มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธวิทยาน่ารู้ (๔)







พุทธวิทยาน่ารู้ (๔)
โดย พระครูศรีโชติญาณ (พระมหาแสวง โชติปาโล)

วิจัยเกี่ยวกับเรื่อง อิริยาบถใหญ่และย่อย


ตอนที่ผ่านมา

พูดถึงการปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนานั้น โดยเฉพาะอิริยาบถเท่าที่เคยเห็นมาตามสำนักต่าง ๆ มักมีการสอนต่าง ๆ กัน บางสำนักขณะปฏิบัติ ท่านสอนให้ยกมือขึ้น ลดมือลง เหยียดมือออก คู้แขนเข้า เป็นต้น เรียกว่าไม่ยอมให้อยู่เฉย ๆ

แต่ในบางแห่งกลับสอนให้นั่งนาน ๆ ครึ่งชั่วโมงบ้าง หนึ่งชั่วโมงบ้าง และขณะนั่งก็ให้กำหนดลมหายใจโดยใส่ใจไว้ในจุดต่าง ๆ กัน ข้าพเจ้าได้เคยเรียนถามอาจารย์ผู้สอน บางทีก็ถามตัวผู้ปฏิบัติเอง ท่านให้เหตุผลว่าต้องการที่จะให้เกิดสมาธิไว ๆ เมื่อสมาธิเกิดแล้วก็จะทำให้ใจมั่นคง เกิดกรรมฐานได้ง่าย

สำหรับข้าพเจ้าเองเป็นคนที่ชอบสังเกตจากความปรากฏการณ์แล้วก็ชอบนำเอาไปวิจัย ก็ได้เคยไปพบในบาลีมหาสติปัฎฐานสูตรทีฆนิกายมหาวรรค และมัชฒิมนิกายมูลปัณณาสก์ว่า

"อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา, นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชํ กายํ ปณิธาย, ปริมุขํ อุปฐฺเปตวา."

ความว่า


"ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ดีสู่โคนไม้ก็ดี สู่เรือนร้างว่างเปล่าก็ดี ก็นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายไว้ให้ตรง ดำรงสติไว้ให้มั่นเฉพาะหน้าฯ"

จากพระบาลีเท่าที่ได้ยกมานี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการสอนให้ผู้ปฏิบัตินั่งนาน ๆ แต่จะนั่งกันนานเท่าใด ท่านก็มิได้กำหนดไว้ ตามวิธีนี้เข้าใจว่าจะเป็นเรื่องการนั่งสมถะ คือ การทำสมาธิเพื่อให้เกิดฌานสมาบัติหรือเมื่อได้ฌานสมาบัติหรือเมื่อได้ฌานสมาบัติแล้วจึงจะต่อเป็นวิปัสสนาเมื่อภายหลัง เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับนั่งที่ควงไม้มหาโพธิ์มากกว่า เพราะบาลีเท่าที่ยกมาแสดงนี้ ท่านได้แสดงไว้ตอนอานาปานบรรพ คือ หัวข้อที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการหายใจ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 10:29:32 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แต่ในอีกกรณีหนึ่ง เช่น อิริยาบถบรรพ คือ หัวข้อที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับอิริยาบถมีการยืนเป็นต้น ท่านกลับแสดงไว้แต่เพียงว่า ยถา ยถา วาปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ, ตถา ตถา นํ ปชานาติ.

ความว่า ก็หรือว่า เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการใด ๆ ก็ให้รู้ชัดกายนั้น โดยอาการนั้น ๆ ฯ

จากนั้น ทีฆนิกายมหาวรรคอรรถกถา ข้อ ๓๗๕ หน้า ๓๕๘ ฉบับฉัฏฐะ ท่านก็ได้ขยายความพระบาลีตรงนี้ไว้ว่า

ยถา ยถา วาปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ, ตถา ตถา นํ ปชานาติ สพฺพสงฺถาหิกวจนเมตํ. อิทํ โหติ เยน เยน วา อากาเรนสฺส กาโย ฐิโต โหติ, เตน เตน นํ ปชานาติ. คมนากาเรน ฐิตํ คจฺฉตีติ ปชานาติ.ฐานนิสชชฺยนากาเรน ฐิตํ สยาโนติ ปชานาตีติ.

ความว่า


พระดำรัสข้อที่ว่า "ยถา ยถา วาปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ, ตถา ตถา นํ ปชานาติ" นี้ เป็นคำรวมกันไว้ทุก ๆ อิริยาบถฯ

คำนี้ท่านอธิบายต่อไปว่า..หรือว่ากายของเธอตั้งอยู่โดยอาการใด ๆ ก็ให้เธอรู้ชัดกายนั้น ๆ คือ ให้รู้กายที่ตั้งอยู่โดยอาการเดินว่า "เดิน" ให้รู้ชัดกายที่ตั้งอยู่โดยอาการยืนนั่นและนอนว่า "กำลังยืน กำลังนั่ง กำลังเอน" ดังนี้ฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 10:30:51 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2

ตามใจความเท่าที่พระอรรถกถาจารย์อธิบายนี้ ก็พอจะจับใจความได้ว่า...

อิริยาบถทั้ง ๔ คือ อิริยาบถเดิน-ยืน-นั่ง และนอนทั้ง ๔ นี้ ท่านเรียกว่า "กาย" คือ มันรวมกันอยู่ทั้ง ๔ ผู้ปฏิบัติเองก็มีสิทธิที่จะเดิน-ยืน-นั่ง และนอนได้ทั้ง ๔ นั่นแหละ

แต่ทว่าเวลาอิริยาบถมันจะปรากฏ มันก็จะต้องปรากฎทีละอิริยาบถแน่นอน จะไปปรากฏพร้อม ๆ กันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่เอง เพราะไม่มีใครดอกที่จะเดิน-ยืน-นั่ง และนอนได้ในขณะเดียวกัน

เพราะเหตุนั้นจึงได้ตรัสว่า กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ให้ผู้ปฏิบัติคอยเฝ้าใช้สติสัมปชัญญะพิจารณากาย คือ อิริยาบถ ที่มันปรากฏอยู่ซึ่งเป็นกายหนึ่ง ในกายสี่ที่เรียกว่า "กาเย" นั่นเอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 10:33:37 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3

อันนี้แหละที่ท่านสอนให้คอยกำหนดรู้กายที่มันกำลังตั้งอยู่โดยอาการเดิน-หรือยืน-หรือนั่ง และนอนนั้นเองฯ

ตามใจความท่านสอนให้ผู้ปฏิบัติคอยใช้สติปัญญา ตามกำหนดรู้เท่านั้น เมื่อกำลังปฏิบัติก็ดียังมิได้ปฏิบัติก็ดี ก็ให้ใช้อิริยาบถอย่างเดียวกัน มิให้ใช้อิริยาบถพิเศษที่เกิดจากตนเองแต่งตั้งขึ้นเช่นว่า จำเป็นจะต้องเดิน-ยืน-นั่ง-หรือนอนให้ได้เท่านั้นนาที เท่านี้ชั่วโมงเพราะในแบบปริยัติท่านก็ไม่ได้บอกไว้

เป็นแต่บอกว่า ให้ผู้ปฏิบัติคอยใช้สติปัญญาดูอิริยาบถ หรืออารมณ์ตามที่มันเกิดปรากฏขึ้นเท่านั้น ทั้งไม่ควรที่จะส่งจิตใจไปในอารมณ์ที่เป็นอดีตล่วงไปแล้ว หรือ อารมณ์อนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะอารมณ์ที่มันล่วงเลยไปแล้ว มันไม่มีความจริงอะไรปรากฏอยู่ แม้อนาคตก็เช่นเดียวกันขืนคิดไปก็รังแต่จะเป็นปัจจัยให้เกิดแต่ความรัก และความชังเท่านั้น

ดังนั้นเวลาปฏิบัติจึงไม่สมควรจะไปทำอิริยาบถให้พิเศษกว่าธรรมดาเท่าที่เคยเป็นอยู่ ถึงเราจะไม่ยกแขนขาหรือนั่งกำหนดเวลา ถ้าพยายามให้โยนิโสมนสิการให้ดี ๆ ให้ติดต่อกันเถิด สมาธิและปัญญาก็จะต้องเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติแน่ ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 10:34:25 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4

ข้อสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของการเดิน ๖ ระยะ เท่าที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาค ๒ ข้อ ๗๑๐ หน้า ๒๕๖ ฉบับฉัฏฐะ ว่า เอกปทวารํ อุทํธรณอติหรณวีติหรณโวสฺสชฺชนสนฺนิกฺเขปนสนฺนิรมฺภนวเสน ฉ โฎฐาเส กโรติ.

ความว่า ให้ผู้ปฏิบัติทำการก้าวเท้าก้าวหนึ่ง (แยกออก) เป็น ๖ ส่วน คือ ยก-ย่อง-แกว่งเท้าไปไปข้างหน้า-ลงเหยียบและกดฯ

ตามปกติธรรมดา เมื่อเรามิได้ปฏิบัติเราจะไม่ทำแบบนั้น เพราะการทำแบบนั้นเรียกว่าเป็นแบบพิเศษที่ผู้ปฏิบัติทำขึ้น

ข้อความตรงนี้ ใคร่ขอให้ข้อสังเกตไว้อย่างหนึ่งว่า ที่ท่านพูดไว้อย่างนั้น ท่านพูดไว้ในอุทยัพพยญาณ ตอนมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ หรือพูดไว้ตอนตีรณปริญญา ซึ่งเป็นเขตของวิปัสสนาปัญญาโดยตรงแล้ว มิใช่พูดไว้ตอนทิฐิวิสุทธิ หรือนามรูปปริจเฉทญาณ

ผู้ที่ปฏิบัติใหม่ ๆ เพียงใช้สติปัญญากำหนดอาการที่เท้าก้าวไปแต่ละก้าวยังไม่ค่อยจะทันเลยแล้วจะขืนไปกำหนดกันถึง ๖ ระยะอย่างนั้น เป็นอันว่าไม่ทันแน่ ๆ การที่ท่านพูดไว้อย่างนั้น เป็นการเห็นของวิปัสสนาปัญญาที่เห็นระยะมากกว่า แต่มิใช่ไปทำกันให้เป็น ๖ ระยะอย่างที่ทำ ๆ กันอยู่

เพราะการไปทำเช่นนั้นรู้สึกว่าเป็นการลำบากมิใช่เล่น การเจริญสติปัญญานั้นก็เพื่อต้องการจะให้รู้ถึงสภาวะความจริงของนามรูป การใช้สติกำหนดให้ทันนามรูป ท่านจัดเป็นอินทรีย์สังวรศีล

และขณะที่สามารถตั้งจิตไว้ในสภาวะอารมณ์ที่ปรากฏมิให้พลาดได้ จัดเป็นสมาธิ การสามารถแยกฆนสัญญาให้แตกออกจากกันได้ จนสามารถรู้ว่านี้เป็นรูป นี้เป็นนาม แม้รูปก็มิใช่รูปเดียวกัน นามก็มิใช่นามเดียวกัน ผู้ปฏิบัติสามารถแยกได้อย่างนี่ว่านี้ เรียกว่า "นามรูปปริจเฉทญาณ" เป็นทิฐิวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งความเห็น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 10:35:50 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อญาณแก่ขึ้น ๆ ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจัยปริคคหญาณที่กำหนดรู้ถึงปัจจัยของนามรูป เมื่อญาณนั้นแก่ขึ้น ๆ ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมสนญาณ คือ ญาณที่พิจารณาเห็นเป็นพระไตรลักษณ์มีอนิจจลักษณะเป็นต้น

แต่ทว่ายังเป็นอดีตอยู่เพราะในเขตของวิปัสสนา ๓ ข้อข้างต้นตามที่ได้กล่าวมานี้ ท่านยังจัดเป็นตรุณวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่ยังอ่อน ๆ อยู่ในเขตของทิฐิวิสุทธิ และกังขาวิตรณวิสุทธิ ยังไม่ทันถึงมัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ยังเป็นญาณปริญญาอยู่เท่านั้น

ต่อเมื่อใดญาณแก่ขึ้นถึงขั้น อุทยัพพยญาณฯ ที่เห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปของนามรูป เมื่อนั้นจึงจะจัดเป็นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นตีรณปริญญา เป็นพลววิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่มีกำลัง

แม้กระนั้นก็ดี อุทยัพพยญาณเอง ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือ ภาคแรกเป็นส่วนของตีรณะ ภาคหลังเป็นส่วนของปหานปริญญา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 10:36:32 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

อันนี้หมายความว่า ขณะใดที่ญาณนี้ยังเอาแน่ไม่ได้ว่า วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง ๆ ใดอย่างหนึ่ง จะเป็นหนทางหรือไม่ใช่ตราบนั้นก็ยังเป็นตีรณปริญญาอยู่ เพราะยังมีกำลังไม่พอที่จะตัดสินแน่ลงไปได้ว่าเป็นหนทางหรือไม่ใช่

ต่อเมื่อใดมาแน่ใจว่าวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่างนี้ มิใช่ทางแน่นอนแล้ว เมื่อนั้นและก็จะตัดสินใจอย่างแน่นอนว่า นอกจากนามรูปที่มีลักษณะ ๓ มีอนิจจลักษณะเป็นต้นแล้ว จะไม่มีทางอื่นอีกเลย ที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากวัฎฎทุกข์ ผู้ปฏิบัติก็ตกลงปักความรู้แน่ลงไปจนสามารถละความเศร้าหมอง คือ อุปกิเลสของวิปัสสนานั้นได้ อันนี้แลจึงจะจัดเป็นเขตของปหานปริญญาฯ

เพราะฉะนั้น ผู้ที่กำลังปฏิบัติใหม่ ๆ ยังไม่ค่อยจะกำหนดรู้เท่าทันอารมณ์เลย วิสุทธิอะไรก็ยังไม่เกิดเลยจะไปกำหนดได้อย่างไร แต่เท่าที่กำหนดกันอย่างนั้น เป็นวิธีการที่อาจารย์กำหนดสอนกันขึ้นเองมากกว่า แต่มิใช่มีมาตามแบบของปริยัติ เพราะศีลวิสุทธิท่านจัดเป็นศีลสิกขา จิตตวิสุทธิท่านจัดเป็นสมาธิสิกขา และวิสุทธิ ๕ ข้อ ข้างท้ายมีทิฐิวิสุทธิเป็นต้น ท่านจัดเป็นปัญญาสิกขา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 10:37:03 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7

การเจริญไตรสิกขา จำเป็นจะต้องเจริญไปพร้อม ๆ กัน เพราะทั้งศีล สมาธิ และปัญญา จะต้องมีนามรูปเป็นอารมณ์เหมือน ๆ กันจะแยกอารมณ์จากกันไม่ได้

เปรียบเหมือนแกงในหม้อเดียวกัน เครื่องแกงต่างๆ ก็จะต้องรวมอยู่ในหม้อเดียวกัน จะแยกกันเฉพาะการทำกิจของตน ๆ เท่านั้น เช่น พริกทำหน้าที่เผ็ดก็ทำไป เกลือทำหน้าที่เค็มก็ทำไปน้ำตาลทำหน้าที่หวานก็ทำไป มะนาวทำหน้าที่เปรี้ยวก็ทำไปแต่ก็จะต้องทำกันอยู่ในแกงที่เป็นหม้อเดียวกันนั่นแหละ

การทำกิจของเครื่องแกงฉันใด แม้ไตรสิกขาก็ต้องทำอย่างนั้น คือ ศีลมีหน้าที่ละกิเลสอย่างหยาบก็ละไป สมาธิทำหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างกลางก็ทำไป ปัญญามีหน้าที่ทำลายอนุสัยกิเลส อย่างละเอียดก็ทำไป คือ ทำกิจกันในอารมณ์ คือ นามรูปที่กำหนดนั้นแล

เพียงเท่าที่ได้อธิบายมานี้ก็พอจะทราบได้แล้วว่า การที่จะปฏิบัติกันตามแบบเท่าที่มีมาในพระปริยัตินั้น เราควรจะปฏิบัติกันอย่างไร


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 10:37:58 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงครับผม

เรื่องความเข้าใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งและละเอียดอ่อนมากๆเลยนะครับหลวงพ่อ เพราะถ้าเข้าใจไม่ตรงหรือเรียกว่าไปตีความเอาเองแล้ว นอกจากจะไม่ได้รับผลอันพึงจะเกิดแล้ว ยังเป็นการบิดเบือนคำสอนนี่ซิครับที่ผมเกรงกลัวมากๆเลยครับ

จึงทำให้ต้องหมั่นเข้ามาหาความรู้ความเข้าใจการการที่หลวงพ่อสอนครับ และกราบระลึกในพระคุณของหลวงพ่อเสมอครับ.


โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 12:24:33 น.] ( IP = 58.9.143.2 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณค่ะ.. ก่อนที่จะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน จะได้ไม่หลงไปผิดทาง

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ม.ค. 2550 , 23:16:08 น.] ( IP = 58.8.44.34 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org