มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑๒)







ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑๒)


ตอนที่ ๑๑

วิสุทธิ ๗ - สิกขา ๓

วิสุทธินี้มีถึง ๗ อย่าง คือ
สีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ
มัคคามัคคญาณวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัศนวิสุทธิ ญาณทัศนวิสุทธิ
วิสุทธิทั้ง ๗ อย่างนี้สงเคราะห์ลงในสิกขา ๓
คือ อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา


“อาจารย์คะ ที่อาจารย์อธิบายว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะมาปรากฏให้เห็นเฉพาะหน้าในอุทยัพพยญาณนั้น เป็นเพราะเครื่องปิดบังไตรลักษณ์ถูกทำลายไปแล้ว หนูขอเรียนถามว่าเราควรทำอย่างไร จึงจะทำให้เครื่องปิดบังไตรลักษณ์นั้นถูกทำลายคะ”

“เป็นคำถามที่ดีมากๆ เทียวค่ะ เพราะมีหลายๆ ท่านที่มาเข้าปฏิบัติก็เพื่อจะเห็นไตรลักษณ์ แล้วบางท่านขณะปฏิบัติก็จินตนาการไปเสร็จเลยว่าอาการที่กำหนดอยู่นั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขอยกตัวอย่างบางคนขณะที่กำลังกำหนดรูปนั่งอยู่ เกิดฟุ้งขึ้นมาแทนที่จะกำหนดนามฟุ้ง หรือนามรู้ในอาการที่ฟุ้งนั้น กลับนึกไปว่า นี่ไง มันไม่เที่ยงจริงๆ นะ ขนาดเรากำลังกำหนดรูปนั่งจิตยังฟุ้งไปเรื่องอื่น เห็นไหมมันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ดั่งที่เรียนมาว่าลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ทุกขัง แล้วยังเป็นอนัตตาอีก เพราะบังคับบัญชาให้อยู่ในรูปนั่งไม่ได้นานเลย ….

อารมณ์ของผู้ปฏิบัติที่อธิบายมาเช่นนี้ท่านคิดว่าเป็นไตรลักษณ์ หรือเปล่าคะ …เป็นนะคะ แต่เป็นโดยสุตามยปัญญา คือท่านเอาความรู้ที่เรียนมานึกคิด แต่ถ้าถามว่าในแง่ของการปฏิบัติวิปัสสนา เป็นการกระทำที่ถูกหรือผิด ก็ต้องบอกว่าผิด ท่านทราบไหมว่าผิดเพราะอะไร”

คุณลุงท่านหนึ่งลุกขึ้นตอบว่า “ที่ผิด เพราะ สิ่งที่คิดอยู่นั้นเป็นอารมณ์อดีตไปแล้ว คือคิดไปในเรื่องเก่าที่เป็นสัญญา ครับ”

“ถูกต้องค่ะ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นต้องบอกว่า ในขณะกำหนดผู้ปฏิบัติมีรูปนามเป็นอารมณ์หรือไม่ หากขณะใดไม่มีรูปนามเป็นอารมณ์ เท่ากับว่าขณะนั้นคุณตกไปจากวิปัสสนาแล้ว

ดังนั้นในการปฏิบัติคุณไม่ต้องไปกำหนดไตรลักษณ์ คุณมีหน้าที่กำหนดนามกำหนดรูปเท่านั้นเอง…ก่อนที่จะตอบคำถามโดยละเอียด เรามาดูก่อนว่าเครื่องปิดบังไตรลักษณ์ที่พูดถึงมีอะไรบ้าง ในเมื่อไตรลักษณ์มี ๓ เครื่องปิดบังก็มี ๓ ด้วย คือ

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:16:08 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



สันตติ ปิดบัง อนิจจัง

เป็นการปิดบังความไม่เที่ยงไม่ให้เห็นการเกิดดับ เพราะอนิจจังในที่นี้คือความเกิดและความดับของรูปนาม สันตติคือความเกิดขึ้นแทนความดับซึ่งสืบต่อเร็วมาก หากใครได้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะทราบว่านามเกิดดับเร็วกว่ารูป เพราะนามเกิดดับถึง ๑๗ ขณะในขณะที่รูปเกิดดับเพียงครั้งเดียว

ดังนั้นสำนักปฏิบัติแห่งนี้คุณพ่อจึงวางหลักไว้ว่าผู้ที่เข้าปฏิบัติใหม่ให้กำหนดรูปอิริยาบท ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน ก่อน อย่าเพิ่งไปใส่ใจในนามมาก เอาแค่กำหนดรู้เท่านั้น เช่น เมื่อได้ยินก็กำหนดแค่ นามได้ยิน เมื่อฟุ้งก็กำหนดแค่นามฟุ้ง เสร็จแล้วกลับมาดูรูปที่กำหนดอยู่ก่อนตามเดิม เพราะเรื่องของนามละเอียดกว่ารูป เราจึงเท่าทันในปัจจุบันนามยากกว่าปัจจุบันรูป แต่เมื่อปฏิบัติไปๆ คล่องแล้วก็จะสามารถกำหนดนามได้เอง

ประการสำคัญการทำลายสันตตติ จะทำลายได้ด้วยการกำหนดนามกำหนดรูปเท่านั้น เพราะเมื่อจิตเข้าไปรู้อารมณ์ใดก็ต้องเอาสติเข้าไปกำหนดรู้มีปัญญาเข้าต้ดสินได้ทันปัจจุบันนั้นว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร เมื่อกำลังของสติมา สัมปชาโณ และอาตาปีมีมากขึ้นก็จะเห็นความเกิดขึ้นและความดับไปของนามและของรูปนั้นๆ เอง

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:22:36 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 2




อิริยาบถ ปิดบังทุกขัง

ทุกวันนี้เราใช้อิริยาบถกันอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่เคยสังเกตและกำหนดเวทนาที่เกิดจากอิริยาบถนั้นๆ เช่นทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่า พอเมื่อยเราก็เปลี่ยนไปเลยโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นเพราะอะไร พอเปลี่ยนเสร็จก็รู้สึกสบายในอิริยาบถใหม่ เกิดสุขวิปลาส อภิชฌาก็เข้าทันทีในขณะนั้น เขาจึงบอกว่าอิริยาบถปิดบังทุกขัง

ในการปฏิบัตินั้น ผู้ปฏิบัติต้องคอยสังเกตุทุกข์ โดยเฉพาะทุกขเวทนาในอิริยาบถเก่าซึ่งเป็นของหยาบจะสังเกตได้ง่าย แต่สังขารทุกข์ในอิริยาบถใหม่นั้นสังเกตได้ยาก เพราะคนทุกคนย่อมมีวิปลาส คือ สำคัญผิดไปว่าอิริยาบถใหม่เป็นสุข ด้วยเหตุที่ว่าอิริยาบถใหม่เป็นปัจจัยให้เกิดสุขเวทนา

เพราะฉะนั้นการเห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่จึงเป็นของยาก ผู้ปฏิบัติจะต้องมีโยนิโสมนสิการถูกต้องในเหตุผลจริงๆ มิฉะนั้นไม่มีโอกาสเห็นสังขารทุกข์ได้เลย….”

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:31:49 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 3



เมื่อสิตางศุ์ อธิบายมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกที่เคยประจักษ์ทุกข์ในอดีตที่เคยปฏิบัติมา กลับมาหลั่งล้นในใจ ทำให้เสียงที่บรรยายนั้นเครือสะท้าน

“…แต่ถ้าผู้ปฏิบัติท่านใดได้ประจักษ์ในสังขารทุกข์แล้ว หากองค์ของสติมา สัมปชาโณ และอาตาปีมีกำลังมากขึ้นก็จะประจักษ์ในสภาวทุกข์และทุกขลักษณะต่อไป ที่นี้เรามาดูว่าสังขารทุกข์นี้สำคัญอย่างไร ทราบไหมคะ”

“…….”

“ถ้างั้น อาจารย์ขอตั้งคำถามใหม่ว่า ประโยชน์ของการกำหนดที่เท่าทันในปัจจุบันนั้น คืออะไร”

“…สามารถทำลายอภิชฌา และโทมนัสได้ค่ะ” ผู้ปฏิบัติหญิงท่านหนึ่งตอบ

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:35:27 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 4




“ถูกต้องค่ะ ที่สำคัญทุกท่านต้องรู้ว่า อภิชฌา และโทมนัส อาศัยเกิดที่ไหน…อภิชฌา คือ ตัณหาหรือความชอบ ซึ่งได้แก่ โลภะ ที่เป็นสมุทัย ย่อมอาศัยเกิดในอิริยาบถใหม่ ….ส่วนโทมนัส ก็เป็น ตัณหา คือความไม่ชอบ ซึ่งได้แก่ โทสะ ที่เป็นกิเลส ย่อมอาศัยเกิดในอิริยาบถเก่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าตราบใดที่ผู้ปฏิบัติยังไม่เห็นสังขารทุกข์ในอิริยาบถใหม่ ก็เท่ากับว่ายังขับไล่ตัณหาออกไปไม่ได้ เพราะตัณหาเป็นข้าศึกกับความทุกข์ พระพุทธองค์จึงทรงกำหนดไว้ข้อหนึ่งว่า ทุกข์เป็นกิจที่ควรกำหนดรู้ เพราะเมื่อใดที่รู้ทุกข์ในอิริยาบถใหม่ เมื่อนั้นสมุทัย คือตัณหาก็จะถูกละไปเองโดยปริยาย ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงต้องคอยหมั่นสังเกตอิริยาบถ และการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถให้ดีๆ

ข้อนี้จึงเป็นหลักตัดสินได้แน่นอนเลยว่า การปฏิบัติจะโดยวิธีใดก็ตาม ถ้าไม่ใช่เป็นเหตุให้เห็นทุกข์ ข้อปฏิบัตินั้นไม่ใช่ข้อปฏิบัติที่จะให้ออกจากทุกข์และนำออกจากสังสารวัฏฏ์ได้เลย เพราะฉะนั้นข้อปฏิบัติที่จะทำให้ล่วงจากทุกข์ในวัฏฏะได้ ต้องไปในการดูทุกข์อย่างเดียว

แล้วการกำหนดทุกข์นี่เองจะเป็นหนทางให้เกิดนิพพิทาญาณ ญาณที่เบื่อหน่ายในทุกข์ คำว่าทุกข์ในที่นี้ก็คือ รูปนามขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี ถ้าผู้ใดขับไล่ตัณหาออกไม่ได้ นิพพิทาญาณเกิดไม่ได้ ถ้านิพพิทาญาณเกิดไม่ได้แล้ว วิราคะ วิมุตติความหลุดพ้นก็ไม่เกิด วิสุทธิ(ความบริสุทธิ์หมดจด)ก็เกิดไม่ได้เหมือนกัน

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:38:05 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 5




ฆนสัญญา ปิดบัง อนัตตา

ฆนสัญญาแปลว่าการประชุมรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทำให้เราหลงผิดว่าเป็นตัวตน เป็นคน เป็นสัตว์ชนิดนั้นชนิดนี้ เป็นเราเดิน เรานั่ง เรานอน แท้ที่จริงสิ่งที่เราหลงว่าเป็นตัวเรานั้นก็คือการประชุมรวมกันของรูปนาม หรือขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั่นเอง

ดังนั้นที่เราหลงมีความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา นี้แหละ คือ ฆนสัญญา ที่มาปิดบังไม่ให้เราเห็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ต่างๆ ที่นี้มีท่านหนึ่งถามมาว่า เราจะทำลายสามตัวนี้ไปได้อย่างไร

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:41:21 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 6




ในความเป็นจริงเวลาที่เราเข้าปฏิบัติ เราก็ไม่มีหน้าที่ไปทำลายสามตัวนี้นะคะ ที่ทำลายได้นั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ หากคุณปฏิบัติได้ถูกต้อง ผลก็ต้องเกิดขึ้นเอง อุปมาเหมือนคนที่เนื้อตัวสกปรก หากเขาต้องการให้สะอาด เขาก็ต้องอาบน้ำ เมื่ออาบน้ำเสร็จเนื้อตัวก็สะอาดเอง หากถามว่าทำไมการอาบน้ำจึงทำให้สะอาด ก็เพราะคราบสกปรกที่ติดอยู่ได้ถูกชำระออกไปหมดเนื้อตัวเขาถึงสะอาด

ทำนองเดียวกันบุคคลที่ประจักษ์ไตรลักษณ์ได้ก็เพราะเขากำหนดรูปนาม กำหนดไปๆ ในที่สุดเกิดความสันทัด ปรมัตถ์นั้นก็กลับมาคุ้มครอง ปัญญาปรีชามากขึ้นจนเกิดภาวนามยปัญญา ที่เกิดขึ้นตามลำดับถึง ๑๖ ขั้น เรียกว่าโสฬสญาณ ขณะที่ภาวนามยญาณเกิดขึ้นนั้นเครื่องปิดบังไตรลักษณ์ก็ถูกทำลายไปเอง

ภาวนามยปัญญาที่กล่าวถึงนี้ เป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ ซึ่งเกิดจากการเข้าไปพิสูจน์จนได้ความจริงของวัตถุที่ถูกพิสูจน์นั้น เป็นปัญญาที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าตนได้รู้แล้วได้เห็นแล้ว ความรู้ขั้นนี้แหละที่เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา ซึ่งสามารถทำลายความเห็นที่เข้าใจผิด(วิปลาส)ว่าชีวิตนี้ดี มีตัวมีตน

ฉะนั้นผู้ปฏิบัติไม่ควรกำหนดไตรลักษณ์ ถ้าไปใส่ใจกำหนด ถือว่า เป็นอโยนิโสมนสิการ เพราะผิดจากหน้าที่และกาละที่ควรจะกำหนดรู้ในเวลานั้น เพราะธรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นไตรลักษณ์ หรือนามรูปปริเฉทญาณเป็นธรรมที่เป็นผลซึ่งจะเกิดขึ้นเองเมื่อทำเหตุให้ถูกต้องและสมบูรณ์แล้ว ส่วนหน้าที่ของผู้ปฏิบัตินั้นคือโยนิโสมนสิการ ด้วยการดูทุกข์ และกำหนดนามรูปให้ถูกต้องเท่านั้นเอง

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:43:45 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 7



เมื่อผู้ปฏิบัติๆ ติดต่อกันไป จนรู้ว่ารูปแต่ละรูปเช่นรูปนอน รูปนั่ง รูปยืน รูปเดินนั้นไม่ใช่รูปเดียวกัน แม้นามก็เช่นกัน อีกทั้งรูปและนามนี้แยกกระจายให้เห็นเป็นคนละอัน มาถึงตรงนี้เท่ากับว่าฆนสัญญาได้ถูกทำลายแล้ว ความเข้าใจผิดที่เคยคิดว่ารูปเป็นตัวตนคนสัตว์ก็หมดไป ปัญญานี้เองเรียก นามรูปปริเฉทญาณ

อารมณ์ของปัญญาเวลานี้จะมีแต่รูปกับนามเท่านั้น ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนเข้าอาศัยได้เลย และนามรูปปริเฉทญาณนี้เอง เป็นญาณที่ทำให้เข้าถึง ทิฏฐิวิสุทธิ ซึ่งได้แก่ความเห็นถูกที่ปราศจากกิเลส ทั้งนี้เพราะความเห็นผิดที่สำคัญว่านามรูปเป็นตัวตนเป็นของๆตนจะไม่มีอยู่เลยในขณะนั้น

อันที่จริงวิสุทธินี้มีถึง ๗ อย่าง คือ สีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณวิสุทธิ ปฏิปทา ญาณทัศนวิสุทธิ ญาณทัศนวิสุทธิ ทั้ง ๗ อย่างนี้สงเคราะห์ลงในสิกขา ๓ คือ อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา คือ

สีลวิสุทธิ สงเคราะห์ลงใน อธิศีล
จิตวิสุทธิ สงเคราะห์ลงใน อธิจิต
วิสุทธิที่เหลือทั้ง ๕ สงเคราะห์ลงใน อธิปัญญา

วิสุทธิแต่ละวิสุทธิเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันคือเป็นตัวผลักดันให้เกิดซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ศีลวิสุทธิ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตวิสุทธิ และจิตวิสุทธิก็เป็นปัจจัยให้แก่ปัญญาวิสุทธิ ก่อนที่เราจะพูดถึงศีล สมาธิ และปัญญา ว่าวิสุทธิได้อย่างไร เราก็ควรทราบก่อนว่าวิสุทธิ หมายถึงอะไร

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:46:09 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 8



วิสุทธิ หมายถึง ความบริสุทธิ์ ในที่นี้คือบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ในเมื่อกิเลสมี ๓ ชนิดก็ต้องหมดจดทั้งกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ความหมดจดจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยศีล สมาธิ และปัญญา ที่วิสุทธินั่นเอง

อันดับแรกของวิสุทธิคือ ศีลวิสุทธิ

ที่นี้เรามาดูว่าในขณะที่เรากำลังเจริญวิปัสสนา หรือสติปัฏฐาน ๔ อยู่นั้นอารมณ์ของศีลอาจไม่มีให้งดเว้น แต่ว่ากิจของศีลขณะนั้นยังมีอยู่ เพราะหยาบจะล่วงมาทางกาย และวาจาไม่ได้เลย แสดงว่ากิจของศีล เข้าร่วมด้วยกับอารมณ์ของสติปัฏฐานนั้น

ขณะเดียวกันศีลที่มีในผู้ปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งเรียกว่า อินทรียสังวรศีลนั้นไม่ใช่ศีลที่กระทำเพื่อต้องการกุศล หรือรักษาศีลเพื่อต้องการเกิดดีๆ ต้องการมีความสุข ที่มีเจตนาเป็นไปด้วยอำนาจของกิเลส แต่ทว่าอินทรียสังวรศีลเป็นศีลที่ถือเพื่อปรารถนาพระนิพพาน ดังนั้นศีลชนิดนี้จึงบริสุทธิ์เป็นวิสุทธิได้

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:48:00 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 9



ขอย้ำให้ทุกท่านได้ตระหนักในความโชคดี เพราะอินทรียสังวรศีลนี้ เป็นศีลที่มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เป็นศีลที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการปฏิบัติวิปัสสนา หรือเจริญสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นหนทางที่เกิดจากการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฉะนั้นทุกๆ ท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ รวมถึงตัวอาจารย์ด้วยจึงเป็นบุคคลที่โชคดีอย่างมากมายมหาศาล โชคดีอย่างที่ ๑ ก็คือ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ โชคดีอย่างที่ ๒ ได้พบพระพุทธศาสนา โชคดีอย่างที่ ๓ คือได้มีโอกาสศึกษาพระธรรม เพราะบางคนได้เกิดเป็นพุทธศาสนิกชนก็แค่มีชื่ออยู่ในใบสำมะโนครัวเท่านั้น แต่ไม่เคยทราบเลยว่าพระพุทธศาสนาสอนอะไร

โชคดีอย่างที่ ๔ คือได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ คือ สติปัฏฐาน ๔ ….บางท่านเรียนมามาก ตอบได้หมดไม่ว่าจะเป็นเรื่อง จิต เจตสิก รูป และนิพพาน แต่ไม่มีโอกาสได้เดินทางจริงๆ …แต่พวกเราทุกคนขณะนี้ได้อาศัยความมีโชค ๔ ชั้น เดินไปในเส้นทางที่พระพุทธองค์และพระอริยะเจ้าทั้งหลายได้ทรงดำเนินมาแล้วเพื่อ

ความสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลทั้ง ๔ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ….เห็นไหมคะ เป็นเรื่องที่น่ายินดีสักแค่ไหน

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:50:30 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )


  สลักธรรม 10




ต่อไปจะกล่าวถึงวิสุทธิลำดับที่ ๒ คือ จิตวิสุทธิ

ก็ต้องบอกว่าสมาธิอันใดที่เกิดจากอารมณ์ของสติปัฏฐาน สมาธิอันนั้นจัดเป็นจิตตวิสุทธิได้ เพราะประโยชน์ของมหาสติปัฏฐานนั้นก็คือ การทำลายอภิชฌา และโทมนัส โดยเฉพาะตอนที่เรามีสติพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม อยู่นั้น จิตประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ อภิชฌาและโทมนัสก็ถูกทำลาย

เมื่อความยินดียินร้ายไม่มี เท่ากับว่าสมาธิประหารนิวรณ์ได้ เมื่อนิวรณ์เกิดไม่ได้แสดงว่ากิจของสมาธิเกิดขึ้นในขณะที่เจริญสติปีฏฐานนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นสมาธิเพื่อพระนิพพานด้วยแล้วก็จัดเป็นวิสุทธิที่เรียกว่า จิตวิสุทธิได้ เพราะจิตวิสุทธิ คือ จิตที่มีความบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสนั่นเอง

จิตวิสุทธินี้คล้ายศีลวิสุทธิ คือต้องรู้ว่าทำสมาธินั้นไปเพื่ออะไร หากทำเพื่อให้จิตสงบ หรือเพื่อได้มีความสุข สมาธินั้นไม่บริสุทธิ์แล้ว จึงต้องคอยรู้สึกตัวสังเกตว่าความรู้สึกอย่างนี้ มีตัณหาหนุนหลังหรือไม่ เมื่อผู้ปฏิบัติต้องการความสุขก็เท่ากับไม่ต้องการความทุกข์

ในขณะที่วิปัสสนานั้นผู้ปฏิบัติต้องกำหนดรู้ทุกข์ มีสมาธิที่เป็นไปในอารมณ์ของสติปัฏฐานเพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อความหมดจดจากกิเลสเท่านั้น สมาธินั้นจึงจะวิสุทธิได้

โดย สัตตบงกช [24 ธ.ค. 2549 , 21:53:09 น.] ( IP = 58.9.95.212 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org