มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑๑)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑๑)


ตอนที่ ๑๐

สติปัฎฐาน ๔ – วิปลาส ๔

ที่เราต้องเจริญ สติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อทำลายวิปลาส ๔
วิปลาส คือเห็นคลาดเคลื่อนไปจากความจริง
ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเรามีความโง่ คือ อวิชชา
จึงทำให้เราโง่หลงไปว่าชีวิตเรานี้ดี สุข เที่ยง และเป็นตัวตน



สารพันปัญหาที่สิตางศุ์ต้องตอบเมื่อครั้งที่เธอไปบรรยายให้ผู้ปฏิบัติฟัง แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเนื่องจากสุขภาพของร่างกายที่กระดูกสันหลังยังไม่เอื้ออำนวยให้กับการนั่งนานๆ แต่เธอกลับรู้สึกดีใจ และคิดว่าคุ้มค่าคุ้มเวลากับการเสียสละในครั้งนี้ เพราะคำตอบในแต่ละปัญหานั้นล้วนสร้างความเข้าใจและเกิดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติให้กับโยคาวจร(ผู้ปฏิบัติ)หลายๆ ท่านที่ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นหลังการบรรยาย

“อาจารย์ครับ ผมมีข้อสงสัยว่า ทำไมเราจึงต้องไปกำหนดนามได้ยิน ในเมื่อเสียงเป็นรูป ทำไมเราจึงไม่กำหนดรูป ถ้ากำหนดรูปจะผิดไหมครับ”

“ผิดค่ะ หากคุณต้องการบรรลุวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ ก่อนที่จะตอบคำถามของคุณ อาจารย์ขอถามก่อนว่าที่คุณมาเข้าปฏิบัตินี้ คุณปฏิบัติอะไร แล้วปฏิบัติไปเพื่ออะไร”

“ผมมาปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อจุดหมายคือพระนิพพาน …เพราะผมไม่ต้องการเกิดอีกแล้วครับ”

“พระนิพพานอันเป็นเป้าหมายที่คุณพูดมานั้น บางครั้งเรียกว่านิโรธ ทั้งสองนี้ต่างกันแค่ชื่อ แต่โดยความหมายแล้วคือความสิ้นสุดทุกข์ ซึ่งความสิ้นสุดทุกข์นี้พระพุทธองค์ตรัสว่ามีอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครทำให้แจ้ง เพราะผู้ที่จะทำให้แจ้งได้ ต้องเป็นผู้ที่สามารถฝึกได้ สอนได้ หากกิเลสตัณหาเป็นเสมือนน้ำในขัน มันก็ต้องหมดได้ด้วยการเทออกบ่อยๆ ให้ค่อยๆ หมดไป การปฏิบัติเพื่อให้หมดจดจากกิเลสก็เช่นเดียวกัน ผู้นั้นก็ต้องหลีก ละ ลด เลิก ต้องค่อยเป็นค่อยไป

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:03:33 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

อย่างที่คุณมาเข้าปฏิบัตินี้ คุณก็ หลีก จากการยุ่งไม่เข้าเรื่องมาแล้ว และ ลด จากการทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความอยากมาทำเพื่อแก้ไขทุกข์ แล้วยัง ละ จากชีวิตที่เคยคลุกคลีกับหมู่คณะมาสันโดษอยู่ในห้องปฏิบัติ ที่สำคัญคุณสามารถ เลิก คือ เลิกพันธนาการตัวเองไว้ด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพราะเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นคุณก็กำหนดเป็นรูปเป็นนามแล้วผ่านไป ไม่แช่และคลุกเคล้าอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น…แค่นี้ก็ถือว่าพวกคุณอยู่ในกลุ่มของผู้ที่ฝึกได้ สอนได้ และมีเป้าหมายที่จะกระทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว

จึงบอกได้เลยว่าหนทางข้างหน้าของพวกคุณนั้น ถึงอย่างไรก็สั้นกว่าที่เคยเดินมาแล้ว เมื่อเทียบกับตอนที่คุณยังไม่ได้ศึกษาเรื่องราวของชีวิต แล้วยังไม่สร้างปัญญาให้เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งตอนนั้นเป็นที่แน่นอนว่าอนาคตข้างหน้ายังไม่รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้คุณยังมีความปรารถนาที่จะไม่เกิด แล้วยังรู้ด้วยว่า การที่จะไม่เกิดนั้นต้องเป็นผลมาจากเหตุ เหตุนั้นก็คือ ปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อหยุดกิเลสตัณหา เพราะเมื่อหยุดได้ก็จะทำให้หยุดชะงักสังสารวัฏฏ์ได้เช่นกัน

หากเราถามตัวเองว่าเกิดมาทำไม แล้วใคร่ครวญดู ก็จะรู้ว่าที่ผ่านๆ มาเราทำงานงกๆไปเพื่ออะไร ล้วนเพื่อกิน เพื่อความเป็นอยู่ที่ต้องการให้ดีขึ้น แล้วเราก็ต้องแบกภาระทุกๆ อย่างไว้ ซึ่งในที่สุดก็ต้องถึงจุดจบคือความตาย นี่หรือชีวิต ชีวิตที่มีแต่การพบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก มีอะไรบ้างในชีวิต ที่แต่ละวันๆ เราต้องจมอยู่กับกิเลสตัณหาตลอดเวลา แต่มาวันนี้ เราทุกคนที่มาเข้าปฏิบัติเริ่มยอมรับแล้วว่า ชีวิตเป็นทุกข์ แล้วได้ศึกษามาแล้วว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดจึงได้มาเข้าปฏิบัติกันเพื่อบรรเทาตัณหา จนกว่าจะหมดตัณหาไปในที่สุด

ขณะนี้เรารู้แล้วว่ากิเลส(ตัณหา) ที่เป็นตัวการทำให้เราต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสารนั้นเกิดขึ้นที่อารมณ์ (อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้) แล้วอารมณ์ที่มีอยู่ทั้ง ๖ นั้นมีที่ทางเข้าออกอยู่ ๖ ที่ คือ ทางตา มีไว้กระทบรูปเกิดการเห็น ทางหู มีไว้กระทบเสียง เกิดการได้ยิน ทางจมูก มีไว้กระทบกลิ่น เกิดการรู้กลิ่น ทางลิ้น ไปกระทบรสต่างๆ เกิดการรู้รส ทางกาย ไปกระทบกับอ่อนแข็ง จึงรู้สึก ทางใจ ไปกระทบกับธรรมารมณ์ (อารมณ์นึกคิดต่างๆ)

เมื่อเรารู้ว่าตัณหา ที่เกิดจากอารมณ์ ๖ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราติดอยู่ในกับดักของวัฏฏะทุกข์ เราก็ต้องหาทางทำลายด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา คือกำหนดรูปนามให้เท่าทันกับอารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ข้อสำคัญการกำหนดนั้นจะต้องโยนิโสมนสิการให้ถูกที่ และถูกต้องที่เรียกว่า โยนิโส-มนสิการด้วย ไม่เช่นนั้นตัณหาก็ยังครอบครองเราอยู่ อุปมาว่าถ้าเราเป็นแผลที่มือ แต่กลับไปใส่ยาที่เท้า …แผลที่เป็นอยู่จะมีโอกาสหายได้หรือไม่ ดังนั้นเราต้องใส่ยาให้ตรงแผล แล้วต้องรู้ด้วยว่าแผลประเภทนั้นจะต้องใช้ยาอะไร

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:05:49 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

อาจารย์ขอย้ำอีกนิดว่า รูปนามนี้สำคัญมาก เพราะเป็นฐานที่ทำให้เราได้ประจักษ์ไตรลักษณ์ต่อไป พูดง่ายๆก็คือ รูปนามนี้จะเป็นครูที่พาเราไปให้รู้จักวิปัสสนาปัญญาที่แท้จริงคือพระไตรลักษณ์ ถ้าใครต้องการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องไปพบครูคือ รูปนามก่อน แล้วรูปนามก็จะสอนเราให้รู้จักไตรลักษณ์เอง ข้อสำคัญขอให้ติดตามครูไปเรื่อยๆ หมายถึงพวกคุณมีหน้าที่กำหนดรูปนามไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อถึงเวลา คือมีอินทรีย์ที่สมดุลกันแล้ว ครูก็จะบอกให้รู้เอง หมายความว่าไตรลักษณ์ก็จะปรากฏเฉพาะหน้าให้คุณได้เห็นเองจากรูปนามที่คุณกำหนดอยู่ในขณะนั้น

ฉะนั้นการที่คนบางคนพูดว่า เขาปฏิบัติจนเห็นพระไตรลักษณ์แล้ว แต่ยังไม่ได้นามรูปปริเฉทญาณเลย แค่นี้เราก็ทราบแล้วว่าถูกหรือผิด บางคนยิ่งหนักไปกว่านั้นมีการยกไตรลักษณ์ขึ้นมาดูด้วย…

ทุกท่านคงทราบดีแล้วนะคะว่าการกำหนดรูปนามในวิปัสสนานั้น มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันตัณหา คือความพอใจไม่พอใจที่มีชื่อเรียกว่าอภิชฌา-โทมนัส นั่นก็คือโลภะ โทสะนั่นเอง

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:07:29 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

ที่นี้เรามาดูว่าตัณหาที่เกิดที่อารมณ์นั้นเป็นมาได้อย่างไร ก็เพราะทุกวันนี้เรามีความโง่ คือมีโมหะอวิชชาซึ่งติดตามเรามาช้านานตั้งแต่ชาติไหนไม่อาจทราบได้ เนื่องจากสังสารวัฏที่เรามีมานั้นหาเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่ได้เลย

และเป็นเพราะอวิชชานี่เองจึงทำให้เมื่อมีการได้ยินก็เข้าใจว่า เราเป็นผู้ได้ยิน มิหนำซ้ำนอกจากเป็นเราแล้วยังเกิดความพอใจไม่พอใจอีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้เพราะเรามีสัญญา (ความจำ)มาก่อนว่าเสียงนี้เป็นเสียงอะไร เป็นเสียงของใคร หากเป็นเสียงตำหนิของคนที่เราไม่ชอบ ก็เกิดความไม่พอใจ คือโทมนัส แต่ถ้าเป็นเสียงชมของคนที่เรารักก็พอใจเกิดอภิชฌา เห็นไหมคะกิเลสตัณหาเข้าเต็มเปา แล้วยังเป็นการต่อสังสารวัฏให้ยาวไกลออกไปอีก

ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วการได้ยินนั้น เสียงเป็นคลื่นที่มีการกระแทกกันมาในอากาศ คลื่นเสียงนี้มีสภาวะเป็นรูป ซึ่งมันไม่น่าจะมีผลทำให้เกิดกิเลสได้เลย แต่เพราะโสตวิญญาณคือนามที่ประสาทหูเข้าไปรู้คลื่นนั้น แล้วยังไม่รู้เฉยๆ อีกด้วย เพราะเมื่อเข้าสู่วิถีก็ไปตีเทียบกับสัญญา รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของบุคคลที่เราไม่ชอบ ข้อความที่ได้ยินนั้นเป็นการตำหนิเรา มีการปรุงแต่ง กิเลสก็ถูกเขย่าให้ขึ้นมาทีเดียว จากกิเลสอย่างละเอียด ขึ้นมาเป็นอย่างกลาง บางคนควบคุมไม่อยู่ฟูขึ้นมาเป็นอย่างหยาบเกิดการกระทำอกุศลกรรมออกมาเป็นผรุสวาจา ปิสุณวาจา เป็นต้น

แต่เมื่อเรามาเข้าปฏิบัติกิเลสอย่างหยาบแทบจะไม่มีแล้ว เพราะเขามีกฏมีข้อห้ามให้เราสำรวมอินทรีย์ ด้วยการวิรัติตนเองอยู่ในอินทรียสังวรศีล แต่ทว่ากิเลสอย่างกลาง คือนิวรณ์ ๕ เช่นความฟุ้ง ความหงุดหงิดรำคาญใจ บางครั้งก็ยังมีเกิดขึ้นได้ ส่วนกิเลสอย่างละเอียดที่เรียกว่าอนุสัยกิเลสนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะทุกคนยังมีอยู่เต็มเปี่ยม หากตราบใดที่เรายังปฏิบัติไปไม่ถึงมรรคญาณ อนุสัยกิเลสก็ยังไม่มีวันถูกทำลาย …

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:10:09 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

อย่างไรก็ตามเมื่อเราเข้าปฏิบัติก็เท่ากับว่าเรากำลังทำให้กิเลสนั้นอ่อนกำลังลง หากอุปมากิเลสเป็นเสมือนผู้ร้าย สติที่เราระลึกรู้สึกตัวก็เป็นเสมือนตำรวจที่คอยจ้องจับผู้ร้าย ส่วนปัญญาก็คืออาวุธที่คอยฟาดฟันผู้ร้าย หากตำรวจขยันมีความเพียรในการทำงาน ถามว่าผู้ร้ายจะมาให้เห็นไหม ยิ่งบ้านเมืองใดเต็มไปด้วยตำรวจ นานเข้าผู้ร้ายก็จะหมดไปเอง เช่นเดียวกันในการปฏิบัติวิปัสสนาหากผู้เพ่งประกอบด้วยองค์สาม ได้แก่ สติมาคือสติ สัมปชาโณ คือปัญญา และอาตาปี ที่หมายถึงความเพียร เกิดขึ้นพร้อมกัน กิเลสย่อมเกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอน

สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนา หรือที่เรียกว่า การเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั้น ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจก่อนเลยว่าทำไมเราจึงต้องมาเจริญ กาย เวทนา จิต และธรรม ….มีใครตอบได้ไหมคะ”

…ทุกคนเงียบ

“....ที่เราต้องเจริญ สติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อทำลายวิปลาส ๔ วิปลาส คือเห็นคลาดเคลื่อนไปจากความจริง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเรามีความโง่ คือ อวิชชา จึงทำให้เราโง่หลงไปว่าชีวิตเรานี้ดี สุข เที่ยง และเป็นตัวตน

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:14:36 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

คราวนี้เรามาดูว่าสติปัฏฐาน ๔ เกี่ยวข้อง และทำลายวิปลาส ๔ อย่างไร

กาย คือรูปขันธ์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วร่างกายของเรานั้นเป็นอสุภะ แต่เราโง่หลงนึกไปว่าเป็นสุภะ เป็นของดี เรียกว่าศุภวิปลาส จึงต้องเจริญกายานุปัสสนาสติปัฎฐาน เพื่อทำลาย สุภวิปลาส

เวทนา คือ เวทนาขันธ์ เป็นนามขันธ์ แท้ที่จริงอารมณ์เวทนานี้เป็นทุกข์ แต่เราโง่หลงนึกว่าเป็นสุข เรียกว่าสุขวิปลาส จึงต้องเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพื่อทำลาย สุขวิปลาส

จิต คือ วิญญาณขันธ์ เป็นนามขันธ์ แท้ที่จริงจิตนั้นไม่เที่ยงเพราะมีการเกิดดับตลอดเวลา แต่เราโง่หลงนึกไปว่าจิตนั้นเที่ยง เรียกว่านิจจวิปลาส จึงต้องเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพื่อทำลาย นิจวิปลาส

ธรรม มีทั้งรูปธรรม และนามธรรม ซึ่งความจริงแล้วธรรมนั้นเป็นอนัตตาแต่เราโง่หลงผิดว่า เป็นตัวตน เรียกว่า อัตตวิปลาส จึงต้องเจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพื่อทำลาย อัตตวิปลาส

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:28:46 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6


นอกจากวิปลาสธรรมทั้ง ๔ นี้แล้ว บางท่านอาจเคยได้ยินคำว่า วิปลาส ๓ ได้แก่

๑. ทิฏฐิวิปลาส คือความเห็นคลาดเคลื่อนไปจากความจริง
๒. จิตตวิปลาส คือรู้คลาดเคลื่อนไปจากความจริง
๓. สัญญาวิปลาส คือจำคลาดเคลื่อนไปจากความจริง

วิปลาสทั้ง ๓ นี้เรามีอยู่ครบ คือยังมีความเห็นผิด รู้ผิด และจำผิด ชีวิตเราจึงต้องเดินทางผิด ผิดไปจากเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เดิน

...ทุกวันนี้ที่เราทุกคนต่างคิดว่าชีวิตนี้ดี ก็เพราะเราเห็นผิด รู้ผิด และจำผิด ทำนองเดียวกันกับความสุข ความเที่ยง และที่หลงคิดว่าเป็นตัวตน ก็เพราะวิปลาสทั้ง ๓ เป็นตัวการนั่นเอง …เขาถึงบอกว่าวิปลาสทั้งหมดมีถึง ๑๒ ไงคะ

ตัวอย่างเช่นการได้ยินที่ได้อธิบายมาแล้วว่าเป็นแค่คลื่นเสียง แต่เพราะเรามีความโง่ วิปลาสจึงเกิดขึ้นมา หลงผิดคิดว่า เราเป็นผู้ได้ยิน แล้วที่เขาให้กำหนดนามได้ยินก็เพื่อไปทำลายความโง่นั่นเอง ตราบใดที่เป็นเราได้ยิน อัตตวิปลาสก็ยังเหนียวแน่น

การกำหนดวิปัสสนาเราจึงต้องแก้โดยการทำลายเราออกไปด้วยการกำหนดตามความเป็นจริงว่านาม (คือวิญญาณ)ได้ยิน สรุปได้ว่าการได้ยินนั้นเราไม่ได้หลงผิดที่รูป แต่เราหลงผิดที่นาม เราจึงต้องแก้ที่นาม

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:45:51 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 7

ขอให้จำเป็นหลักไว้เลยนะคะว่า ในการได้ยินนั้น…..เสียง คือความสั่นสะเทือนของอากาศเป็นรูป ….ได้ยินเป็นนาม ….เราโง่ที่ไหน เราไม่ได้โง่ตรงเสียง แต่เราโง่ตรงที่หลงว่าเราเป็นผู้ได้ยิน เมื่อได้ยินแล้ว เราจึงสุข เราจึงทุกข์ จึงชอบ จึงชัง ฉะนั้นจึงต้องสกัดโลภะ โทสะไว้ด้วยการกำหนดนามได้ยิน

หวังว่าท่านที่ถามมาคงจะมีความเข้าใจเกิดขึ้นแล้วนะคะ …ทั้งที่จริงๆ แล้วการกำหนดรูปเสียง ก็ไม่ผิดสภาวะ เพราะเสียงเป็นรูปจริงๆ แต่ถ้าคุณกำหนดเช่นนั้นในการปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว คุณก็ยังทำลายความโง่ไม่ได้ พูดง่ายๆ มันไม่ตรงประเด็นของจุดประสงค์ในการเข้าปฏิบัติ เมื่อสร้างเหตุผิดผลย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ก็เหมือนกับที่อุปมาในตอนแรกว่าเป็นแผลที่มือแต่คุณไปใส่ยาที่เท้านั่นเอง แล้วแผลซึ่งก็คือความโง่ของคุณจะหมดไปได้อย่างไร และหากคุณกำหนดรูปเสียงเช่นนี้บ่อยๆ เข้า โอกาสที่ปัญญาญาณจะเกิดขึ้นได้นั้นยากมากทีเดียว...”

อธิบายมาถึงตรงนี้แล้ว เธอรู้สึกระลึกถึงพระคุณของบิดา ที่ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเธอ แม้อารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนาที่ท่านได้ประสบมา

“…ตอนนั้นพ่อรู้ตัวเลยนะว่า ลักษณะนี้ต้องเป็นญาณแน่ๆ เพราะเมื่ออารมณ์เช่นนี้เกิดขึ้น มันจะสะดุ้งสะเทือนไปถึงจิตใจอย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว อารมณ์เช่นนี้หากเกิดขึ้นกับผู้ใด ผู้นั้นจะต้องจดจำเหตุการณ์นั้นได้อย่างแม่นยำไม่มีวันลืม แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม…”

พ่อได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อคราวที่ท่านไปเข้าปฏิบัติที่ต่างจังหวัด ตลอดเวลา ๑ เดือนเต็มของการปฏิบัติก็ยังไม่มีวี่แววของอารมณ์ที่แปลกใหม่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ท่านรู้สึกว่าการกำหนดนั้นเบาและสามารถกำหนดได้เท่าทันปัจจุบัน จนกระทั่งถึงวันที่ออกจากกรรมฐาน ขณะที่นั่งคอยเวลารถออกอยู่นั้น ทันทีทันใดที่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟ นามได้ยินก็เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ ทั้งนี้เพราะท่านมีความสันทัดกับการกำหนดวิปัสสนาเนื่องจากปฏิบัติติดต่อมาเป็นเวลา ๑ เดือนเต็ม และขณะที่นามได้ยินเกิดขึ้นนั้นความรู้สึกสั่นสะเทือนไปถึงใจก็เกิดพร้อมๆกัน ทำให้ท่านรู้ทันทีว่าลักษณะเช่นนี้ต้องเป็นญาณชนิดหนึ่งชนิดใด ต่อมาจึงทราบว่าญาณนี้มีชื่อเรียกว่า “รูปปริเฉทญาณ” ซึ่งเป็นปัญญาที่เห็นรูปเพียงอย่างเดียว ผู้ปฏิบัติบางท่านจะเกิดญาณชนิดนี้ก่อน และบางท่านอาจจะเกิด “นามปริเฉทญาณ” ก่อน แล้วจึงไปเกิดนามรูปปริเฉทญาณ

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:47:26 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 8

ท่านบอกว่าหลังจากนั้นเวลาที่ท่านปฏิบัติครั้งใด เมื่อได้ยินอะไรดังๆ ขึ้นมา อารมณ์เช่นนี้มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ในที่สุดการศึกษาพระอภิธรรมก็ช่วยให้ท่านรู้ว่า หากเป็นเช่นนี้ความก้าวหน้าในการปฏิบัติย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะปัญญาวิปัสสนานั้นจะต้องประจักษ์ไตรลักษณ์ในรูปและนาม

ผู้ปฏิบัติจึงต้องกำหนดรูปนามเพื่อจะให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หากกำหนดรูปเพียงอย่างเดียวก็จะเห็นเฉพาะการเกิดดับของรูปเท่านั้น นามไม่อาจที่จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ นามรูปปริเฉทญาณ ซึ่งเป็นประตูแรกที่จะนำเข้าสู่วิปัสสนาญาณที่แท้จริงก็ไม่อาจปรากฏได้ หลังจากนั้นท่านจึงเลิกใส่ใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น ความก้าวหน้าในการปฏิบัติจึงได้ดำเนินต่อไป

“....บางครั้ง การศึกษาพระอภิธรรมมาก่อนจะช่วยให้ผู้เข้าปฏิบัติเข้าใจเป็นอย่างดีว่า เมื่ออารมณ์เกิดขึ้นทางทวารต่างๆ เราจะต้องกำหนดอย่างไรจึงจะแก้โง่ได้ อย่างเช่นก่อนมาเข้าปฏิบัติ เวลาได้ยินเสียง เราก็รู้ว่าเราได้ยิน แต่พอมาเข้าปฏิบัติ เราต้องรื้อหรือทำลายสัญญาที่วิปลาส ที่หลงคิดว่าเป็นเรา คืออัตตสัญญา ที่เป็นอัตตวิปลาสออกด้วยสัญญาใหม่ที่เป็นปัญญาอันเกิดจากการศึกษาเรียกว่า สุตามยปัญญา ด้วยการกำหนดเป็น “นามได้ยิน” ซึ่งกว่าคุณจะกำหนดนามได้ยินนั้น คุณก็ต้องมีสติสัมปชัญญะ ที่ในทางปฏิบัติเรียกว่า สติมา สัมปชาโณ คือการระลึกรู้สึกตัวว่านี่เป็นนามอะไร นามได้ยินนะ และเมื่อคุณขยันกำหนดเท่ากับว่าอาตาปีก็เกิดขึ้นด้วยในขณะนั้น หากคุณกำหนดไปเรื่อยๆ ทำไปบ่อยๆ ความสันทัดในการกำหนดรูปนามก็จะเกิดขึ้นเอง เป็นปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ เรียกว่า จินตามยปัญญา…

กล่าวได้ว่า ครั้งใดที่มีการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ฐานใดฐานหนึ่ง ซึ่งหากเรามีโยนิโสมนสิการได้ถูกต้อง การกำหนดครั้งนั้นก็จะรื้อสัญญาที่วิปลาสออกไปให้เป็นสัมมาทิฏฐิ คือปัญญาที่รู้ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร

แล้วขณะนั้นนอกจากรื้อสัญญาแล้ว ตัวสังโยชน์ ก็คือ ทิฏฐิ โดยเฉพาะสักกายทิฏฐิที่หลงผิดคิดว่าเป็นเรา ก็จะถูกละไปด้วย อาจกล่าวได้ว่าพอรื้อสัญญาวิปลาสได้ นอกจากทิฏฐิไม่วิปลาสแล้ว จิตก็ไม่วิปลาสด้วย มันก็รื้อของมันเอง ก็เหมือนกับบ้าน ถ้าเรารื้อเอาเสาออกไป หลังคากับฝาบ้านจะอยู่ได้ไหม …ไม่ได้ บ้านก็ต้องล้มไปเอง ฉะนั้นการกำหนดหนึ่งครั้งวิปลาสทั้งสามก็ถูกทำลายไปพร้อมกันนั่นเอง

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:49:04 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 9

สรุปได้ว่า การปฏิบัติวิปัสสนามีที่แก้เพียงนิดเดียวเอง คือ ทางตา ทางหู หรือทวารต่างๆ เราต้องแก้ตรงสัญญาที่โง่ เมื่อรื้อสัญญาโง่ ก็จะละสังโยชน์เลย ….รื้อสัญญา ละสังโยชน์ รื้อสัญญา …ละสังโยชน์ รื้อสัญญา ละสังโยชน์ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อแก้ความเห็นผิด เห็นผิดว่าเราเป็นผู้เห็น แท้ที่จริงเป็นนามเห็น เห็นผิดว่าเราเป็นผู้ได้ยิน แท้ที่จริงนามได้ยิน

ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งเหล่านั้น จะเกิดความคุ้นเคยกับเรา คือ คุ้นเคยในธรรมอันเป็นปรมัตถ์ แล้วพระปรมัตถ์จะกลับมาคุ้มครองเรา โดยที่เราบางครั้งไม่ได้กำหนด แต่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในที่สุดความชำนาญของปัญญาก็จะแก่กล้าขึ้นเอง เกิดนามรูปปริเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สมสนญาณ แล้วจึงจะก้าวสู่อุทยัพยญาณ ซึ่งเป็นปัญญาของวิปัสสนาญาณที่แท้จริงแล้ว เพราะคำว่าวิปัสสนา หมายถึงปัญญาที่เห็นว่ารูปและนามนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และอุทยัพยญาณนี่แหละเป็นญาณที่เครื่องปิดบังไตรลักษณ์ถูกทำลายหมดไป

…แต่ก่อนที่จะเกิดวิปัสสนาญาณที่แท้จริงนั้น ผู้ปฏิบัติก็ต้องอาศัยรูปนามมาก่อน จนประจักษ์รูปนามนั้นด้วยภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่มีชื่อว่า นามรูปปริเฉทญาณ ก่อนจึงจะนับว่าผู้ปฏิบัตินั้นได้พบครูที่แท้จริงแล้ว แล้วครูผู้นั้นก็จะติวเข้มให้จนเกิดปัจจยปริคหญาณ และสัมมัสสนญาณ ซึ่งญาณข้างต้นทั้งสามนี้ยังนับว่าเป็นวิปัสสนาญาณเทียมอยู่เลย

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:50:43 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 10

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ปฏิบัติเดินทางมาถึงวิปัสสนาญาณที่แท้จริงคือ อุทยัพพยญาณแล้ว ครูคือรูปนามนั้นจึงจะเปิดเผยให้เห็นสภาพที่แท้จริงของไตรลักษณ์เอง

กล่าวได้ว่า การปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ใน กาย เวทนา จิต และธรรม มีความยิ่งใหญ่ ใหญ่กว่าการกระทำอันเป็นกุศลอื่นๆ เขาจึงเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน ๔

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มหาสติเท่านั้นเอง จึงจะรื้อสัญญา และละสังโยชน์ จนสามารถโอนโคตรปุถุชน สู่อารยชน นับตั้งแต่พระโสดา สกิทาคา อนาคามี สู่พระอรหันต์ …นี่แหละคือการวิปัสสนากรรมฐาน หรือที่เรียกว่าการเจริญมหาสติปัฏฐาน ๔ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทางสายเดียวที่จะพาพ้นทุกข์

หากอุปมาชีวิตเราเป็นเรือที่กำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำตัณหาเพื่อไปสู่ฟากฝั่งพระนิพพาน แถมเรือลำนี้ยังมีรอยรั่วอยู่ถึง ๖ ที่ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะทำให้น้ำตัณหาจากภายนอกไหลเข้าสู่เรือได้ เราก็ต้องคอยอุดรอยรั่วนั้นด้วยชันอันหมายถึง สติมา แล้วต้องคอยวิดน้ำในเรือที่มีอยู่ก่อนคือความเป็นเรา(อัตตวิลาส)ออกไปด้วยสัมปชาโณ คือปัญญาที่รู้ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร ขณะเดียวกันเราก็ต้องขยันพายเรือนั้นคืออาตาปี ซึ่งเป็นความเพียรเพื่อไปสู่จุดหมายให้ได้

ดังนั้นใครก็ตามที่คอยวิดน้ำ อุดรอยรั่ว เรือก็จะเบา เมื่อขยันพายเข้า เรือก็วิ่งฉิว ไม่นานโอกาสที่จะถึงท่าพระนิพพาน ย่อมมีได้แน่นอน…”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2549 , 09:52:23 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org