มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หัวใจยิ้ม




หัวใจยิ้ม


วันเด็กทุกๆ ปี ไม่เพียงแค่เป็นวันที่มีค่าสำหรับเด็กๆ เท่านั้น แต่ผู้เขียนถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพราะวันเด็กเมื่อ ๒๑ ปี่ที่แล้วนั้น ถือเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เขียน นับเป็นชีวิตที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่ด้วยธรรมะที่หลั่งไหลมาจากน้ำคำและน้ำใจของ หลวงพ่อเสือ พ่อของพวกเราทุกคน

ธรรมะที่กินใจในวันแรกที่ได้รับ …ที่ฟังแล้วดูเสมือนว่าท่านได้เข้าไปนั่งในจิตใจของเรา จนรู้เข้าไปในก้นบึ้งของใจเราว่าเป็นอย่างไร คิดอะไร น้ำเสียงที่ท่านสอนอย่างตั้งใจที่จะมุ่งให้กับเราโดยเฉพาะ แม้ยามที่มีปัญหา…แม้จะไม่เอ่ยออกมาเป็นวาจา แต่ก็จะได้รับคำตอบเป็นข้อธรรม ที่เราสามารถนำมาแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้แทบทุกครั้ง โดยเฉพาะแววตาที่ท่านมองมายังลูกศิษย์แต่ละคนๆ นั้น ทำให้ผู้ที่ได้รับรู้สึกได้ถึงความเมตตาที่ท่านมอบให้ ..สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อก่อน…พอถึงวันเด็กจะต้องนำธูปเทียนแพไปกราบขอพรจากท่าน
มาช่วงหลัง …พอถึงวันนี้ อยากจะเขียนอะไร ๆ ที่เป็นความรู้สึกออกมาต่างธูปเทียนแพเพื่อกราบระลึกนึกถึงพระคุณท่าน

มาวันนี้…ขอนำเอา “หัวใจยิ้ม” มาเป็นชื่อเรื่อง สืบเนื่องมาจากวันหนึ่งท่านอาจารย์ของเรานั่งมองรูปหลวงพ่อ แล้วพูดขึ้นมาว่า หลวงพ่อของเราน่ะ ท่านมี “หัวใจยิ้ม” ที่เป็นเช่นนี้เพราะ วันนั้นหลวงพ่อท่านได้ให้อาจารย์นำเงินจำนวนหนึ่งมามอบให้แม่ชี และพระไว้เป็นทุนใช้จ่ายเป็นค่าแท็กซี่เดินทางมาเรียนพระอภิธรรม (วันนั้นแม่ชีถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ) …ทำให้พวกเรารู้ว่า หลวงพ่อท่านติดตามดูแลลูกๆ ทุกคน(ไม่ว่าเก่าหรือใหม่)ตลอดเวลา

พอท่านอาจารย์เอ่ยคำนี้ออกมา ….อดนึกถึงแววตาของหลวงพ่อที่ทอประกายให้พวกเราได้รับรู้ว่าหัวใจท่านยิ้ม … ยิ้มด้วยความเมตตา ... ยิ้มด้วยความกรุณาที่มีให้กับพวกเราตลอดเวลา ... ยิ้มด้วยความมุทิตาในเวลาที่พวกเราทำความดี … และแม้พวกเราจะผิดพลาดทำสิ่งที่ไม่ดีออกไปท่านก็ยังสามารถยิ้มได้ด้วยความอุเบกขา เพราะท่านสอนพวกเราเสมอว่า ใครทำใครได้ ….สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน ฯลฯ

กล่าวได้ว่า พรหมวิหาร ๔ ที่ท่านพยายามสอนและปลูกฝังให้พวกเราได้สร้างให้มีขึ้นที่ตนเองนั้น พวกเราได้ประจักษ์แจ้งในท่านเป็นอย่างดี

โดย วยุรี [13 ม.ค. 2550 , 06:17:56 น.] ( IP = 58.9.136.35 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แม้ในประวัติของท่านนั้นก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า…ก่อนจะถึงวันมรณภาพ หลวงพ่อท่านรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ท่านจึงได้เตรียมตัวพร้อม และได้สั่งงานการแก่ลูกศิษย์พร้อมให้ถ่ายรูปของท่านไว้ รวมทั้งให้ทำความสะอาดศาลา และเรียกมาประชุมฟังธรรม พร้อมให้คติมากมาย หลังจากวันนั้นท่านเริ่มป่วย ต่อมาอาการไข้ทวีขึ้น บรรดาศิษย์ต่างถวายยา แต่ท่านก็ไม่ฉัน กลับกล่าวว่า ท่านมีอายุถึง ๘๔ ปีแล้ว โรคที่เป็นนี้เป็นโรคของคนชราซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของโลก ควรที่จะยอมรับความจริงว่า เมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องมีตาย เวลาใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว ขออย่าได้โศกเศร้าเป็นทุกข์กันไปเลย ไม่มียาอะไรที่จะหยุดยั้งความตายได้ สังขารของท่านเปรียบเหมือนต้นไม้ที่เหลือแต่แก่น ไม่มีโอกาสที่จะรดน้ำให้แตกใบอ่อนได้อีก…

ก่อนจะถึงวันมรณภาพ ๔ วัน หลวงพ่อได้สั่งว่า ท่านจะปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ วิปัสสนาอยู่ภายในห้อง ๔ วัน ห้ามไม่ให้ใครมารบกวน (ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ท่านทำอยู่บ่อยๆ) ครั้นครบกำหนด ๔ วัน หลวงตาเผย (ลูกศิษย์ของท่านในขณะนั้น) ได้ไปเคาะประตูห้อง แต่ไม่ได้รับคำตอบจึงเปิดเข้าไปดู เห็นหลวงพ่อครองผ้าไตรจีวรครบถ้วนเหมือนกับเวลาที่มีพิธีกรรรมทางศาสนา มีตาลปัตรตั้งไว้ด้านขวา และมีข้อความเขียนไว้ที่ผ้าสังฆาฏิว่า “เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา” ท่านนอนตะแคงขวาเหมือนหลับ สีหน้าสงบ ทุกคนทราบว่าท่านได้มรณภาพไปแล้ว
วันนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๘๙…

จึงกล่าวได้ว่าพรหมวิหาร ๔ นั้นมีอยู่ในใจของหลวงพ่อตลอดเวลา

นี่เองจึงเป็นเหตุให้หลวงพ่อของเรา “หัวใจยิ้ม”

แต่ทว่า…เมื่อหันกลับมามองตนเอง พบว่านอกจากหัวใจยิ้ม(ไม่ออก) แล้ว แถมยังรั่วอีกต่างหาก ทำให้นึกได้ว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงพ่อท่านได้ให้ไปเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อว่า หัวใจรั่ว คิดแล้วคิดอีกว่าจะเขียนอย่างไร ทำให้นึกถึงความเป็นไปในการใช้ชีวิตกับการงานทางโลก(ในขณะนั้น) ซึ่งพวกเรามักจะขาดมุทิตา (โดยเฉพาะเวลาที่ประสบเหตุการณ์ว่าผู้ที่ไม่ทำงานเอาแต่ประจบเจ้านายแล้วกลับได้ดี ) แต่เมื่อได้มาเรียนธรรมะแล้ว ทำให้ได้คิดว่า ที่เราขาดมุทิตานั้นก็เพราะเราไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องวิบากกรรม คือ ศรัทธา ๔ นั่นเอง จึงได้เขียนเรื่อง หัวใจรั่ว ส่งหลวงพ่อไปว่า…

โดย วยุรี [13 ม.ค. 2550 , 06:25:46 น.] ( IP = 58.9.136.35 : : )


  สลักธรรม 2

หลาย ๆ ท่าน คงเคยได้ยินคำว่า "หัวใจรั่ว" มาก่อน โรค(อาการ)นี้เกิดจากการชำรุดของลิ้นหัวใจ อันเป็นเหตุให้การทำงานของหัวใจเกิดการบกพร่อง ผลที่ตามมาก็คือร่างกายขาดออกซิเจน เกิดการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง อาการอาจทรุดหนักถึงตายได้ในที่สุด


ปกติหัวใจของคนเราจะมีหน้าที่รับเลือดเสีย และสูบฉีดเลือดดีไปเลี้ยงทั่วร่างกาย โดยการไหลของ เลือดนี้จะต้องผ่านการทำงานของลิ้นหัวใจ 2 ลิ้น ซึ่งอยู่ที่หัวใจห้องด้านซ้าย 1 ลิ้น ห้องด้านซ้ายนี้ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ ส่วนอีก 1 ลิ้น ที่อยู่ห้องหัวใจด้านขวา ซึ่งทำหน้าที่นำเลือดเสีย ไปเปลี่ยนแปลงให้เป็นเลือดดี ดังนั้นร่างกายของคนเราจะขาดลิ้นหัวใจไปไม่ได้ แม้เพียงข้างหนึ่งข้างใดเกิดการชำรุด หรือผิดปกติ ก็จะทำให้ชีวิตผู้นั้นเกิดอาการของ "หัวใจรั่ว" ดังกล่าวทันที

ข้อความทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตด้านรูปธรรมเท่านั้น แต่ชีวิตของคนเราย่อมประกอบขึ้นด้วย รูปธรรม และนามธรรม ดังนั้นเมื่อได้รับคำสั่งจาก "หลวงพ่อเสือ" ให้เขียนเรื่องนี้ขึ้น ข้าพเจ้าก็นึกถึงชีวิตของคนเราทางด้านนามธรรม โดยเฉพาะข้าพเจ้าเอง อาการที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ผิดไปจากคนที่เป็นโรคหัวใจรั่วเลย มิหนำซ้ำอาการก็ค่อนข้างจะหนัก เพราะดูเหมือนจะเกิดการชำรุดของลิ้นหัวใจ ทั้ง 2 ข้าง

"ศรัทธา 4" ซึ่งเปรียบเสมือนลิ้นหัวใจด้านซ้ายอันเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ชีวิตของเราอยู่ได้ อย่างปกติสุขนั้นเกิดพิการจนใช้งานเกือบไม่ได้ ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าดำเนินไปด้วยความกะพร่องกะแพร่ง มิหนำซ้ำ "มุทิตา" ซึ่งเปรียบเสมือนลิ้นหัวใจด้านขวา อันเป็นตัวการที่จะทำให้เลือดในกายบริสุทธิ์ได้นั้น เกิดอาการแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากความบกพร่องของ "ลิ้นศรัทธา 4" ที่เป็นเหตุ จึงทำให้ลิ้น "มุทิตา" เกิดประท้วง ทำงานบ้าง ไม่ทำงานบ้าง ในที่สุดอาการของข้าพเจ้ากำเริบมากขึ้นถึงกับแสดงออกไปในอากัปกิริยาของความน้อยอกน้อยใจ หวั่นไหว เมื่อมีเรื่องมีราวเกิดขึ้นในทางไม่ดี ก็เสียอกเสียใจ ลืมนึกถึงเหตุ-ผล ที่ได้ร่ำเรียนมา ทั้งนี้ก็เพราะลิ้นศรัทธา 4 อันได้แก่ การเชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องวิบาก เชื่อเรื่องสัตว์โลกนั้นต่างมีกรรมเป็นของของตน และเชื่อในคำสอนของพระพุทธองค์ นั้นไม่มั่นคงพอที่จะทำงานได้อย่างปกติ และอาการเหล่านี้เองจึงมีผลทำให้ ลิ้นมุทิตาเกิดบกพร่องตาม จึงทำให้ในบางขณะที่มีความน้อยใจในวิบากไม่ดีของตนเอง (เพราะในขณะนั้นมักเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ที่ได้รับวิบากดี)…ผลที่เกิดขึ้นในขณะนั้นจึงขาดความยินดีกับผู้อื่น(ที่กำลังได้รับความสุข) ซึ่งอาการเหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้ชีวิตของตนเองยิ่งทรุดหนักลงกว่าเดิม

โดย วยุรีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2550 , 06:39:58 น.] ( IP = 58.9.136.35 : : )


  สลักธรรม 3

แต่ยังนับว่าเป็นโชคดีที่ได้มีโอกาสมาพบหมอที่ใจดีเข้า ท่านพยายามที่จะช่วยเหลือ ดูแลรักษา และผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจให้ใหม่ นอกจากท่านจะผ่าและเย็บลิ้น "ศรัทธา 4" ให้แล้ว ยังได้เยียวยา รักษา และซ่อมแซม "ลิ้นมุทิตา"ให้ดีอีกด้วย พร้อมให้คำแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวย่างไร ควรดูแลรักษาตนเองอย่างไร จึงจะดำเนินชีวิตไปได้อย่างปกติ

แต่เมื่อใดที่ห่างหมอ ข้าพเจ้าก็ไปกินของแสลง ทำในสิ่งที่หมอห้าม ทำไปตามอำนาจของกิเลส โดยลืมนึกถึงความปลอดภัยของชีวิตตนเอง ครั้นเมื่อถึงวันเสาร์ - อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่หมอนัดเพื่อตรวจอาการดูว่า สภาพลิ้นหัวใจที่ท่านเปลี่ยนและใส่ให้นั้น ดีขึ้น หรือ แย่ลงอย่างไร ครั้นตรวจดูแล้วพบว่ามีอาการหนักขึ้น ท่านจะรีบเยียวยาแก้ไขให้ใหม่ทันที ท่านทำการผ่าตัดให้อีกครั้งด้วยความอดทนอย่างที่สุด แม้บางครั้งท่านจะมีความรู้สึกเอือมระอาสักเพียงใด ท่านก็ไม่เคยท้อแท้ในอันที่จะช่วยชีวิตเราไว้ บางครั้งท่านก็ดุ บางครั้งท่านก็ปลอบ ก็เพื่อให้สำนึกถึงคุณค่าของชีวิต คุณค่าของการเกิดมาเป็นคน ซึ่งท่านก็พยายามอธิบายว่า

"..ยากยิ่งนักที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ ในชาติหนึ่ง ๆ"

ข้าพเจ้าได้รับการผ่าตัดจากท่านหลายต่อหลายครั้ง แต่ละครั้งเมื่อออกไป ก็ไม่ได้ปฏิบัติตัวตามที่ท่านแนะนำ ทำในสิ่งที่ท่านห้าม แล้วก็ต้องกลับมาให้ท่านรักษาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งก็มีความละอายใจ เมื่อได้เห็นความอดทน ในความพยายามช่วยเหลือแต่ละครั้งของท่าน บางขณะก็ได้เห็นความเหนื่อยล้าที่ฉายอยู่ในแววตาของท่าน บางครั้งก็ได้ยินคำรำพึงจากปากของท่านว่า ท่านวิบากไม่ดี ที่ต้องมาเจอคนไข้อย่างเช่นข้าพเจ้า แต่ท่านก็จะไม่ยอมแพ้ ท่านจะต้องเอาชนะอาการ(กิเลส)ที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่ให้ได้

นั่นคือความอดทนในการให้อย่างที่สุด ตลอดจนความมีเมตตาอันคณานับไม่ได้ ของ "หลวงพ่อเสือ" หมอผู้ใจดี ...ที่รักษาโรคหัวใจรั่วให้แก่ข้าพเจ้า

ตอนนี้ก็อยู่ที่ตัวข้าพเจ้าเอง ที่จะต้องตัดสินใจว่า....ยังอยากมีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะได้ทำกุศลให้ชีวิตสูงส่งต่อไป

หรือ......จะปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม เหมือนเศษขยะที่ลอยไปตามน้ำ ซึ่งพร้อมที่ไหลลงสู่ที่ต่ำตลอดเวลา

เพราะ... แต่ละชีวิตย่อมต้องเลือกทางเดินของตนเอง ด้วยตนเอง .....ไม่มีใครสามารถลิขิตชีวิตให้กับเราได้ ….มีแต่เราเท่านั้น ที่จะต้องเป็นผู้ขีดเส้นชะตาชีวิต ของตนเอง

ตอนนั้น. ..ขณะที่เขียนเรื่องนี้ พร้อมกับนึกถึงหลวงพ่อ นึกถึงความเป็นไปในชีวิตของท่าน ตลอดจนอากัปกิริยาที่ท่านมีต่อลูกศิษย์ รวมทั้งจริยานุวัตรที่ได้อ่านจากประวัติของท่าน ทำให้ยิ่งรู้ซึ้งถึงคุณค่าของศรัทธา ๔ เพราะหลวงพ่อของเราท่านมีอย่างมั่นคงแล้ว ท่านจึงไม่หวั่นไหวในสิ่งที่มากระทบ ในขณะที่พวกเรานั้นยังขาดและบกพร่องในศรัทธา ๔ เป็นอย่างมาก การแสดงออกของพวกเราจึงขาดคุณงามความดีไปหลายๆ ประการ และถึงแม้จะกระทำความดีแต่ก็ยังเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ

....ผู้เขียนจึงตั้งใจว่าจะพยายามสร้างศรัทธา ๔ ให้มั่นคง พร้อมตั้งจิตอธิษฐานที่จะเดินตามทางหลวงพ่อท่านไปทุกภพทุกชาติ ...ขอได้เกิดเป็นลูกศิษย์ของท่าน ได้มีโอกาสศึกษาธรรม และปฏิบัติธรรม และมีโอกาสช่วยงานพระพุทธศาสนาไปจนกว่าจะถึงความสิ้นสุดทุกข์ ...นี่คือความปรารถนาอย่างสูงสุด

จึงขอนำเรื่องนี้มาต่างธูปเทียนแพกราบถวายเป็นเครื่องบูชาในการระลึกถึง หลวงพ่อเสือ ผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตเนื่องในวันสำคัญของลูก …วันเด็กปีที่ ๒๑


โดย วยุรีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2550 , 07:01:16 น.] ( IP = 58.9.136.35 : : )


  สลักธรรม 4

ขออนุโมทนาจิต กับคุณวยุรีอย่างยิ่งครับ ที่เพียรพยายามรังสรรค์งานจากใจสู่ใจมาอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนความทรงจำที่ต่างเคยถูกปลูกฝังไว้ด้วยน้ำคำของพ่อกันมาทุกๆคน วันเวลาผ่านไปความเนินนาน อาจจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลงลืมน้ำคำที่แสนประเสริฐเหล่านั้นไปได้

การได้กลับมาอ่านบทความนี้ จึงเป็นเสมือนการเคาะสนิมใจให้หลุดออกไป จนสามารถนึกถึงถ้อยมธุรสวาจาเหล่านั้นได้ มิหน่ำซ้ำยังสร้างหิริโอตัปปะให้มีเกิดขึ้นได้ครับ

ขอบคุณมากสำหรับน้ำใจที่ให้เป็นของขวัญวันเด็กนะครับคุณวยุรี

โดย ทับตะวันดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2550 , 07:13:27 น.] ( IP = 58.9.136.35 : : )


  สลักธรรม 5

สวัสดีวันเด็กค่ะพี่วยุรี เช้าขึ้นมาวันนี้ก็ได้รับรู้ถึงอาการของความเมตตา ที่พี่วยุรีนำมาลงให้อ่านกันในวันเด็กวันนี้นะคะ

และเรียกได้ว่า..รับสัมผัสได้ถึงพรหมวิหารธรรม ของหลวงพ่อท่าน ด้วยนะคะพี่วยุรี

การที่จะกระทำชีวิตให้อยู่ในความสุขใจ จนหัวใจยิ้มได้นั้น ต้องอาศัยเวลาด้วยการเพาะบ่มความดี โดยเฉพาะความดีที่เกิดที่จิตใจอย่างมากเลยนะคะ จึงจะสามารถยิ้มได้ด้วยหัวใจ

ขอขอบคุณพี่วยุรีอย่างมากนะคะ ที่หยิบยื่นสิ่งดีงามมาให้ในวันนี้คะ

โดย พี่ดอกแก้วดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2550 , 08:47:16 น.] ( IP = 58.9.136.35 : : )


  สลักธรรม 6

รีบตามเข้ามาเป็นเด็กดี คือใฝ่หาความรู้นะครับ และก็ได้ความรู้จริงๆจากบทความนี้มากเลยครับ

ได้วิธีการที่จะทำให้หัวใจไม่รั่ว ไม่ทะลุจนเกิดจากรั่วซึมของน้ำใจไปจากจิตนะครับ

พี่เณรจะเพียรพยายามเป็นผู้ซึ่งมีพรหมวิหารธรรมให้ได้ด้วยนะครับ แม้จะต้องอาศัยเวลามากมายก็ตาม แต่ถ้าไม่หมดไปจากศรัทธาเสียแล้ว สักวันหนึ่ง หัวใจพี่เณร คงยิ้มได้บ้างละครับคุณวยุรี

ขอบพระคุณมากครับ สำหรับของฝากที่ดีในวันเด็กนี้ครับผม

โดย พี่เณรดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2550 , 08:56:12 น.] ( IP = 58.9.136.35 : : )


  สลักธรรม 7

เมื่อนึกถึง"หัวใจยิ้ม"ของหลวงพ่อ..ทำให้พลอยยิ้มตามได้และก็มีพลังที่จะดำเนินชีวิตต่อไป

ขอบพระคุณอาจารย์วยุรีมากค่ะที่นำเรื่องดีๆ และความรูสึกดีๆมาแจกจ่ายให้แก่กันในวันเด็ก

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2550 , 10:17:48 น.] ( IP = 58.9.96.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org