| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ตามรอยบาท..หนทางสว่างแห่งชีวิต
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 5คราวนี้มาทำความรู้จักกิเลสกันสักหน่อยนะคะ บางท่านอาจจะทราบแล้วเพราะที่นี้ก็มีการนิมนต์พระเถระมาบรรยายเสมอๆ หรือจะเป็นท่านวิทยากรที่ทางชมรมเชิญมาพูดธรรมะ ทำให้เกิดความเข้าใจ แต่ดิฉันก็จะยกมาพูดอีกครั้งนะคะ เพราะให้เห็นว่า กิเลสนั้นมีถึง ๓ ขั้นนะคะ คือกิเลสขั้นหยาบ ขั้นกลางและอย่างละเอียด
กิเลสอย่างหยาบ คือ กิเลสที่เกิดขึ้นพร้อมกับกายก็ได้ วาจาก็ได้ นั่นคือการที่เราท่านแสดงกายและวาจาเป็นไปในทางไม่ดีเป็นบาป มีการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดปด พูดส่อเสียด ผู้เพ้อเจ้อและพูดคำหยาบคาย การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นมาล้วนมีกิเลสกรรมเป็นตัวหนุนนำทั้งสิ้นนะคะ
แล้วเราจะแก้ไขป้องกันอย่างไร มิให้กิเลสเหล่านี้มาบงการชีวิตของเรา วิธีแก้ไขก็คือ เราต้องสมาทานศีล และต้องรักษาศีลให้ได้นั่นเองนะคะ เพราะเมื่อเราตั้งอยู่ในศีลธรรมแล้ว มีสติระลึกรู้ในศีลที่เราสมาทานมา เราก็จะสามารถระงับกายและวาจาให้เป็นไปด้วยชอบธรรม ไม่กล่าวล่วงละเมิดผิดศีลไปนั่นเองนะคะ กิเลสชนิดหยาบที่กล่าวมานั้นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ในระหว่างที่เรามีศีลรักษา
คราวนี้มาดูนะคะว่ากิเลสขั้นต่อไปคืออะไร กิเลสชนิดกลางคือกิเลสที่ทำให้จิตใจของเราขุ่นมัว ไม่แช่มชื่น ทำให้รู้สึกวุ่นวายใจ ฟุ้งซ่านรำคาญใจ หงุดหงิดใจ ซึ่งเราท่านเป็นกันอยู่เสมอๆใช่ไหมคะ กิเลสชนิดนี้ก่อกวนจิตใจเราได้มากเลยนะคะ แม้ว่าเราจะมีศีลรักษา หรือจะรักษาศีลได้มากข้อเพียงใด เช่น ศีล ๘ คืออุโบสถศีล ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๑ ซึ่งเป็นศีลของพระภิกษุก็ตาม ศ๊ลนั้นๆก็ไม่มีอำนาจพอที่จะไประงับขับไลความฟุ้งซ่าน ที่เกิดมาจากกิเลสอย่างกลางนี้ได้นะคะ เรียกว่าความฟุ้งนี้ไม่เข้าใครออกใครเลย ไม่ละเว้นแม้แต่ผู้ทรงศีลนะคะ
เราจึงต้องหาคุณธรรมอีกชนิด คือ สมาธิมาร่วมช่วยขจัดปัดเป่าความฟุ้งนั้นให้ออกไปจากจิตใจเรา เพราะการทำสมาธิคือการที่เราเอาใจไปจดจ่อต่อลมหายใจบ้าง ไปทำงานทางใจด้วยการบริกรรมภาวนา ให้จิตสงบจากความคิดนึกต่างๆ และเมื่อจิตมีสมาธิแล้ว จิตก็จะตั้งมั่นในอารมณ์ ความฟุ้งซ่านก็ไม่เกิด เพราะจิตเราเข้มแข็งอยู่ในงานที่เรานำมาทำนั่นเอง เห็นไหมคะว่า สมาธินี้จึงเป็นวิธีการปราบกิเลสขั้นกลางให้หยุดก่อกวนได้โดย ทับตะวัน [18 ม.ค. 2550 , 10:48:37 น.] ( IP = 58.9.144.90 : : )
สลักธรรม 6ส่วนกิเลสขั้นที่ ๓ สุดท้ายคือ กิเลสอย่างละเอียดหรือเรียกว่า อนุศัยกิเลส ที่มันฝั่งรากลึกอยู่ภายในจิตใจเราปุถุชนอย่างเราๆ ยากที่จะถ่ายถอนออกไปได้ง่ายๆเลยนะคะ เพราะกิเลสชนิดนี้คือความเห็นผิดนั่นเอง ความเห็นผิดที่ติดแน่นกับชีวิตเรามาไม่รูกี่ชาติต่อกี่ชาติมาแล้ว เห็นผิดในเรื่องชีวิตเราเองนะคะ คือเห็นไปว่า ชีวิตนี้เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นของๆเรา ยึดชีวิตเอาไว้ด้วยความเห็นว่าเป็นตัวตน นั่นเอง ทำไมต้องยึดละคะ ก็เพราะความไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงต่างยึดและหวงแหนชีวิตกัน พยายามหาทางบำรุงดูแลชีวิตกันอย่างเต็มที่ ด้วยคิดไปต่างๆว่า ชีวิตนี้ดี มีความสุข เป็นสิ่งจีรัง เป็นตัวเรานั่นเอง ด้วยความไม่รู้ตามหลักความเป็นจริงว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาได้อย่างไร แล้วเมื่อต้องตายแล้วชีวิตจะไปไหน ไปได้อย่างไร ความไม่รู้เช่นนี้ละคะ เรียกว่า..กิเลสชนิดละเอียด
จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะต้องหันกลับมาศึกษาหาความรู้ ในหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา และก้าวเดินตามรอยบาทของพระพุทธองค์ไป เพื่อชำระความไม่รูทั้งหลาย คือกิเลสชนิดละเอียด ที่ปกปิดไม่ให้เราเห็นความจริงดั่งที่พระพุทธองค์ทรงเห็นและนำมาสั่งสอนโปรดสัตวโลกให้ตื่น ให้รู้ตามพระองค์
การศึกษาธรรมให้เกิดความรู้ตามความเป็นจริงนี้ละคะ เรียกว่า การกระทำปัญญาบารมีให้เกิด และปัญญาที่ว่านี้เอง จะเป็นอาวุธที่สำคัญ ริดรอนตัดรากกิเลสชนิดละเอียดนี้ให้หมดไปได้นะคะ
ดิฉํนก็ได้นำเสนอเรื่องของกิเลส ทั้ง ๓ ให้ท่านได้ทราบแล้ว พร้อมทั้ง ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะป้องกันและปราบกิเลสทั้ง ๓ ขั้นนั้นให้ระงับและหมดลงไปได้ เหลืออยู่ที่ว่าท่านทั้งหลายจะต้องหาความรูและความเข้าใจในวิธีการนั้นๆด้วยการปฏิบัติธรรม ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เพื่อเดินตามรอยบาท หรือเพื่อนำชีวิตของตนเองไปบทหนทางที่สว่างไสวไกลจากความทุกข์ด้วยตัวของท่านเองนะคะ
ไม่มีใครสักคนเลยใช่ไหมคะ ที่ต้องการความทุกข์ ผู้คนที่เดินเข้ามาในโรงพยาบาลนี้ ที่มาก็เพื่อรักษาเยียวยาความทุกข์กัน ทุกคนต้องการความสุข แต่ความสุขอย่างที่กล่าวไว้นะคะ มันช่างมีน้อยเหลือเกิน ความทุกข์มีมากกว่าใช่ไหมคะ ดูซิคะอากาศเย็นสบายไม่กี่วันเลย นี่ก็เริมร้อนอีกแล้ว ทั้งอากาศและมลภาวะ และสถานการณ์ต่างๆในสมัยนี้ ล้วนเป็นปัญหาที่นำมาซึ่งความไม่สบายกายไม่สบายใจทั้งนั้น
เราจึงควรเร่งรีบสะสมความดีเอาไว้มากๆ และเชื่อมั่นเสมอนะคะว่าทำดีย่อมต้องได้ดีแน่นอน ทำชั่วย่อมต้องได้รับผลชั่วเสมอ บางท่านอาจจะคิดว่าทำดีมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นได้ดีเลย ปฏิบัติมาก็แล้วไม่เห็นได้ผลดีเลย
ก็ขอเรียนให้ท่านทราบนะคะว่า ทำดีย่อมต้องได้ดีแน่คะ แต่ต้องทำดีนานๆนะคะ เพราะรางวัลของคนดีมีน้อย ดูอย่างนักกีฬาที่เข้าแข่งขันกัน มีมาแข่งขันกันตั้งมากมายแต่รางวัลของผู้ชนะเลิศนั้นมีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ก็อย่างสิ้นหวังท้อแท้นะคะ ขอให้ท่านระลึกไว้เสมอว่า..ทำดีนานๆถึงจะได้ดีคะ
บางครั้งเรายังทำเหตุไม่ตรงกับผลที่ต้องการก็ได้
บางครั้งทำเหตุตรงแล้ว แต่ความเพียรพยายามยั้งไม่พอนะคะ ต้องเพิ่มเติมความเพียรอีก
และบางคนทำเหตุตรงแล้ว ความเพียรก็มากพอแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาของการให้ผล ตรงนี้ต้องรอคอยนะคะ ต้องใจเย็นๆนะคะ
ท้ายที่สุดนี้ ก็ขออันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดคุ้มครองให้ทุกๆท่าน มีความเจริญในชีวิต สามารถผ่านพ้นอันตรายต่างๆและอุปสรรคต่างๆในชีวิตไปได้ และสามารถกระทำชีวิตให้ก้าวเดินไปตามรอยบาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความพ้นทุกข์ได้ทั่วกันทุกท่านนะคะ สวัสดีค่ะ
โดย ทับตะวัน [18 ม.ค. 2550 , 11:25:59 น.] ( IP = 58.9.144.90 : : )
สลักธรรม 10
โดย น้ำใส (น้ำใส) [19 ม.ค. 2550 , 07:48:51 น.] ( IP = 58.10.128.26 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |