
วาจาผู้เกื้อกูลสัตว์โลก
พระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดานั้นเป็นไปเพื่อเกื้อกูลสัตว์โลกสมดังที่แสดงไว้ดังนี้ว่า
พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าดีประเสริฐ เพราะเป็นไปเพื่อ
๑. ให้เกิดศรัทธา
๒. ให้เกิดปัญญา
๓. พร้อมด้วยอรรถ(เนื้อสภาวธรรม)
๔. พร้อมด้วยพยัญชนะ ( ความหมาย )
๕. มีบทเข้าใจได้ง่าย
๖. มีอรรถลึกซึ้ง
๗. สบายหู
๘. จับใจ
๙. ไม่ยกตน
๑๐. ไม่ข่มท่าน
๑๑. เยือกเย็นด้วยกรุณา
๑๒. ผ่องแผ้วด้วยปัญญา
๑๓. เป็นคลองธรรมน่ารื่นรมย์
๑๔. น่าขบคิด
๑๕. ฟังได้ง่าย
๑๖. ทดลองทำตามได้ประโยชน์.
แม้ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงชื่นชมพระเทศนานั่นแหละ
ด้วยอุปมา ๔ อย่าง. ในอุปมา ๔ อย่างนั้น มีลักษณะของพระธรรมเทศนา คือ
นิกฺกุชฺชิตํ ความว่า ตั้งเอาปากลง หรือตั้งปากไว้ข้างล่าง.
อุกฺกุชฺเชยฺย ความว่า ทำให้มีปากขึ้นข้างบน.
ปฏิจฺฉนฺนํ ความว่า ปิดด้วยหญ้าและใบไม้เป็นต้น.
วิวเรยฺย แปลว่า เพิกขึ้น.
มูฬฺหสฺส วา แปลว่า แก่คนหลงทิศ.
มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ความว่า จูงมือไปบอกว่า นี่ทาง.
จึงกล่าวได้มาธรรมของพระพุทธองค์นั้น
ใครๆ หงายภาชนะที่คว่ำไว้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้ายังเราผู้หันหลังให้พระสัทธรรม ตกลงไปในอสัทธรรม ให้หลุดพ้นจากอสัทธรรมได้ ฉันนั้น.
ใครๆ เปิดของที่ปิด ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระศาสนาซึ่งถูกรกชัฏ คือมิจฉาทิฏฐิปิดไว้ตั้งแต่ครั้งศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปอันตรธานไป ฉันนั้น.
ใครๆ บอกทางแก่คนหลง ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำทางสวรรค์ทางนิพพานให้แจ้งแก่เราผู้เดินทางผิด ฉันนั้น.
ใครๆ ส่องประทีปน้ำมันในที่มืด ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราผู้ทรงไว้ซึ่งประทีปคือเทศนาอันขจัดเสียซึ่งความมืดคือโมหะที่ปิดบังพระรัตนตรัยนั้น ทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย เพราะทรงประกาศโดยปริยายเหล่านี้ แก่เราผู้จมอยู่ในความมืดคือโมหะ ไม่เห็นรูปรัตนะมีพระพุทธรัตนะเป็นต้น ฉันนั้น.