มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑๓)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑๓)


ตอนที่ ๑๒

ปัญญาวิสุทธินี้ยังจำแนกออกเป็น ๕ ระดับตามกำลังของญาณปัญญาที่เกิดขึ้นคือ

วิสุทธิลำดับที่ ๓ มีชื่อเรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ คือ ปัญญาที่มีความเห็นถูก คือเห็นตามความเป็นจริงโดยปราศจากกิเลส มีความเข้าใจถูกในอารมณ์นั้นด้วยความรู้ที่เกิดขึ้นจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ จึงกล่าวได้ว่าปัญญาเป็นอาวุธสำคัญที่ทำลายกิเลสคือความเห็นผิดในอารมณ์ให้หมดไป จัดว่าเป็นวิสุทธิ

หากถามว่าปัญญาที่เห็นถูกที่ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ นั้นเห็นอย่างไร ก็ต้องตอบว่าเห็นนามและรูปนั้นว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่มีสิ่งใดๆ เป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจของใคร แล้วทิฏฐิวิสุทธินี้ได้มาจากไหน ก็ได้มาจากนามรูปปริจเฉทญาณ เพราะขณะนั้นเป็นปัญญาที่เห็นนามและรูปมันแยกออกจากกัน ไม่ใช่อันเดียวกัน แล้วไหนล่ะคน ไม่มี

....ตรงนี้แหละเริ่มแล้ว เริ่มตรงญาณแรกที่เกิดขึ้นคือ นามรูปปริเฉทญาณ ซึ่งเป็นวิปัสสนาปัญญาขั้นต้นที่ประกาศก้องให้ผู้นั้นประจักษ์รูปนามที่กระจายออกให้เห็น ความยึดมั่นเป็นตัวตน เป็นเรา ไม่มีแล้ว แค่นี้ถือว่าฆนสัญญาคือความเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่ทำให้เราเข้าใจว่าเป็นตัวตน หญิงชาย ถูกทำลายไปโดยปัญญา สักกายทิฏฐิที่เป็นลิ่มสลักปิดประตูขังเราไว้ในคุกมืด คือสังสารวัฏ ก็เริ่มสั่นคลอนพร้อมที่จะถูกทำลาย เปิดช่องทางให้แสงสว่างของปัญญาสาดส่องเข้ามา ในเมื่อความเห็นผิด คือทิฏฐิถูกทำลาย ญาณนี้จึงเป็นความเห็นที่บริสุทธิ์ เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:23:12 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ที่จะได้ทิฏฐิวิสุทธินั้นจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ในมหาสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งแม้พระพุทธองค์ก็ทรงประกาศก้องว่า …เอกายมัคโค ทางนี้สายเดียวเท่านั้น ที่จะพาพวกท่านไปให้พ้นจากความอัสดงของชีวิต เพราะผลานิสงส์ของการปฏิบัติมหาสติปัฏฐานเป็นไปเพื่อความหมดจดจากกิเลสของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อข้ามพ้นความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ควรรู้ และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งอันเป็นจุดมุ่งหมายของทุกๆ ท่านที่นั่งอยู่ ณ ตรงนี้นั่นเอง

นามรูปปริเฉทญาณที่เกิดขึ้นแล้ว จะผลักดันให้เกิดญาณต่อไปคือ ปัจจยปริคหญาณ เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดรูปนามที่มีมากมายโดยไม่ก้าวก่ายกัน และทันปัจจุบันที่รูปนั้นนามนั้นเกิดขึ้น ก็จะประจักษ์ว่าแต่รูปละรูป และนามแต่ละนามที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นเพราะมีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ เช่นรูปในอิริยาบถต่างๆ เกิดได้เพราะมีนามคือจิต หากไม่มีจิตรูปเหล่านั้นก็เกิดไม่ได้ แม้นามก็เช่นเดียวกัน

นามได้ยินเกิดได้ก็ต้องอาศัยรูป คือเสียงเป็นปัจจัยทำให้นามคือโสตวิญญาณเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังต้องมีโสตประสาท มีช่องว่างของหู และมีมนสิการอีกด้วยปัญญาที่รู้เช่นนี้เรียกว่า ปัจจยปริคหญาณ ซึ่งทำให้หมดสิ้นความสงสัยเป็นความบริสุทธิ์ที่เป็นวิสุทธิลำดับที่ ๔ มีชื่อว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ ทั้งนี้เพราะผู้ปฏิบัตินั้นได้เข้าถึงความจริงที่ว่า ธรรมทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ…ดั่งพระบาลีที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

เย ธัมมา เหตุปัปภะวา เตสัง เหตุง ตะถาคะโต
เตสัญจะ โย นิโรโธ จะ เอวัง วาที มหาสะมะโณ

ซึ่งแปลว่า ……ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุ และการดับแห่งธรรมเหล่านั้น

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:26:01 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2


ซึ่งในสมัยพุทธกาลได้มีท่านผู้หนึ่งฟังข้อความนี้แล้วสำเร็จดวงตาเห็นธรรม …พอจะทราบไหมคะว่าท่านผู้นั้นเป็นใคร และใครเป็นผู้พูดข้อความนี้”

“พระสารีบุตรค่ะ เมื่อฟังธรรมนี้จากพระอัสสชิก็ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบันค่ะ”

“ถูกต้องค่ะ...” ยังไม่ทันที่สิตางศุ์จะอธิบายต่อก็มีผู้ปฏิบัติท่านหนึ่งตั้งคำถามตามมาทันที

“อย่างนี้ แสดงว่าท่านพระสารีบุตรไม่ต้องปฏิบัติวิปัสสนาเลยใช่ไหมครับ เพราะพอได้ยินเท่านั้นท่านก็สำเร็จเลย…”

“นี่ไงคะ พวกเราส่วนใหญ่มักเป็นผู้ด่วนสรุป เราต้องยอมรับความจริงว่าพวกเราทุกคนยังเป็นปุถุชน แม้บางท่านจะปฏิบัติมามากก็ยังมีความสงสัยอยู่ แสดงว่าเรายังไม่ถึงกังขาวิตรณวิสุทธิ เพราะผู้ที่มาถึงตรงนี้จะหมดจดจนข้ามพ้นความสงสัยแล้ว เพราะรู้แล้วว่าธรรมทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แม้ชาติก่อนขันธ์ห้าก็เกิดด้วยเหตุปัจจัย เดี่ยวนี้ก็เกิดด้วยเหตุปัจจัย และชาติหน้าก็ต้องเกิดด้วยเหตุปัจจัยเช่นเดียวกัน แต่เราเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างยังมีความลังเลสงสัยเพราะเรายังไม่มีปัญญาถึงขั้นนั้น

เช่นเดียวกันท่านพระสารีบุตรกว่าจะมาฟังธรรมประโยคนี้จากท่านพระอัสสชิได้ ท่านสร้างบารมีมาพร้อมแล้วเพื่อที่จะเป็นอัครสาวก หากท่านไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐานในชาติก่อนๆ ท่านคงสำเร็จในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ แล้ว เมื่อบารมีท่านพร้อมก็เหมือนพลุที่อัดเชื้อเพลิงไว้แน่นแล้ว เพียงแค่จุดไฟก็พลุ่งออกทันที

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:26:51 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3

ฉะนั้นเมื่อพระอัสสชิท่านกล่าวประโยคนี้ขึ้นมาท่านก็คิดตาม แล้วความสันทัดที่ท่านเคยปฏิบัติวิปัสสนาจนผ่านญาณปัญญามาแล้วก็หลั่งไหลเกิดขึ้น เห็นรูปและนามเป็นคนละส่วนกัน และรูปที่เกิดเพราะมีเหตุปัจจัยให้เกิด และนอกจากความเกิดแล้วท่านยังประจักษ์ถึงความดับอีกด้วย ได้ประจักษ์ถึงสภาวะลักษณะทั้ง ๓ คือนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างอ่อนๆ ในญาณที่มีชื่อว่า สัมมัสสนญาณ จนกระทั่งปัญญาแก่กล้าพาสู่ญาณปัญญาที่สูงขึ้นไป ที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ อันเป็นวิปัสสนาญาณที่แท้จริง คือ

อุทยัพพยญาณ คือ ปัญญาที่เห็นความเกิดดับของนามรูปชนิดสันตติขาด เป็นการประจักษ์ไตรลักษณ์อย่างชัดเจน นั่นก็คือ อารมณ์และจิตดับพร้อมกัน ซึ่งญาณนี้จะมี ๒ ระดับ

ถ้าเป็นอุทยัพพยญาณ อย่างอ่อนๆ เรียกว่า ตรุณอุทยัพพยญาณ ผู้ปฏิบัติบางท่านอาจเกิด วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งเป็นกิเลสของวิปัสสนา มี ๑๐ อย่างด้วยกัน ท่านทั้งหลายสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมเองได้เมื่อธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ทำให้อารมณ์ของวิปัสสนาเสียไป ไม่ได้ปัจจุบัน ตกจากปัจจุบัน และทำให้เนิ่นช้าอยู่ ไม่ดำเนินไปถึงธรรมอันสิ้นสุดทุกข์ได้

ผู้ปฏิบัติใดดำเนินมาถึงสัมมัสสนญาณและตรุณอุทยัพพยญาณ ได้ชื่อว่ามีความบริสุทธิ์ในวิสุทธิลำดับที่ ๕ มีชื่อว่า มัคคามัคคญาณทัสสนาวิสุทธิ จะรู้เลยว่าใช่ทางหรือไม่ใช่ทาง เพราะถ้ามีวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นนี้แสดงว่าไม่ใช่ทาง

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:28:33 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4


ส่วนอุทยัพพยญาณ อย่างแก่ ที่เรียกว่า พลวอุทยัพพยญาณนั้น บุคคลใดก็ตามที่มาถึงญาณนี้ย่อมผ่านการเกิดวิปัสสนูปกิเลสแล้ว จิตย่อมโน้มไปสู่ญาณปัญญาที่สูงขึ้นไปตามลำดับ คือ

๒. ภังคญาณ คือ ปัญญาที่รู้แต่ความดับไปฝ่ายเดียวของนามรูป

๓. ภยญาณ คือ เป็นญาณปัญญาที่รู้ว่านามรูปนี้เป็นภัยอย่างเดียว

๔. อาทีนวญาณ คือ ปัญญาที่เห็นโทษของนามรูป

๕. นิพพิทาญาณ คือ ปัญญาที่รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการมีนามรูป เพราะนามรูปนี้นอกจากเป็นไตรลักษณ์แล้ว ยังมีความเกิดดับ จนกระทั่งดับอย่างเดียว เมื่อเห็นโทษเห็นภัย จึงเกิดเบื่อหน่าย เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน

๖. มุญจิตุกัมมยตาญาณ คือ ปัญญาที่ต้องการจะไปให้พ้นจากนามรูปนี้ แต่ไปไม่พ้น

๗. ปฏิสังขารญาณ คือ ปัญญาที่รู้อุบายในการพิจารณานามรูป (ว่าจะต้องเพ่งพิจารณาดูต่อไป) ตามพิจารณาไตรลักษณ์ที่ปรากฏให้เห็นอย่างอุกฤษณ์ เป็นทางออกสู่พระนิพพาน ใครได้ อนิจจํ อนิจจํ ก็ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ถี่เข้าถี่เข้า ใครได้อนตฺตาก็ปรากฏถี่เข้า ทุกฺขํ ก็ถี่เข้า จนปัญญาแก่กล้าสู่ญาณต่อไป

๘. สังขารุเปกขาญาณ คือ ญาณที่วางเฉยต่อนามรูป พิจารณาไตรลักษณ์ที่ปรากฏ จิตประกอบไปด้วยปัญญาจะมาเป็นผู้ดูงานเฉยๆ ไม่บงการงานแล้ว จนกระทั่งอำนาจปัญญาถึงความสุกเต็มที่ อนุโลมญาณก็เกิดขึ้น

๙. อนุโลมญาณ คือ ปัญญาที่อนุโลมให้เห็นอริยสัจจธรรม ความเป็นจริง อนุโลมให้ผู้วางเฉยนั้น ปรากฏการณ์คือนิ่ง ภาพที่เคยหวั่นและไหวไป

ตามอาการของญาณปัญญา ก็จะอยู่ในวิถีแห่งปัญญาที่สงบนิ่งตรงดิ่งแห่งการมอง อนุโลมญาณเห็นสัจจธรรม ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค วิปัสสนาญาณ ๙ นี้ถือเป็นปัญญาวิสุทธิลำดับที่ ๖ ที่เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนะวิสุทธิ เพราะเป็นความบริสุทธิ์ที่มีหนทางอันแน่วแน่ตรงต่อความเป็นพระอรหันต์ หรือตรงต่อพระนิพพาน และเมื่อใดที่มีการอนุโลมให้เห็นอริยสัจ ๔ เท่ากับว่าผู้นั้นได้ตรัสรู้ตามพระพุทธองค์ เมื่อนั้นการโอนโคตรจากปุถุชนสู่อริยชนก็เกิดขึ้นด้วยญาณลำดับต่อไปคือ

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:30:47 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

โคตรภูญาณ

ญาณนี้มีหน้าที่รวบรวมความรู้ในกิจของอริยสัจจ์ ๔ นั่นเอง ทั้งสัจจญาณ กิจญาณ กตญาณเข้าด้วยกัน เอามาเคล้ากัน โคตรภูญาณเป็นปัญญาที่ตั้งอยู่ในระหว่างปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ กับ ญาณทัสสนะวิสุทธิ

ผู้ที่เรียนพระอภิธรรมปริเฉทที่ ๔ มาแล้ว คงพอจะนึกออกนะคะว่า โคตรภูญาณเป็นชวนะจิตขณะที่ ๓ ต่อจากอนุโลมญาณ และ เมื่อโคตรภูญาณเกิดขึ้นขณะหนึ่ง มีนิพพานเป็นอารมณ์แล้วก็ดับไป เรียกว่าเป็นจิตดวงแรกที่ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ แม้โคตรภูญาณนี้จะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็จริง แต่ก็ยังทำหน้าที่ตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทไม่ได้ จนกว่าจะเข้าสู่ญาณต่อไป


มรรคญาณ

เป็นชื่อของปัญญาที่เกิดขึ้นในมรรคจิต ต่อจากโคตรภูญาณ มรรคญาณมีนิพพานเป็นอารมณ์เช่นเดียวกับโคตรภูญาณ แต่จิตเป็นโลกุตตรจิตแล้ว เพราะทำการประหารกิเลสได้เด็ดขาดเป็นสมุจเฉทตามกำลังของมรรคชั้นต่างๆ เช่น พระโสดาบัน ก็ทำลายกิเลสเป็นสุมจเฉท คือ สังโยชน์ ๓ อกุศล ๑๒ ก็ตัดไป ๕ ไม่เกิดอีกเลย คือโลภะ ๔ และวิจิกิจฉา ๑ เป็นต้น และทันทีที่มัคคจิตดับลง ผลจิตที่เป็นญาณขั้นต่อไปก็จะเกิดขึ้นทันที

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:31:56 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6


ผลญาณ

เป็นชื่อของปัญญาที่เกิดในผลจิตจัดอยู่ในญาณทัสสนะวิสุทธิ เมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นมีพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว ก็ชำระกิเลสให้หมดสิ้นลงไป ดับลงไป ต่อจากนั้น ผลญาณที่เกิดขึ้นในผลจิตก็เกิดขึ้นตามมาเสวยวิมุตติสุขตามมรรคญาณที่ได้ทำเหตุไว้


ปัจจเวกขณญาณ

เป็นชื่อของญาณปัญญาที่พิจารณา มรรค ผล นิพพาน กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ตามกำลังของพระอริยบุคคลนั้นๆ ซึ่งอาจารย์จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียด เพียงแต่ขอให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลนั้นจะต้องบริสุทธิ์ถึงขั้นวิสุทธิที่ ๗ คือ ญาณทัสสนวิสุทธิ คือนับตั้งแต่ มรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ ซึ่งหมายถึง กิเลสจะต้องถูกประหารเป็นสมุจเฉทปหาณ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพระอริยบุคคลประเภทใดจะประหารกิเลสชนิดไหนเท่านั้นเอง….”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:34:14 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7


เสียงระฆังตีดังสองครั้งจากยามที่ขี่จักรยานผ่านหน้าบ้านปลุกความรู้สึกของสิตางศุ์ให้ออกจากห้วงคำนึง หัวใจที่เต้นแรงและเร็วทวีความเหนื่อยเสมือนว่าเพิ่งเสร็จจากการบรรยายมาใหม่ๆ ยังจำได้ว่าวันนั้นเธอตั้งใจถ่ายทอดสิ่งที่เธอคิดว่ามีค่าสูงสุดให้กับผู้ปฏิบัติอย่างสุดชีวิต จนรู้สึกดีใจว่าเธอได้ทำหน้าที่สมกับที่บิดาและคณาจารย์ทั้งหลายไว้วางใจ เธอไม่เคยลืมคำพูดที่เขาเหล่านั้นได้คุยกัน แม้ว่าขณะนั้นเธอยังเล็กอยู่และยังไม่เคยมีความนึกคิดที่จะดำเนินรอยตามบิดาก็ตาม

“อาจารย์ ฉันคิดว่ายายหนูคนนี้จะทำหน้าที่แทนพวกเราได้อย่างแน่นอน พวกเราคงได้นอนตายตาหลับกันแล้วล่ะ….”

และหลายต่อหลายครั้งท่านอาจารย์ที่เธอเรียกว่า “คุณย่า” พยายามสนทนาธรรมะเพื่อเป็นการทดสอบ และแทบทุกครั้งเมื่อได้รับคำตอบจากเธอจะเรียกเสียงหัวเราะจากท่านออกมาได้

“เห็นไหม อาจารย์ ฉันบอกแล้ว…ไหวพริบยายหนูใช้ได้ดีทีเดียวล่ะ”

สิ่งที่เธอจำได้อย่างแม่นยำก็คือ ทุกครั้งที่บรรยายคุณย่ามักประกาศกับผู้ปฏิบัติว่า “....ผู้ไม่รู้จักรูปนาม คือผู้ไม่รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า ขอท่านทั้งหลายจงศึกษาให้ถ่องแท้เถิด จะได้ไม่ถูกอุบายของขันธ์ดักไว้ ฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้จักรูปนามซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการให้รู้ของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็อย่าได้เข้าใจว่าท่านรู้จักพระพุทธศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าดี...”

ท่านถึงกับยกตัวอย่างประสบการณ์ชีวิตของท่านเองว่า ก่อนที่จะมาปฏิบัติวิปัสสนานั้น ท่านได้รับเชิญให้ไปพูดธรรมะตามในสถานที่ต่างๆ จนท่านรู้สึกว่าไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับธรรมะท่านรู้จนหมดแล้ว จนเมื่อได้พบกับพระอาจารย์ชาวพม่าที่เป็นผู้สอนให้ท่านปฏิบัติวิปัสสนา ท่านจึงรู้ว่าแท้ที่จริงนั้นท่านยังไม่รู้อะไรเลยในเรื่องของพระพุทธศาสนา ท่านจึงต้องเรียนเรื่องรูปนาม โดยเฉพาะรูปนามที่เป็นอารมณ์และอิริยาบถ โดยเรียนว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ต้องฝึกสติกำหนดรู้รูปนามทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นตามอารมณ์ และอิริยาบถทั้งหลายให้ได้ปัจจุบัน โดยรู้เท่าทันความเป็นจริง...

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:35:23 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8


มาบัดนี้เมื่อเธอได้มีโอกาสมายืนในตำแหน่งของท่านเหล่านั้น ถือจึงรู้ว่างานที่จะช่วยแก้ไขความเห็นผิดของผู้คนทั้งหลายนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายตามใจปรารถนาเลย แต่ถึงอย่างไรเธอก็จะพยายามสอนสุดความสามารถเพื่อให้ทุกๆ คนได้ทำกิจตามพระพุทธประสงค์ที่สอนให้กำหนดรู้ทุกข์ เธอจะต้องทำทุกๆวิถีทางที่จะให้เขาได้รู้ด้วยการปฏิบัติไม่ใช่ด้วยการนึกหรือท่องตามที่เธอได้รับฟังมา

และเธอคิดว่าเป็นหน้าที่ที่เธอจะต้องอธิบายให้เขาได้รู้ในสิ่งที่เขามองข้ามไปนั่นก็คือว่า ทุกข์ได้แก่ รูปนาม เพราะฉะนั้นการกำหนดทุกข์ก็คือ การกำหนดรูปนามนั่นเอง หากผู้ใดไม่กำหนดทุกข์ ก็แปลว่าผู้นั้นไม่ทำกิจในอริยสัจจ์ เพราะพระพุทธองค์ทรงมีพระดำรัสว่า ทุกข์ (รูป-นาม) มีกิจให้กำหนดรู้ เมื่อไม่กำหนดรู้ ก็ย่อมไม่มีโอกาสแจ้งอริยสัจจ์ได้อย่างแน่นอน

มาวันนี้ เธอคิดถึงคณาจารย์เหล่านั้น หากยังมีพวกท่านอยู่เธอคงจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและว้าเหว่เช่นนี้ สุขภาพกายที่ไม่เอื้ออำนวยกับภาระการงานที่เธอต้องรับผิดชอบ แม้ว่าจิตใจจะเข้มแข็งและแกร่งกล้าเพียงใด บางครั้งก็ทำให้เธอต้องอยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลาน กว่าจะพยุงกายขึ้นมาอีกครั้งเธอต้องสร้างกำลังใจให้กับตนเองด้วยพระพุทธดำรัสที่ตรัสในวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพซึ่งปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตร ใจความว่า

….อานนท์ บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าในปัจจุบันนี้ หรือหลังจากเราปรินิพพานแล้ว หากเป็นที่พักพิงของตนเอง เป็นที่พึ่งของตนเอง ไม่ยอมตนให้มีที่พึ่งภายนอก ยึดมั่นในธรรมว่าเป็นที่พักพิงและเป็นที่พึ่ง ไม่ยึดที่พึ่งในสิ่งอื่น

อานนท์ ในท่ามกลางภิกษุทั้งหลายของเรา บุคคลนั้นแลจะต้องบรรลุถึงสิ่งที่สูงสุด แต่เขาจักต้องเพียรพยายามในการศึกษา….

พระพุทธพจน์ที่มีพลังอันหนักแน่นนี่เอง…...ที่เป็นแรงกระตุ้นใจให้เธอบอกตนเองว่า ธรรมอันเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง คือ สติปัฏฐาน ๔ ที่เธอจะต้องดำเนินไปให้ถึง และที่สำคัญก่อนจะถึงวันนั้นเธอจะต้องทำหน้าที่แทนบิดาและคณาจารย์ทั้งหลายในการช่วยเหลือให้ผู้คนที่สนใจได้รู้จักและเดินไปในหนทางที่จะนำเขาเหล่านั้นไปสู่ความพ้นทุกข์ให้ได้

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:36:54 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 9



เมื่อขยับกายเธอรู้สึกปวดตรงรอยแผลที่ผ่าตัด ยิ่งสายลมที่มาปะทะค่อนข้างแรงทำให้หนาวสะท้าน จนเธอแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม่ได้ เธอค่อยๆฝืนกายลุกขึ้นยืน ขณะนั้นพระจันทร์ลอยโดดเด่นอยู่กลางท้องฟ้าโดยไร้เมฆมาปกคลุม เธอยิ้มให้กับตนเองพร้อมคำสัญญาที่ตอกย้ำกับจิตใจว่า

“พ่อขา…ลูกจะทำหน้าที่ช่วยเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายให้เขาได้กวาดเมฆหมอกกิเลสออกจากจิตใจ.....

”เธอหลับตาลง นึกถึงท้องฟ้าเมื่อตอนหัวค่ำที่ยังปกคลุมหนาทึบด้วยเมฆชนิดต่างๆ ที่ดูไม่ต่างไปจากกิเลสอันเป็นอกุศลมูล หากจะหมดไปได้ก็ต่อเมื่อมีการปหาณจากมัคคจิตในลำดับต่างๆ

โสดาปัตติมัคคจิต เกิดขึ้นจะทำลาย โลภะมูลจิตที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ ดวง พร้อมวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ ดวง
สกทาคามิมัคคจิต เกิดขึ้นจะทำให้กิเลสที่ยังเหลืออยู่เบาบางลง
อนาคามิมัคคจิต เกิดขึ้นจะทำลาย โทสะมูลจิต ๒ ดวง
อรหัตตมัคคจิต เกิดขึ้นจะทำลาย โลภะมูลจิตที่เป็นทิฏฐิคตวิปปปยุตตจิต ๔ ดวงที่เหลือ พร้อมอุทธัจจะสัมปยุตตจิต ๑ ดวง

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:44:33 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 10



เธอลืมตาขึ้นมองพระจันทร์ พร้อมส่งกระแสใจไปถึงพ่อ

“...ลูกจะพยายามช่วยทุกวิถีทางที่จะทำให้จิตของเขาเกิดความใสสว่างดั่งท้องฟ้าในยามนี้ เพื่อเขาจะได้ประจักษ์อารมณ์พระนิพพาน ที่ปรากฏเด่นชัดเสมือนดวงจันทร์ในเวลานี้ และหนูขอสัญญาว่า จะคอยช่วยงานพ่อเช่นนี้ตลอดไปทุกภพทุกชาติตามที่พ่อปรารถนา นะคะ…”

หลายต่อหลายครั้ง ที่แม้ว่าเธอจะปฏิบัติแล้วเห็นเป็นเสมือนหนทางออก แต่ดูเหมือนว่าจะมีกระจกใสมาปิดกั้นทางนั้นเอาไว้ เพราะแทบทุกครั้งที่มีอารมณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น เธอจะมีอาการละล้าละลังเสมือนมีแรงยึดไม่ให้เธอได้ไปทั้งๆ ที่จิตใจส่วนหนึ่งก็ปรารถนาจะไปให้พ้นจากความทุกข์ที่ต้องประสบ จนทำให้เธอเชื่อมั่นว่า เธอคงเคยได้อธิษฐานร่วมกับบิดาที่ปวารณาจะใช้ชีวิตช่วยงานพระพุทธศาสนาสืบต่อไปชั่วกาลนาน

จบเรื่อง ผ่านเมฆมองจันทร์



โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ธ.ค. 2549 , 11:49:06 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org