 พิจารณาให้เห็นสัจจะ
-ความสุขที่เป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์มีอยู่ในโลกฉันใด เมื่อภพมีอยู่ แม้สิ่งที่ปราศจากภพ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อภพนั้นก็พึงมี ฉันนั้น. และ
-ความร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นที่จะระงับความร้อนนั้นก็ต้องมี ฉันใด แม้พระนิพพานที่ระงับไฟ มีราคะเป็นต้นก็พึงมี ฉันนั้น.
-ธรรมที่ไม่มีโทษ อันงามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ ธรรมอันเป็นบาปอันลามก ย่อมมีอยู่ ฉันใด. เมื่อชาติอันลามกมีอยู่ แม้พระนิพพาน กล่าวคือความไม่เกิด เพราะให้ความเกิดทุกอย่างสิ้นไปก็พึงมี ฉันนั้น.
- เมื่อทุกข์มีอยู่ ขึ้นชื่อว่าสุขก็ต้องมีฉันใด เมื่อภพมีอยู่ แม้สภาพที่ปราศจากภพ ก็ควรปรารถนาฉันนั้น. เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นอีกอย่างก็ต้องมีฉันใด ไฟสามอย่างมีอยู่ พระนิพพานก็ควรปรารถนาฉันนั้น.
-เมื่อสิ่งชั่วมีอยู่ แม้ความดีงามก็ต้องมีฉันใด ความเกิดมีอยู่ แม้ความไม่เกิดก็ควรปรารถนาฉันนั้น ดังนี้.
-ท่านยังคิดข้ออื่นๆ อีกว่า บุรุษผู้จมอยู่ในกองคูถเห็น สระใหญ่ดาดาษไปด้วยดอกปทุมห้าสีแต่ไกล ควรที่จะแสวงหาสระนั้น ด้วยคิดว่า เราควรจะไปที่สระนั้นโดยทางไหนหนอ. การไม่แสวงหาสระนั้น หาเป็นความผิดของสระนั้นไม่ แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันใด เมื่อสระใหญ่ คืออมตนิพพานเป็นที่ชำระล้างมลทิน คือกิเลสมีอยู่ การไม่แสวงหาสระนั้น ไม่เป็นความผิดของสระใหญ่ คืออมตนิพพาน แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันนั้น
-อนึ่งบุรุษผู้ถูกพวกโจรห้อมล้อม เมื่อทางหนีมีอยู่ ถ้าเขาไม่หนีไป ข้อนั้นหาเป็นความผิดของทางไม่ แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันใด บุรุษผู้ถูก กิเลสห้อมล้อมจับไว้ได้แล้ว เมื่อทางอันเยือกเย็นเป็นที่ไปสู่พระนิพพานมีอยู่ แต่ไม่แสวงหาทางนั้น หาเป็นความผิดของทางไม่ แต่เป็นความผิดของบุคคลนั้นเท่านั้น ฉันนั้น
|