มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธวิทยาน่ารู้(๓)







พุทธวิทยาน่ารู้(๓)
โดย พระครูศรีโชติญาณ (พระมหาแสวง โชติปาโล)

วิจัยเกี่ยวกับเรื่อง สมถะที่เป็นบาทของวิปัสสนา (จบ)


ตอนที่ผ่านมา

บาลีตอนที่ ๔


ปุน จปรํ อาวุโส ภิกขุโน ธมฺมุทธจฺจวิคฺคหิตํ มานสํ โหติ, โส อาวุโส สมโย ยํ ตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตเมว สนฺติฏฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ, ตสฺส มคฺโค สญฺชายติ, โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ. ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สํโยชนานิ ปหียนฺติ, อนุสยา ยนตี โหนฺติ .

ความว่า


ผู้มีอายุ ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุมีใจปราศจากความฟุ้งซ่านในอริยธรรม ผู้มีอายุ สมัยนั้น จิตดวงนั้นก็ย่อมตั้งมั่นดิ่งลงในภายในทีเดียว เป็นเอกุคคตารมณ์เป็นสัมมาสมาธิ มรรคย่อมเกิดพร้อมแก่เธอ เธอปฏิบัติเจริญ ทำมรรคนั้นให้มากๆ เมื่อเธอปฏิบัติเจริญบำเพ็ญมรรคนั้นให้มากได้ เธอก็ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายเสียได้ อนุสัยทั้งหลายก็ย่อมเป็นธรรมที่มอดไหม้ไปในที่สุดฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 10:01:35 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อรรถกถาแก้บาลีตอนที่ ๔


ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตนฺติ สมถวิปสฺสนาธมฺเมสุ ทสวิปสฺสนุหกิเลสสงฺขาเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตนฺติ อตฺโถ โส อาวุโส สมโยติ อิมินา สตฺสตฺนํ สปฺปายํ ปฏิลาภกาโล กถิโต. ยํ ตํ จิตฺตนฺติ นสฺมึ สมเย ตํ วิปสฺสนาวิถึ ปจฺโจตฺถริตฺวา ตสฺมึเยว โคจรชฺฌตฺตสงฺขาเต อารมฺมเณ สนฺติฏฐติ. สนฺนิสีทตีติ อารมฺมณวเสน สมฺมา นิสีทติ. เอโกทิ โหตีติ เอกคฺคํ โหติ. สมาธิยตีติ สมฺมา อาธิยติ สุฏฐปิตํ โหติ. เสสเมตฺถ อุตฺตา นมตฺถเมว

ความว่า


พระบาลีที่ว่า"ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตํ" ความว่า คลายออกจากความฟุ้งซ่าน คือ ความเศร้าหมองของวิปัสสนา ๑๐ ประการ ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา คือ จับอารมณ์ได้ดีแล้วนั่นเอง

พระพุทธองค์ตรัสถึงเวลาที่ได้สัปปายะ ๗ อย่างไว้ด้วยพระบาลีข้อที่ว่า "โส อาวุโส สมโย" นี้

พระบาลีที่ว่า "ยํ ตํ จิตฺตํ" คือ ในสมัยใดจิตปรากฏก้าวลงสู่วิถีของวิปัสสนานั้น ฯ

พระบาลีสองบทที่ว่า "อชฺฌตฺตเมว สนฺติฏฐติ" ความว่า จิตนั้นแผ่ตรงไปเฉพาะวิปัสสนาวิถีได้แล้ว ก็ย่อมจะตั้งมั่นได้ในอารมณ์ คือ อารมณ์ที่เป็นภายในนั้นเท่านั้น ฯ

บทที่ว่า "สนฺนิสีทติ" ได้แก่แนบสนิทดีด้วยอำนาจของอารมณ์ฯ

สองบทที่ว่า "เอโกทิ โหติ" คือ เป็นจิตที่มีอารมณ์เป็นอันเดียว

บทว่า "สมาธิยติ" หมายความว่า เป็นจิตที่ดำรงอยู่ได้โดยชอบ คือ เป็นจิตที่ได้ตั้งไว้ดีแล้วนั่นเอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 10:03:02 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2

แปลฎีกาแก้ขยายความตอนที่ ๔ มี ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตมานสนฺติ เป็นต้น ความว่า

คำของอรรถกถาบทที่ว่า "ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตมานสํ" ความว่า ความฟุ้งซ่านที่ปรากฏในวิปัสสนูปกิเลส มีแสงสว่างป็นต้นว่า "เป็นอริยธรรม" คือความฟุ้งชื่อว่า "ธัมมุทธัจจะ" จิตใจที่จับอารมณ์ผิดพลาดเป็นไป โดยการดำเนินออกจากวิถีของวิปัสสนา เพราะความฟุ้งซ่านไปในธรรมนั้น จัดเป็นจิตใจที่จับอารมณ์ผิดพลาด เพราะความฟุ้งซ่านไปในธรรมนั่นเอง

คำนี้สมจริงตามบาลีปฏิสัมภิทามรรค หน้า ๒๙๑ ฉบับฉัฏฐะว่า

ใจที่จับอารมณ์ผิดพลาดเพราะความฟุ้งซ่านในธรรมปรากฏขึ้น ผู้ปฏิบัติที่กำลังใส่ใจโดยความเป็นอนิจจะ แสงสว่างก็เกิดขึ้น ก็ย่อมรำพึงถึงแสงสว่าง

"แสงสว่างเป็นธรรมะ ความฟุ้งซ่านที่เกิดเพราะความสนใจถึงแสงสว่างนั้น ผู้ปฏิบัติที่มีใจจับอารมณ์ผิดพลาดเพราะความฟุ้งซ่านนั้น ก็ย่อมหารู้ชัดถึงความปรากฏโดยความเป็นอนิจจะตามความเป็นจริงไม่ได้ ความปรากฏโดยความเปฌนทุกขะ ฯลฯ เป็นอนัตตะก็หารู้ชัดตามความเป็นจริงไม่ได้เช่นกัน

แต่ถ้าเมื่อเธอมนสิการโดยความเป็นอนิจจะเหมือนอย่างนั้น ญาณความรู้ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ฯลฯ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์(การตัดสินใจเชื่อ) ปัคคาหะ(ความเพียรเกินไป) อุปัฏฐาน(ความปรากฏชัดเกินไป) อุเบกขา (วางเฉยเกินไป)นิกันติ(ความต้องการ ๙ ข้อข้างต้น)เกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติก็นึกถึงความต้องการว่า "นิกันติ" เป็นธรรมะ ความฟุ้งซ่านย่อมเกิดเพราะความมนสิการผิดพลาดนั้น

เพราะความฟุ้งซ่านอันนั้นเป็นเหตุ เธอผู้มีใจจับอารมณ์ผิดพลาด ก้ย่อมหารู้ชัดถึงความปรากฏโดยความเป็นอนิจจะตามความเป็นจริงไม่ได้ ความปรากฏโดยความเป็นทุกขะ และอนัตตะ ก็หารู้ชัดตามความเป็นจริงไม่ได้เช่นกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 10:03:36 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3

หมายเหตุ ตามคำอธิบายของท่าน ก็พอจะจับใจความได้ว่า ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตํ คือ ขณะที่ผู้ปฏิบัติเจริญวิปัสสนาไปจนกระทั่งถึงอุทยัพพยญาณ หรือตีรณปริญญา ถ้าเกิดอุปกิเลสของวิปัสสนา ๑๐ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น หากไปมนสิการถึงอุปกิเลสดังว่านั้น ก็จะทำให้เกิดความสนใจพอใจในแสงสว่างเป็นต้น จิตก็จะฟุ้งซ่านตกจากวิปัสสนาวิถีไป ไม่อาจที่จะเห็นพระไตรลักษณ์ได้โดยชัดเจนนั่นเอง เพราะวัตถุประสงค์ของการเจริญวิปัสสนานั้น ก็จำเป็นจะต้องปลูกโยนิโสมนสิการ ให้ตั้งมั่นอยู่แต่เฉพาะลักษณะของนามรูปเท่านั้นนั่นเองฯ

ตามที่ได้อธิบาย พร้อมทั้งยกเอาหลักฐานมาเป็นเครื่องยืนยันทั้งหมดนี้ จะเห็นได้แล้วว่าเป็นเรื่องที่น่าระมัดระวัง ในการเผยแผ่ธรรมะชั้นสูงเป็นกรณีพิเศษทีเดียว ถ้าไม่จำเป็นแล้วขออย่าได้ผลีผลามใช้ความเห็นของตนแสดงออกเป็นอันขาด เพราะถ้านักปราชญ์ที่เขาคงแก่เรียนไปรู้เข้า มิใช่จะเสียหายเฉพาะตัวเองเท่านั้น ยังเสียไปถึงคนที่หลงเดินตามปฏิปทาที่ตัวสอนอีกมากมายด้วย จึงขอสะกิดใจไว้เพียงเท่านี้ฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 10:04:15 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4

สรุปความแตกต่างเกี่ยวกับสมถะและวิปัสสนาโดยสังเขป

๑. สมถะ คือตัวสมาธิ ส่วนวิปัสสนา ก็คือ ตัวปัญญา

๒. ศีลธรรมดา มีอารมณ์เป็นภายนอก ส่วนศีลที่เกิดร่วมกับวิปัสสนานั้น เป็นศีลที่มีอารมณ์เป็นภายใน หมายถึงอินทรีย์สังวรศีลนั่นเอง เพราะอินทรีย์สังรศีล เป็นศีลที่มรประสิทธิภาพในอันที่จะกางกั้นอาสวธรรมที่จะไหลเข้าทางตาเป็นต้นได้

๓. สมถะ มีประสิทธิภาพในการกำจัดกิเลสอย่างกลาง ด้วยอำนาจของวิขัมภนปหาน ส่วนวิปัสสนานั้นมีประสิทธิภาพในการกำจัดอนุสัยกิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้ด้วยอำนาจของตทังคปหาน

๔. สมถะ ไม่สามารถจะละหรือทำลายอนุสัยกิเลสอย่างละเอียดได้ เพราะแม้ในฌานสมาบัติเองก็ยังมีอนุสัยกิเลสอย่างละเอียดนอนเนื่องอยู่ เหตุนั้นจึงทำให้ผู้ได้ฌานสมาบัติยังมีความชื่นชมยินดีในความสุขที่เกิดจากฌานนั้นอยู่ ส่วนวิปัสสนานั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถเปิดเผยความจริงของนามรูปที่อวิชชาคือความไม่รู้ อันเป็นตัวปิดบังความจริงเอาไว้ เมื่ออวิชชาทำกิจปกปิดความจริงไม่ได้แล้ว ก็ได้ชื่อว่า "กำลังถูกวิปัสสนาทำลายให้หมดไปในตัวอีกส่วนหนึ่งด้วย"

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 10:04:51 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5

๕. สมถะ เมื่อทำไปจนเกิดผลก็ทำให้เกิดความสงบสุข ส่วนวิปัสสนานั้นเมื่อทำไปจนเกิดวิปัสสนาแล้ว ก็ทำให้เห็นแต่ทุกข์อย่างเดียว เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นทุกขืแล้ว ตัณหาและทิฏฐิก็ไม่อาจจะอาศัยเกิดได้ในอารมณ์เช่นที่ว่านั้น

๖. สมถะ คือ สมาธิที่เกิดในฌานนั้น สามารถเกิดมีได้ทั้ง อุปจาระ และอัปปนาสมาธิ ส่วนสมถะคือสมาธิที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาปัญญานั้น จะเกิดมีได้เฉพาะ ขณิกสมาธิ ที่เกิดตามสภาวะอารมณ์ชั่วขณะที่อารมณ์นั้นๆ ยังปรากฏอยู่ชั่วขณะหนึ่งๆ เท่านั้น เมื่ออารมณ์นั้นดับไปแล้ว สมาธิที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาปัญญานั้น ก็พลอยดับไปด้วย

๗. การทำสมถะเพื่อให้เกิดฌานสมบัตินั้น สามารถทำได้เพียง ๒ ประตู คือ ประตูตา และประตูใจ เท่านั้น อันนี้หมายความว่า ใช้ตาดูกสิณหรืออสุภะเป็นต้น เพื่อให้ไปติดถึงใจ หรือกำหนดลมด้วยใจแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนวิปัสสนานั้นสามารถทำได้ทั้ง ๖ ประตูทีเดียว

๘. การทำสมถะเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาธินั้น จะทำไปหยุดไปเป็นชั่วโมงหรือ ๒ ชั่วโมงก็อาจทำได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องให้ติดกัน และส่วนใหญ่จะทำได้ใน อิริยาบถนั่ง เท่านั้น ส่วนวิปัสสนานั้น สามารถทำได้ทุกๆ อิริยาบถ โดยไม่จำกัดและเวลาทำก็หยุดไม่ได้ จำเป็นจะต้องทำติดต่อกันไปเว้นแต่เวลาหลับเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 10:05:29 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

๙. สมถะ ใช้อารมณ์เป็นบัญญัติ เช่น บัญญัติกสิณ หรืออสุภะเป็นต้น ส่วนวิปัสสนานั้น ต้องใช้สภาวะคือ นามรูป มาเป็นอารมณ์จึงจะใช้ได้

๑๐. อานิสงส์ของสมถะและวิปัสสนา ที่จะพึงได้จากการปฏิบัติก็แตกต่างกันทั้งในส่วนปัจจุบัน และอนาคต คืออานิสงส์ของสมถะในชาติปัจจุบันนั้น ทำให้ได้อภิญญา เหาะเหินเดินอากาศหรือดำไปในดินดุจดำน้ำเป็นต้นก็ได้ อานิสงส์ของสมถะในอนาคตชาติคือชาติหน้านั้น ถ้าฌานไม่เสื่อม ก็ช่วยให้ได้ไปเกิดเสวยสุขอยู่ในพรหมโลกตามอำนาจของฌานนั้นๆ

ส่วนอานิสงส์ของวิปัสสนาในชาติปัจจุบันนั้น ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้สิ้นจากอาสวะกิเลส คือกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ และอวิชชาสวะ หรือสิ้นจากกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดนั่นเอง ส่วนอานิสงส์ในอนาคตชาตินั้น ก็ทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นจากชาติกันดาร ชรากันดาร และมรณะกันดาร ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ และตายในชาติอื่นๆ อีกต่อไป ดังนั้นสมถะกับวิปัสสนาจึงมีความแตกต่างกันดังแสดงมาโดยสังเขปดังนี้

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 10:06:45 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงครับ ที่กรุณาอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของ สมถะและวิปัสสนา อย่างชัดเจนเลยครับผม

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 17:58:52 น.] ( IP = 58.9.149.206 : : )


  สลักธรรม 8

"สรุปความแตกต่างเกี่ยวกับสมถะและวิปัสสนาโดยสังเขป" อ่านแล้วได้ความรู้มากค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ม.ค. 2550 , 23:17:26 น.] ( IP = 58.8.47.235 : : )


  สลักธรรม 9

1993, Anne called police three louis vuitton scarfs times to complain about Douglas chain links jewelry but, with no evidence of

โดย louis vuitton replica - [17 ส.ค. 2553 , 15:39:33 น.] ( IP = 61.180.69.88 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org