กรรม คือ การทำงานที่ได้กระทำไปแล้วตั้งแต่อดีต นับภพนับชาติไม่ถ้วน จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ดีก็ตาม หรือที่ชั่วก็ตาม ย่อมประทับอยู่ในจิตสันดานของผู้ที่กระทำกรรมนั้นๆ หรือถ้าจะกล่าวโดยหลักธรรมปฏิบัติ ก็ว่า กรรมที่กระทำไปแล้ว ย่อมประทับอยู่ในธาตุธรรม เห็น-จำ-คิด-รู้ คือ ใจ ของผู้กระทำกรรมต่างๆ ไว้ เหมือนเทปบันทึกแสง-เสียงไว้ฉะนั้น แล้วก็จะติดตามให้ผล ทั้งในภพชาติปัจจุบัน และในสัมปรายภพ คือในภพชาติต่อๆ ไป ตามหน้าที่ ตามกาลเวลาที่เหมาะสมที่จะให้ผล และตามความหนักเบาของกรรมนั้น ที่จะให้ผลก่อนหรือหลังและมากน้อยตามลำดับ
ลักษณะการให้ผลของกรรมตามหน้าที่ ตามกาลเวลาและตามน้ำหนัก หรือตามความแรงของกรรมนั้น พระอนุรุทธาจารย์ ได้แสดงไว้มี ๔ หมวด แต่ ณ ที่นี้จะนำมาแสดงเพียง ๓ หมวดที่สำคัญ หมวดละ ๔ ลักษณะไว้ จึงมีรวม ๑๒ ลักษณะ คือ
ก.กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ มี ๔ ลักษณะ
๑.ชนกกรรม คือ กรรมที่แต่งหรือนำให้เกิดในภพภูมิใหม่
๒. อุปัตถัมภกกรรม คือ กรรมสนับสนุน หรือ ซ้ำเติมต่อจากชนกกรรม เช่นว่า ผู้เกิดเป็นมนุษย์ที่เคยกระทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาแล้ว ผลกรรมกำลังติดตามรอให้ผลอยู่ ครั้นมนุษย์ผู้นั้นทำกรรมชั่วอีก มีการดื่มสุราหรือเสพยาเสพติดเป็นต้น แล้วขับรถไปด้วยความประมาท ขาดสติ จึงเกิดอุบัติเหตุถึงตายหรือบาดเจ็บสาหัส หรือบางคนเพียงแต่เดินเปะปะไปด้วยความเมามาย ก็ตกบ่อหรือตกท่อตายไปง่ายๆ ก็มี
๓. อุปปีฬกกรรม คือ กรรมบีบคั้นผลแห่งชนกกรรม ให้เปลี่ยนเป็นบรรเทาเบาบางลง เช่น ผู้ที่เคยบริจาคทานมาแต่อดีตชาติ และทานกุศลนั้นเป็นชนกกรรมให้มาเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย ซึ่งมีโอกาสที่เจริญรุ่งเรืองด้วยโภคยทรัพย์ แต่เมื่ออยู่ในกองเงินกองทองอย่างนั้นแล้ว กลับประมาทหลงมัวเมาในชีวิต หลงติดอยู่ในอบายมุข เป็นนักเลงสุรายาเสพติด เป็นนักเลงผู้หญิง เป็นนักเลงการพนัน ติดเที่ยวกลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร เป็นต้น ถ้ายังไม่ได้รับมรดก ก็อาจจะถูกตัดจากกองมรดก หรือถ้าได้รับมรดกแล้วดำเนินกิจการงานในอาชีพอยู่ ย่อมประสบกับความเสื่อมในโภคยทรัพย์ ถึงหายนะล่มจม สิ้นเนื้อประดาตัวไปได้ ดังนี้เป็นต้น
๔. อุปฆาตกรรม เป็นกรรมแรง ฝ่ายตรงกันข้าม ที่เข้าตัดรอนการให้ผลของอุปัตถัมภกกรรม และ อุปปีฬกกรรม ให้หยุด คือ มิให้ผลได้ เช่น องคุลีมาลโจร ที่อดีตชาติก็ได้เคยบำเพ็ญบารมีมามาก เมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จึงเป็นมนุษย์ที่เฉลียวฉลาด เมื่อไปเรียนวิชากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ที่ตักสิลา ก็เป็นคนเรียนเก่ง และเป็นที่รักของอาจารย์ จนถูกเพื่อนๆ อิจฉา แล้วหาอุบายยุแหย่อาจารย์ให้แนะนำสั่งสอนผิดๆ ว่า ถ้าอยากจะได้วิชชาชั้นสูงให้ได้เป็นจ้าวโลก ก็จงไปฆ่าคน ตัดเอานิ้วมือมาให้ได้ ๑,๐๐๐ นิ้ว เป็นอุบายลวงให้องคุลีมาลไปเป็นโจรฆ่าคน และจะได้ถูกพระมหากษัตริย์และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองฆ่าให้ตาย องคุลีมาลหลงเชื่อเพราะความซื่อ ก็ไปทำตามนั้น จนผู้ที่จะถูกฆ่าคนที่ ๑,๐๐๐ นั้นคือมารดาของตน พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณ จึงเสด็จไปโปรดให้ละความเห็นผิด ให้กลับมีความเห็นถูกต้อง ด้วยพระดำรัสตรัสสอนว่า หยุด คือ ให้หยุดทำความชั่วเสีย องคุลีมาลโจรที่คยได้สร้างสมอบรมคุณความดี เป็นบุญบารมีมาก่อน จึงได้สติ วางอาวุธ หยุดทำชั่วเสีย แล้วจึงได้ทูลขออุปสมบทกับพระพุทธเจ้า กลายเป็นผู้ทรงศีล ทรงธรรม จึงพ้นจากอุปปีฬกกรรม คือกรรมชั่ว ที่ฆ่าคนมามาก และกำลังจะฆ่าแม้มารดาของตนเป็นคนที่ ๑,๐๐๐ ซึ่งกำลังจะให้ผลเป็นกรรมบีบคั้นให้การที่จะบรรลุมรรคผล เป็นไปได้ยากขึ้น และถ้าได้กระทำมาตุฆาต คือ ฆ่ามารดาอีกด้วยแล้ว ก็จะเป็นกรรมตัดรอนมรรค ผล ในชาตินี้เลยทีเดียว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงทราบเหตุนี้ด้วยพระโพธิญาณ จึงได้เสด็จไปโปรดให้องคุลีมาลโจรให้ได้สติ และให้ละกรรมชั่วนั้น แล้วกลับตัวกลับใจประกอบกรรมดี เข้าบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นผู้ทรงศีล ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมจนถึงได้ถึงบรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์ อันเป็นกรรมดีสูงสุด คือโลกุตตรธรรม เข้าตัดรอนอุปปีฬกกรรม คือกรรมชั่วที่ได้เคยฆ่าคนมามาก อันจะให้ผลบีบคั้นการบรรลุมรรคผล ให้เป็นไปได้ยากลำบากนั้น ให้สามารถบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้ต่อกาลไม่นาน