มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑๐)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑๐)


ตอนที่ ๙

ญาณ ๑๖ – ปริญญา ๓

ปริญญาในทางพระพุทธศาสนาก็มี ๓ เช่นเดียวกัน
คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหาณปริญญา
ทั้งสามปริญญานี้จะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ปฏิบัติวิปัสสนา
ซึ่งไม่จำเป็นเลยว่าบุคคลผู้นั้นจะเรียนผ่านมาทางโลกหรือไม่
เพียงแต่ต้องปฏิบัติจนผ่านญาณทั้ง ๑๖ ญาณ



“... ก่อนอื่นคุณต้องรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือสภาวธรรม ไม่มีบุคคล ตัวตน คนสัตว์ หญิงชาย มีแต่ความจริงคือรูปธรรม และนามธรรม แม้แต่การปฏิบัติก็มีเพียงตัวกรรมฐาน คือผู้ถูกเพ่ง ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔กับ ผู้เจริญกรรมฐาน คือ ผู้เพ่ง ...เวลาเข้ากรรมฐาน คุณทราบไหมคะว่า ผู้เพ่ง คือใคร”

“..ก็... ก็หนูไงคะ”

“ถ้าเป็นคุณ ก็แสดงว่ายังมีบุคคล ตัวตน แล้วยังเป็นผู้หญิงอีกด้วยซิ...แต่ในความเป็นจริงตามสภาวธรรมของการปฏิบัติวิปัสสนานั้น ผู้เจริญกรรมฐานคือ ผู้เพ่งหรือที่เรียกว่า โยคาวจร หมายถึงสภาวธรรม ๓ ประการ ได้แก่

สติมา คือ การมีสติตั้งมั่นอยู่ที่ฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม โดยเท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น
สัมปชาโน คือมีสติสัมปชัญญะ ระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอว่ากำลังกำหนดอะไร ดูอะไร สิ่งที่กำหนดอยู่นั้นเป็นรูปอะไร นามอะไร
อาตาปี คือ ความเพียรประคองจิต ๔ ประการ ได้แก่ เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา คุณทราบไหมว่าเพียรทั้ง ๔ นี้เป็นอย่างไร”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:12:16 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

“หนูไม่แน่ใจค่ะ อาจารย์กรุณาช่วยอธิบายหน่อยนะคะ”

“ได้ค่ะ แล้วคุณจะได้นำไปเปรียบเทียบว่า ที่คุณเข้าปฏิบัตินั้นคุณได้ทำตามที่อาจารย์อธิบายหรือเปล่า คุณตั้งใจฟังให้ดีนะคะ

...เพียรละ หมายถึงละบาปเก่าๆ ไม่ให้เกิดขึ้น คุณคิดว่าบาปเก่าๆ หมายถึงอะไร แล้วบาปเก่าๆ ที่คุณมีอยู่คืออะไร”

“ก็คงหมายถึงบาปที่หนูเคยทำมาแล้ว อย่างเช่นหนูเคยตบยุงมาก่อน ก็ไม่ให้ทำ ใช่หรือเปล่าคะ”

“คุณจำได้ไหม ก่อนเข้าปฏิบัติ คุณได้สมาทานศีลที่มีชื่อว่า อาชีวัฏฐะมะกะศีล ซึ่งเป็นศีลสำหรับผู้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยตรง เรามาดูกันนะว่าศีลประเภทนี้มีอะไรบ้าง

๑ ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ - เว้นจากการฆ่าสัตว์
๒ อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ – เว้นจากการลักทรัพย์
๓ กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ - เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๔ มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ - เว้นจากการพูดเท็จ
๕ ปิสุณายะ วาจายะ เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ - เว้นจากการพูดส่อเสียด
๖ ผะรุสายะ วาจายะ เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ - เว้นจากการพูดคำหยาบ
๗ สัมผัปปะลาปา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ - เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ
๘ มิจฉาอาชีวา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ – เว้นจากการเลี้ยงชีพที่ผิด

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:14:23 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

ศีลชนิดนี้มี ๘ ข้อก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ศีล ๘ ที่เรารู้จักกัน เพราะศีล ๘ นั้น ในเรื่องคำพูดมีแค่ข้อมุสาเพียงข้อเดียว แต่อาชีวัฏฐะมะกะศีลนี้มีครบหมดทั้งเจตนาเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ เพราะเหตุนี้เองจึงมีข้อห้ามเมื่อเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานว่า ห้ามพูดโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อพูดออกไปแล้วโอกาสที่จะผิดศีลที่สมาทานไว้มีมาก

ส่วนข้อแตกต่างอีกข้อหนึ่งนั้น คือในศีล ๘ ที่มีการเว้นจากบริโภคอาหารในยามวิกาล สำหรับอาชีวัฏฐะมะกะศีลนี้ไม่ห้าม แต่จะมีศีลในข้อที่ว่าเว้นจากการเลี้ยงชีพที่ผิดมาแทน ข้อนี้หมายถึงว่าเวลาที่จะรับประทานอาหารนั้นต้องมีสติเป็นไปเพื่อแก้ทุกข์เท่านั้น จะรับประทานเวลาไหนก็ได้ บางท่านถึงสงสัยว่าทำไมที่สำนักปฏิบัติจึงมีการส่งข้าวในมื้อเย็น ก็เพราะเราสมาทาน อาชีวัฏฐะมะกะศีล นั่นเอง

ดังนั้นเมื่อคุณสมาทานศีลประเภทนี้มาแล้ว โอกาสที่คุณจะไปตบยุงได้อีกนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นที่คุณตอบว่าเพียรละบาปที่เคยตบยุงมานั้น ไม่ใช่ แต่เพียรละในที่นี้หมายถึงละบาปเก่าๆที่คุณเคยหลงเข้าใจผิดคิดว่าชีวิตเป็นฉัน เรา เขา นั่นคือถ่ายถอนทิฏฐานุสัย หมายถึงทิฏฐิที่เป็นบาปเก่าๆ ที่เรามีมานานให้ออกไปให้ได้ ด้วยการกำหนดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่าเป็นรูป เป็นนาม

ส่วนข้อต่อไป ....อาจารย์จะไม่ถามแล้วล่ะ แต่จะขออธิบายต่อเลยว่า นอกจากเพียรละแล้วคุณจะต้องเพียรระวัง ไม่ให้ความชั่วใหม่ๆ เกิดขึ้น โดยการระวังป้องกันกิเลสใหม่ๆ ไม่ให้เกิดด้วยการสำรวมอินทรีย์ สำรวมในขณะเห็น ขณะได้ยิน ด้วยการกำหนดว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:27:18 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

ดังนั้นกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นอาบน้ำ ซักผ้า คุณก็ทำไปตามปกติอย่างที่เคยทำ เพียงแต่คุณต้องระลึกให้ถูกต้องว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อแก้ไขทุกข์ เมื่ออะไรกระทบก็รู้ว่าเป็นรูปหรือนามอะไร ...เท่านั้น

ส่วน เพียรสร้าง และเพียรรักษา นั้น หมายถึง สร้างวิปัสสนากุศล โดยการเพียรกำหนดรูปนามให้เกิดขึ้นได้เท่าทันอารมณ์ปัจจุบัน และรักษาวิปัสสนากุศลที่เคยเกิดแล้ว ให้เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ นั่นก็คือพยายามกำหนดรูปนามให้ติดต่อกันจนกว่าจะได้อารมณ์ปัจจุบันนั่นเอง

เพราะฉะนั้นถ้าคุณวางใจถูกแล้วละก็ คุณจะเห็นว่าในการปฏิบัติวิปัสสนานั้น การกำหนดแต่ละครั้งจะมีความเพียรครบทั้ง ๔ อยู่แล้ว

คุณเคยได้ยินมั๊ยว่าการปฏิบัติวิปัสสนานี้ก็คือ การประพฤติมัคคพรหมจรรย์ แล้วพรหมจรรย์ในที่นี้คุณคิดว่าคืออะไร”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:28:40 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

“หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา ค่ะ”

“ใช่ แล้วถ้าเราพูดถึง สติมา สัมปชาโณ อาตาปีล่ะ จะจัดเข้ามรรค ๘ ในหมวดของศีล สมาธิ ปัญญา ได้อย่างไร”

“.........”

“อาจารย์จะเริ่มต้นให้นะ… สติมา ก็อยู่ในกลุ่มของสัมมาสติ แล้วอาตาปี กับสัมปชาโณล่ะ”

“อาตาปีอยู่ใน เอ้อ..สัมมาวายามะ ส่วน สัมปชาโณ คือปัญญา อยู่ในสัมมาทิฏฐิ ค่ะ”

“เห็นไหมคะ สัมมาสติ และสัมมาวายามะ ก็อยู่ในหมวดของ สมาธิ สัมมาทิฏฐิ ก็คือ หมวดปัญญา แล้วตอนปฏิบัตินั้นคุณมีการสำรวมอินทรีย์ ซึ่งขณะนั้นอินทรียสังวรศีลก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นบุคคลใดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่ากับว่าบุคคลนั้นปฏิบัติอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมๆ กัน เพียงแต่ว่ามรรค ๘ จะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่เท่านั้น

ถ้าเกิดพร้อมกันทั้ง ๘ (อัฏฐังคิกมรรค) จึงจะเรียกว่า มรรคสมังคี แสดงว่าตอนนั้นเหตุปัจจัยที่คุณสร้างสมมาพรั่งพร้อมสมบูรณ์แล้ว มรรคญาณก็จะเกิดขึ้น มรรคจิตที่เกิดในขณะนั้นก็จะประหารกิเลสเป็นสมุทเฉททันที แต่กว่าจะถึงมรรคญาณนี้ได้ คุณต้องผ่านญาณต่างๆ ถึง ๑๓ ญาณเสียก่อน ซึ่งญาณทั้งหมดมีถึง ๑๖ ญาณด้วยกัน”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:29:41 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

อธิบายมาถึงตรงนี้ สิตางศุ์อดนึกถึงพ่อที่สอนให้เธอเข้าใจลำดับของญาณเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก นอกจากการให้ท่องชื่อของญาณทั้ง ๑๖ แล้ว ท่านยังสอนให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งอีกด้วย

“สิตางศุ์ ลูกคิดจะเรียนถึงปริญญาอะไร”

“ปริญญาเอก ค่ะ” ...เพราะตอนเด็กนั้นเธอรู้สึกว่าใครก็ตามที่มีคำนำหน้าว่าดอกเตอร์จะต้องเป็นบุคคลที่เยี่ยมยอดมาก

“แล้วลูกคิดว่า ปริญญานี้มีกี่อย่างล่ะ”

“มี ๓ ค่ะ ปริญญาตรี ปริญญาโท แล้วก็ปริญญาเอกค่ะ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:38:17 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6

“แล้วในพระพุทธศาสนาลูกคิดว่ามีปริญญาไหม”

“ไม่มีค่ะ..” ก็ตอนนั้นเธอไม่เคยเห็นพระองค์ใดเข้ารับปริญญามาก่อนเลย

“มีซิ ทำไมจะไม่มีล่ะ แล้วก็มี ๓ อย่างเหมือนกันด้วย หากจะเทียบไปแล้วก็เหมือนปริญญาตรี โท เอก ที่ลูกว่านั่นแหละ ตอนนี้ลูกเรียนอยู่ชั้นไหนแล้วล่ะ

“มอศอหนึ่งค่ะ”

“อือ ชั้นมัธยม กว่าลูกจะได้ปริญญาตรี ลูกต้องผ่านชั้นประถม ๗ ปี มัธยม ๕ ปี แล้วก็อุดมศึกษาอีก ๔ ปี รวมแล้ว ๑๖ ปีจึงได้ปริญญาตรี ถ้าลูกจะต่อปริญญาโทก็ต้องต่ออีก ๒ ปี ปริญญาเอกอีกประมาณ ๒ ปี ...เห็นไหม ลูกต้องเรียน ๑๖ ปีจึงได้ปริญญาตรี อีก ๒ ปีจึงได้ปริญญาโท แล้วอีก ๒ ปีจึงจะได้ปริญญาเอก…ใช้เวลานานมาก”

“พอหนูเรียนจบ ทำงานแล้วหนูจะดูแลเลี้ยงดูพ่อเอง..” เธอคุยอวด แต่ดูเหมือนพ่อไม่ได้ฟังเธอเลย

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:39:20 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 7

“...แต่ปริญญาในทางพระพุทธศาสนานั้นอาจไม่ต้องใช้เวลานานมากถึงขนาดนี้...”

“ทำได้หรือคะ พ่อขา...” ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าน่าสนใจมากทีเดียว

“จริงซิลูก ปริญญาในทางพระพุทธศาสนานั้นอาจใช้เวลาเพียงแป็ปเดียว ถ้าบุคคลผู้นั้นสร้างสมบารมีมาพร้อมแล้ว” คำตอบของพ่อตอนนั้นทำให้เธองงพูดอะไรไม่ออก

“ปริญญาในทางพระพุทธศาสนาก็มี ๓ เหมือนกัน คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหาณปริญญา ทั้งสามปริญญานี้จะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งไม่จำเป็นเลยว่าบุคคลผู้นั้นจะเรียนผ่านมาทางโลกหรือไม่ เพียงแต่ต้องปฏิบัติจนผ่านญาณทั้ง ๑๖ ญาณ ก็เหมือนกับที่ลูกจะได้ปริญญาเอกลูกก็ต้องสอบผ่านชั้นต่างๆมาก่อน อยู่ๆ ลูกจะได้ปริญญาเอกโดยสอบไม่ผ่านชั้นมัธยมศึกษาหนึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกัน ผู้ที่จะได้ญาตปริญญานั้น จะต้องผ่านการได้นามรูปปริเฉทญาณ และปัจจยปริคหญาณ ...ลูกยังจำชื่อโสฬสญาณทั้ง ๑๖ ได้ไหม ไหนลองว่าให้พ่อฟังซิ”

“ได้ค่ะ ……พระโสฬสญาณ ประกอบด้วย ๑. นามรูปปริเฉทญาณ ๒. ปัจจยปริคหญาณ ๓. สัมมสนญาณ ๔. อุทยัพยญาณ ๕. ภังคญาณ ๖. ภยญาณ ๗. อาทีนวญาณ ๘. นิพพิทาญาณ ๙. มุญจิตุกัมมญตาญาณ ๑๐. ปฏิสังขารญาณ ๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ๑๒. อนุโลมญาณ ๑๓. โคตรภู-ญาณ ๑๔. มรรคญาณ ๑๕. ผลญาณ ๑๖. ปัจจเวกขณะญาณ...” จำได้ว่าเมื่อลำดับชื่อญาณทั้ง ๑๖ ให้พ่อฟังแล้ว พ่อได้ย้ำว่าชื่อเหล่านี้เป็นของสูงที่ควรยกย่อง จึงสมควรมีคำว่าพระนำหน้า เช่นพระนามรูปปริเฉทญาณ เป็นต้น

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:40:34 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 8

“ ...พอผู้ปฏิบัติผ่านญาณที่ ๓ และ ๔ คือ สัมมัสสนญาณ และ อุทยัพพยญาณาณได้ นับว่าสำเร็จปริญญาที่ ๒ คือ ตีรณปริญญา จนเมื่อผ่านถึงภังคญาณต่อไปเป็นตามลำดับถึงโคตรภูญาณ ซึ่งเป็นญาณที่โอนโคตรปุถุชนสู่อริยชน ตอนนี้ถือได้ว่าเขาสำเร็จปริญญาสูงสุดคือ ปหาณปริญญา…”

“แล้ว มัคคญาณ ผลญาณ ล่ะคะ พ่อขา เป็นปริญญาอะไร”

“...ก็ทำกิจไงลูก ...หากลูกเรียนจบปริญญาเอกแล้ว ลูกจะอยู่เฉยๆไหมล่ะ ลูกก็ต้องเข้าทำงาน เช่นเดียวกันเมื่อปัญญาแก่กล้าไปจนถึงโคตรภูญาณ พอมัคคญาณเกิดก็จะทำหน้าที่ประหารกิเลสให้เป็นสมุทเฉทประหาร คือกิเลสนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก และเมื่อทำกิจก็ต้องย่อมมีผล คือผลญาณ สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นต่างๆ ก็เหมือนเวลาลูกเข้าทำงาน ลูกก็ย่อมได้ตำแหน่งหน้าที่ ตามสมควรกับที่ได้จบมาอย่างไรล่ะ

...ที่สำคัญ...ลูกเห็นไหมว่า ปริญญาในทางพระพุทธศาสนานี้เมื่อได้แล้ว กิเลสจะถูกทำลาย ส่วนปริญญาในทางโลกนั้นได้แล้วกิเลสเฟื่องฟู ...ก็อย่างที่ลูกบอกว่า ต้องการเรียนจนถึงปริญญาเอกนั้น เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะลูกยังต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยืนยง เพราะเมื่อมีก็เสื่อมได้ แต่ถึงอย่างไรลูกก็เรียนไปเถอะ เรียนสูงเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะสังคมจะยอมรับ แล้วเราก็จะได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้น…”

ตอนนั้นเธอไม่เคยรู้เลยว่าพ่อได้วางเข็มทิศชีวิตให้กับเธอไว้อย่างไร แต่ดูเสมือนว่าการกระทำทุกๆ อย่างของท่านเป็นเสมือนแม่เหล็กที่ดึงทั้งชีวิตจิตใจของเธอให้ไปตามท่านได้อย่างง่ายดาย

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:48:38 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 9

เรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งมากนะครับ จำเป็นอย่างยิ่งทีเดียวที่จะต้องทำความเข้าใจให้ถูกก่อนที่จะไปเข้าปฏิบัตินะครับ เพราะเท่าที่อ่านมานี้ แม้แต่ เรื่องของศีลที่อธิฐานนั้น ยังมีความแตกต่างกับศีลทั่วไปมากมาย เพราะเป็นการอธิฐานที่จะไม่ทำความเห็นผิดในเรื่องของชีวิตโดยตรง ตรงนี้นะครับสำคัญมากต่อการสร้างทางพ้นทุกข์นะครับ

และการนำเสนอเรื่องญาณปัญญาทั้ง ๑๖ โดยเชิงการเปรียบเทียบนี้เยี่ยมมากเลยครับ อ่านแล้วนึกตามไปด้วย เห็นความลำดับแห่งการศึกษามาตั้งแต่ต้น กว่าจะจบได้รับปริญญานะครับ และเข้าใจซึ้งดีครับสำหรับปริญญาในพระพุทธศาสนานั้นต้องสร้างด้วยความเห็นถูกเท่านั้น

ต้องขอขอบพระคุณและอนุโมทนาสาธุกับคุณสัตตบงกชด้วยครับ ที่นำประโยชน์อันจะเกิดจากความเข้าใจถูกมาอธิบายไว้เพื่อทางเดินที่จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงครับ.

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 10:56:28 น.] ( IP = 58.9.146.40 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณสัตตบงกชด้วยค่ะ ที่ได้นำความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติมาให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ธ.ค. 2549 , 13:53:33 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org