์ธรรมได้แก่ สัทธาเจตสิก ศรัทธานี้มีหน้าที่ทำลายอสัทธิยะ คือความไม่เชื่อให้หมดไป

๒. วิริยะ คือ ความองอาจกล้าหาญอย่างแรงกล้าที่จะพากเพียรปฏิบัติวิปัสสนา โดยไม่มีความย่อท้อ สะดุ้งกลัวหรือหวาดเกรงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เพียงเพื่อได้มาซึ่งมรรคผลนิพพาน ซึ่งองค์ธรรมได้แก่ วิริยะเจตสิก เมื่อวิริยะเกิดขึ้น โกสัชชะ คือความเกียจคร้าน ก็จะถูกทำลายให้หมดไป

๓. สติ คือความระลึกได้อย่างถูกต้องที่เป็นไปกับนามรูปไม่ขาดสายติดต่อกัน จนกระทั่งปรากฏเด่นชัดเป็นพิเศษ ความพิเศษนี้เพื่อกำจัดกิเลสร้ายที่ไม่ให้มาเพื่อจะได้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน อำนาจของสตินี้จะประหาร ปมาทะ คือความประมาท โดยเฉพาะสติพละนี้ยิ่งเพิ่มพูนมากเท่าไรยิ่งจะให้ผลดีต่อผู้ปฏิบัติเท่านั้น องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ธ.ค. 2549 , 00:10:18 น.] ( IP = 58.9.91.32 : : )


  สลักธรรม 3


๔. สมาธิ คือความสงบตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ของวิปัสสนาที่กำลังกำหนด ด้วยเจตนาเพื่อให้ได้มาซึ่งมรรคผลนิพพาน อำนาจของสมาธิประหาร ๒ ตัว คือ วิเขปะ ความซัดซ่าย ไม่หยุดนิ่งแห่งจิต และอุธัจจะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต องค์ธรรมของสมาธิได้แก่ เอกัคตาเจตสิก

๕. ปัญญาพละ คือการกำหนดรู้แจ้งสอดส่องในธรรมปฏิบัติอย่างแรงกล้าเป็นพิเศษเพื่อจะทำลายกิเลสอันเป็นอริร้ายโดยไม่มีความย่อท้อเบื่อหน่ายหรือสะดุ้งกลัวหวั่นไหว เพื่อบรรลุซึ่งมรรคผลนิพพาน อำนาจของปัญญาประหารโมหะอวิชชานั้นให้ออกไป องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก

แต่คุณต้องทำความเข้าใจด้วยนะว่าศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่กล่าวมานี้เราไม่มีทางรู้เลยว่า วันนี้อินทรีย์ข้อใดจะมีมากหรือน้อย แต่โดยทั่วๆไปแล้ว ตอนแรกที่เราเข้าไปปฏิบัติแทบทุกรายศรัทธาจะมีมาก ศรัทธานำหน้าไปเข้าห้องปฏิบัติไปเลย แล้วมีความเพียรขยันที่จะปฏิบัติมาก อารมณ์ใดเกิดขึ้นจะรีบกำหนด บางท่านกำหนดซะเหนื่อยไปเลย

นอกจากนี้สติก็ยังมากเพราะผู้ปฏิบัติจะคอยระวังตัวเป็นพิเศษ ในขณะที่สมาธิ กับปัญญามักจะเกิดขึ้นน้อย โดยเฉพาะเมื่อเข้าปฏิบัติใหม่ๆ ผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันรูป-ปัจจุบันนามได้ ความฟุ้งซ่านย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ท่านจึงบอกว่าผู้ปฏิบัติต้องปรับอินทรีย์ให้เท่ากัน.....”

“แล้วจะปรับให้เท่ากันได้อย่างไรคะอาจารย์”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ธ.ค. 2549 , 00:12:53 น.] ( IP = 58.9.91.32 : : )


  สลักธรรม 4


“นี่ไง พอกล่าวคำนี้ หลายๆ คนก็สงสัยว่าแล้วจะปรับอย่างไร ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ปฏิบัติเลย แต่เป็นหน้าที่ของอาจารย์ผู้สอบอารมณ์มาช่วยแก้ให้ หรือไม่อินทรีย์เขาจะทำหน้าที่ปรับกันเอง

หน้าที่ของโยคาวจรหรือผู้ปฏิบัตินั้นมีเพียงแค่ ตรงดิ่งแห่งการมอง คือ พยายามอยู่กับปัจจุบัน และเรียกชื่อให้ถูกต้อง คือรู้ว่าเป็นรูปอะไร หรือเป็นนามอะไร เท่านั้น

ขอให้รู้แต่เพียงว่าพอปฏิบัติไปๆ แล้ว หากเผลอตกไปจากอารมณ์วิปัสสนา ก็แสดงว่าขณะนั้นอินทรีย์อ่อนลงแล้ว ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ เจตนาที่เริ่มต้นใหม่นั่นแหละเป็นการเพิ่มพละธรรมเข้าไปเอง ....

เช่นขณะที่นั่งอยู่ พอปฏิบัติไปสักพักแล้วเริ่มฟุ้งไป ก็ให้กลับมาเริ่มต้นที่รูปนั่งใหม่ พอรูปนั่งกลับมาวิริยะก็กลับมาแล้ว พอวิริยะกลับมาท่านก็ดึงสมาธิของท่านกลับมาทำหน้าที่ปรุงกันเองในตอนนั้น ซึ่งมิใช่หน้าที่ของเรา

ฉะนั้น ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอินทรีย์ ๕ และพละ ๕ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่ออินทรีย์มีการปรับให้พอดีก็จะมีกำลังแก่กล้าปรีชามากขึ้น ญาณปัญญาจึงจะเกิดขึ้นตามลำดับ แต่คุณต้องเข้าใจนะว่า ต้องมีเหตุปัจจัยพร้อม ผลจึงจะเกิดขึ้น

...แต่ตอนนี้อาจารย์ขอถามก่อนว่าเวลาที่คุณเข้าปฏิบัตินั้น คุณทำอะไรบ้าง”

“หนูก็พยายามปฏิบัติให้มากที่สุด ใช้เวลาที่มีอยู่น้อยให้คุ้มกับที่ได้ลางาน หนูจึงพยายามคอยสังเกตอิริยาบถตลอดเวลาเพื่อดูทุกข์ที่เกิดขึ้น แล้วจึงค่อยแก้ไข”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ธ.ค. 2549 , 00:14:44 น.] ( IP = 58.9.91.32 : : )


  สลักธรรม 5


“แล้วเวลารับประทานอาหาร อาบน้ำ ซักผ้าล่ะ คุณปฏิบัติอย่างไร”

“หนูก็รีบๆ ทำ แล้วจะได้ไปปฏิบัติต่อ ก็หนูเกรงว่าอารมณ์กรรมฐานที่หนูทำไว้จะไม่ติดต่อกัน”

“อาจารย์เข้าใจแล้วล่ะ ที่คุณถามว่าทำไมการปฏิบัติของคุณจึงไม่เจริญเท่าที่ควร ก็เพราะคุณไปทำในสิ่งที่ล้วนเป็นข้อห้ามนั่นเอง

เช่นมีข้อหนึ่งกำหนดว่า ห้ามรู้สึกว่ากำลังทำกรรมฐาน เคยปฏิบัติตนอย่างไรก็ทำอย่างนั้น และห้ามทำสำรวมคอยระวังไม่ให้เผลอ แล้วยังห้ามตั้งใจแรงในการสังเกตดูทุกข์ เพราะบางท่านมีความเข้าใจมาว่าถ้าเห็นทุกข์ได้มาก ตัณหาก็น้อยลง จึงจดจ้องเป็นพิเศษ รวมทั้งไม่ยอมทำอะไรเลยในธุรกิจประจำวันที่ควรทำ เอาแต่กำหนดท่าเดียว เพราะกลัวว่าทำไปแล้วแล้วกรรมฐานจะหาย จึงต้องรักษาอารมณ์กรรมฐานไว้

ข้อห้ามเหล่านี้ล้วนตรงกับการกระทำของคุณ ที่เมื่อถึงเวลากินอาหาร อาบน้ำ ซักผ้า คุณก็รีบทำให้เสร็จๆ เพื่อที่จะได้ไปทำกรรมฐานต่อ...พูดง่ายๆ ตัณหาเข้าครอบครองคุณอยู่ตลอดเวลา เมื่อตัณหามาก ปัญญาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ...อันที่จริงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ไม่ยากนะ ถ้าคุณมีความเข้าใจและวางใจให้ถูกต้อง”

“...แล้วหนูควรวางใจอย่างไรคะ”

โปรดติดตามตอนต่อไป




โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ธ.ค. 2549 , 00:15:31 น.] ( IP = 58.9.91.32 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณค่ะ และขออนุโมทนาสาธุกับกุศลที่คุณสัตตบงกชได้นำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาฝาก

ประโยชน์ในวันนี้ทำให้ย้อนหลังถึงการปฏิบัติ ดูจะตรงใจกัน
และมาถึงครั้งนี้ทำให้เข้าใจถึงสภาพอินทรีย์และพละยิ่งขึ้น
ทั้งๆที่เกิดอยู่ใกล้ แต่ก็ยังไม่ค่อยจะมีโอกาสพิจารณาเช่นนี้


ทำให้เห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และการปรับสมดุลที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติ

ซึ่งก็คงทำให้เป็นแนวทางต่อการปฏิบัติที่ถูกตรงยิ่งขึ้น

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ธ.ค. 2549 , 16:57:49 น.] ( IP = 125.24.39.226 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณค่ะ
เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ปฏิบัติ
ทั้งเรื่องการปรับอินทรีย์ และข้อปฏิบัติข้อที่ว่า..ห้ามรู้สึกว่ากำลังทำกรรมฐาน

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ธ.ค. 2549 , 22:25:00 น.] ( IP = 58.8.50.142 : : )


  สลักธรรม 8

ได้ประโยชน์จากการอ่านมากมายเลยครับ เป็นการเรียบเรียงภาษาธรรมให้เกิดความเข้าใจได้อย่างดีเยี่ยมครับ

ขอบพระคุณมากครับคุณสัตตบงกช ที่นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัตินี้มาครับ จะรออ่านตอนต่อไปครับผม

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ธ.ค. 2549 , 08:14:22 น.] ( IP = 58.9.138.15 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org