มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตามรอยบาท..หนทางสว่างแห่งชีวิต




ตามรอยบาท..หนทางสว่างแห่งชีวิต เป็นหัวข้อธรรม ที่อาจารย์บุษกร เมธางกูร ได้ถูกเชิญไปปาฐกถา ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ในวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐ ซึ่งตรงกับวันครูครับ กระผมจึงขอถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ให้ท่านผู้หวังจะก้าวเดิน ร่วมทางไปด้วยได้มีโอกาสรับทราบในการบรรยายครั้งนี้ด้วยครับ อาจารย์บุษกร ได้พูดไว้ว่า..

สวัสดีค่ะท่านผู้มีเกรียติที่เคารพทุกท่าน ดิฉันมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาพบกับท่านที่นี้อีกครั้ง และมาในครั้งนี้นับได้ว่า เป็นช่วงที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมชะตากรรมกับทุกๆท่าน

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะเหตุที่ว่า..ความเป็นอยู่ของเราท่านทุกวันนี้ ตกอยู่ในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองเป็นสีเทาก็ว่าได้ ความเด่นชัดที่จะดำรงชีวิตนั้นมีความไม่แน่นอนใช่ไหมคะ เพราะภาวะเหตุการณ์ต่างๆในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้เราต่างตกอยู่ในความวิตกกังวล จิตใจว้าวุ่นสับสน ดูเหมือนความปลอดภับสบายใจนั้นมีน้อยเหลือเกินจริงไหมคะ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ควรมาพิจรณาดูกันหน่อยนะคะว่า เพราะอะไรเราต้องเจอพบเหตุการณ์ที่ไม่สบายใจนั้นด้วย หรือเรียกว่าใครเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของเรา

โดย ทับตะวัน...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ม.ค. 2550 , 19:21:42 น.] ( IP = 58.9.146.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ท่านทราบไหมคะว่า โชคชะตาของมนุษย์ใครเป็นผู้กำหนดให้ต้องต่างกันหลายๆอย่าง ชีวิตนี้มาจากไหน รำรงอยู่และเป็นไปด้วยความทุกข์บางสุขบางต่างกันออกไป แล้วทำไมความสุขเมื่อมีขึ้นแล้วก็หมดไป ความสุขนั้นช่างมีอยู่สั้นเหลือเกิน ความทุกข์กลับมีขึ้นแล้วก็อยู่นานกว่าความสุข

ความทุกข์ของเมื่อวานน่าจะหมดไปเสียเมื่อวานแล้ว ทำไมจะต้องมามีขึ้นอีก ความทุกข์ของวันไหนก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับวันนั้นใช่ไหมคะ แต่มันเป็นเป็นเช่นนั้นนิคะ

บัญญิตท่านกล่าวไว้ว่า.. บุคคลที่หายากคือ..บุคคลที่สามารถทำให้ความทุกข์ของวานนี้เป็นความทุกข์สำหรับเมื่อวานนี้เท่านั้น ไม่กลับมาเป็นความทุกข์สำหรับวันนี้อีก และสามารถเห็นความทุกข์ติดอยู่กับความสุข และเหมือนกันทั้งทุกข์และสุข เพราะล้วนตั้งอยู่ชั่วคราวและก็ดับไปเป็นธรรมดานั่นเองคะ ที่ว่าเป็นธรรมดานั้นคือ เป็นธรรมดาของธรรมชาติที่เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย และสลายไปดับไปในที่สุดเมื่อเหตุปัจจัยหมดลงนะคะ

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ม.ค. 2550 , 19:42:09 น.] ( IP = 58.9.146.36 : : )


  สลักธรรม 2

ในการก้าวเดินตามรอยบาทของพระศาสดา เพื่อหนทางอันสว่างแห่งชีวิตนั้น เราจะต้องเรียนให้รู้ถึงหลักคำสอนของพระพุทธองค์ เพราะเป็นหลักเหตุผลจริงๆนะคะ ทุกสิ่งทุกอย่างมีขึ้นมานั้นเป็นผล ล้วนต้องมีเหตุเสมอ และเหตุกับผลก็ต้องตรงกัน เหมือนปลูกพืชหว่านพืชใดลงไป ย่อมต้องได้ผลอย่างนั้น ปลูกมะม่วงก็ต้องได้มะม่วง จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ใครทำกรรมอะไรไว้ย่อมต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น

เหมือนเมื่อวานนี้เป็นเหตุให้มีวันนี้ได้ และพรุ่งนี้มีได้ก็เพราะมีวันนี้ วันนี้ไม่มีพรุ่งนี้ก็มีไม่ได้ วันนี้เป็นเหตุให้มีวันพรุ่งนี้ (ผล) วันนี้เป็นผลของเมื่อวานนี้ เมื่อวานเป็นอดีต วันนี้เป็นอนาคตและปัจจุบันด้วย ดังนั้นวันนี้ต้องได้รับกรรมที่ทำไว้เมื่อวานนี้ และวันนี้เราทำเหตุใหม่(กรรม) เพื่อไปรับผลเอาวันพรุ่งนี้ ดังนั้นความสุขหรือความทุกข์ในวันพรุ่งนี้จึงขึ้นกับการกระทำกรรมของเราในวันนี้ (อุปมาเมื่อวานนี้เป็นอดีตชาตินะคะ..วันนี้เป็นปัจจุบันชาติ...พรุ่งนี้เป็นอนาคตชาตินะคะ)

นี่เป็นการแสดงเรื่องกรรมโดยสังเขป เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างหยาบๆในเรื่องของกรรมที่ถูกกำหนดแล้ว และกรรมที่ยังไม่ได้กำหนด คือกรรมที่เรากำลังทำอยู่และจะทำต่อไป

เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและลึกซึ้ง ยากที่จะเข้าใจได้ง่ายต้องอาศัยการศึกษาตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ เพื่อจะได้นำความรู้ไปแก้ไขปัญหาให้กับชีวิตของเราได้ เป็นเป็นหลักธรรมชาติที่มีอยู่จริง และเต็มไปด้วยเหตุผลเสมอ

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ม.ค. 2550 , 20:02:53 น.] ( IP = 58.9.146.36 : : )


  สลักธรรม 3

หลักความจริงนี้ไม่มีใครสามารถคัดค้านหรือโต้แย้งได้เลยนะคะ เช่น..

ต้นทานตะวัน เมื่อออกดอกไม่ว่าจะปลูกไว้ ณ ที่ใด จะปลูกในกระถาง หรือตามริมทางก็ตาม ดอกนั้นจะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์เสมอใช่ไหมคะ อย่างนี้เรียกว่าพืชนิยาม

เส้นผมของใครก็ตาม ถ้าผมหยิก หรือดำขลับ แม้เราจะโกนออกไป แต่เมื่องอกขึ้นมาใหม่ คนที่ผมหยิกก็หยิกอีก ที่ดำก็ดำอีกเช่นกัน คือจะต้องมีคุณลักษณะเหมือนของเดิมทุกประการ หรือกรรม เมื่อขึ้นชื่อว่ากรรมคือเจตนา กระทำลงไปด้วย กาย วาจา ใจ สำเร็จลงไปเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมแล้ว ต้องมีวิบากคือผลของกรรมนั้นๆ ตามควรแก่ปัจจัยนั้นๆ กุศลกรรมย่อมให้ความสุขเป็นวิบาก อกุศลกรรมย่อมให้ความทุกข์เป็นวิบาก นี่จัดเป็นกรรมนิยามคะ

อีกอย่างนะคะคือ จิตนิยามคือจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์อยู่เสมอ เป็นนามธรรม มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา จิตต้องหน่วงจับอารมณ์อยู่เสมอ แม้เวลาหลับ (ภวังคจิต) ก็ต้องมีอดีตอารมณ์เพื่อรักษาภพชาติของความเป็นมนุษย์เอาไว้ จิตจึงว่างจากอารมณ์ไม่ได้

จิตจึงวิจิตรไปด้วยอารมณ์ต่างๆ สวยงามวิจิตรพิสดารน่าพิศวง จะแปลกประหลาดมหัศจรรย์หรือน่าสยดสยอง เป็นไปได้ก็เพราะอำนาจของจิตนะคะ จิตสั่งสมสันดานกิเลสและรักษาวิบากของกรรมประทับไว้ในจิต

จิต มโน วิญญาณ มนายตนะเป็นชื่อเรียกจิตทั้งนั้นนะคะ พยัญชนะต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกัน คือเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของจิตที่มีให้ศึกษาในพระอภิธรรมอย่างมากมายนะคะ แต่ตรงนี้จะพูดถึงแค่จิตนิยามเท่านั้นคือธรรมเนียมของจิตนะคะ

เพื่อจะกล่าวนำให้ท่านเห็นถึงความสำคัญของความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวที่พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสรู้นะคะ ว่าทุกอย่างที่พระองค์ทรงรู้นั้นล้วนมีสาระประโยชน์ต่อชีวิตจริงๆ โดยเฉพาะท่านจะสามารถเข้าใจถึงสภาพธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้น ล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิดทั้งสิ้น ไม่มีใครจะมากำหนดโชคชะตาให้เราได้นอกจากตัวของเราเอง จะสุขจะทุกข์นั้นก็ขึ้นอยู่กับการกระทำที่เราทำลงไปนั่นเอง

จิตใจของเราเองนั่นละที่เป็นตัวรู้อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางทวารต่างๆ แล้วความยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ก็เกิดขึ้นที่มโนวิญญาณนี้ ดังนั้นความทุกข์ความเร่าร้อน ความเบื่อหน่ายท้อแท้นี้ก็เกิดขึ้นที่จิตใจ ทำให้เรารูสึกไม่สบายใจ เป็นทุกข์ ใจเสีย ไม่อยากทำอะไร หมออาลัยตายอยาก ท้อแท้และสิ้นหวังตามมา จิตก็รับอารมณ์อยู่อย่างนี้

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ม.ค. 2550 , 20:34:56 น.] ( IP = 58.9.146.36 : : )


  สลักธรรม 4

จึงต้องเข้าใจและรู้สึกลงลึกๆมาที่ใจของเราว่า เรามีความรู้สึกอย่างไรเกิดขึ้นในใจตน ดีหรือไม่ดี พยายามขับไล่สิ่งที่ทำให้จิตใจไม่ดีให้หลุดไป ควรทำปัจจุบันให้มีสติ และใช้ปัญญาพิจรณาใคร่ครวญให้ดี เราก็จะสามารถคลายความท้อแท้เบื่อหน่ายที่จิตใจของเราออกไปได้ แสวงหาอารมณ์ใหม่ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขให้กับตนเองโดยไม่มีโทษ ถ้าเราเข้าใจตัวเองตามสภาพความเป็นจริงดีแล้ว ความท้อแท้เบื่อหน่ายต่ออารมณ์ต่างๆเหล่านี้ก็จะหมดไปเอง พยายามขวนขวายพูดหรือทำอะไรในทางที่ดีที่เป็นประโยชน์ พยายามปรับเปลี่ยนอารมณ์ที่ดี เพื่อให้จิตที่เป็นกุศลให้เกิดอยู่เสมอๆ.

เพราะเวลาของเราท่านทั้งหลายเหลือน้อยเหลือเกิน ที่สุดของความรัก ที่สุดของการอยู่ร่วมกันใกล้เข้ามา ความพลัดพรากจากันย่อมมาถึง ชีวิตก็ต้องสูญสิ้นดับลง กายที่ไร้วิญญาณทอดลงสู่ดิน จิตดับลงแล้ว เราจะเอาอะไรไปได้บ้าง ขอให้เราท่านลองพิจรณาดูนะคะ ว่าเราควรต้องรีบทำอะไรให้กับชีวิตเราบ้างในขณะนี้ ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่

เราต้องรีบสร้างกรรมดีสะสมไว้มากๆ และสะสางความไม่ดีในชีวิตเราให้หมดไป ตามที่พระพุทธองค์?รงสั่งสอนไว้ว่า

ให้ละปาบอกุศลให้หมดไปจากกาย วาจา ใจ ของเรา

ให้บำเพ็ญเพียรทำความดีให้ทั่วถึงพร้อมทั้งกาย วาจาและใจ

ให้ทำจิตใจตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

พระพุทธโอวาทนี้ ว่าไปแล้วข้อที่ ๑ ๒ นั้นเรายังพอมองเห็นหนทางทำนะคะ ส่วนในข้อที่ว่าทำจิตใจให้หมดไปจากกิเลสนี่ซิคะ ยากนะคะถ้าเราไม่รูจัดคำว่ากิเลสดี เราจะทำให้หมดไปได้ยากมากๆเลยนะคะ

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ม.ค. 2550 , 21:15:35 น.] ( IP = 58.9.146.36 : : )


  สลักธรรม 5

คราวนี้มาทำความรู้จักกิเลสกันสักหน่อยนะคะ บางท่านอาจจะทราบแล้วเพราะที่นี้ก็มีการนิมนต์พระเถระมาบรรยายเสมอๆ หรือจะเป็นท่านวิทยากรที่ทางชมรมเชิญมาพูดธรรมะ ทำให้เกิดความเข้าใจ แต่ดิฉันก็จะยกมาพูดอีกครั้งนะคะ เพราะให้เห็นว่า กิเลสนั้นมีถึง ๓ ขั้นนะคะ คือกิเลสขั้นหยาบ ขั้นกลางและอย่างละเอียด

กิเลสอย่างหยาบ คือ กิเลสที่เกิดขึ้นพร้อมกับกายก็ได้ วาจาก็ได้ นั่นคือการที่เราท่านแสดงกายและวาจาเป็นไปในทางไม่ดีเป็นบาป มีการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดปด พูดส่อเสียด ผู้เพ้อเจ้อและพูดคำหยาบคาย การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นมาล้วนมีกิเลสกรรมเป็นตัวหนุนนำทั้งสิ้นนะคะ

แล้วเราจะแก้ไขป้องกันอย่างไร มิให้กิเลสเหล่านี้มาบงการชีวิตของเรา วิธีแก้ไขก็คือ เราต้องสมาทานศีล และต้องรักษาศีลให้ได้นั่นเองนะคะ เพราะเมื่อเราตั้งอยู่ในศีลธรรมแล้ว มีสติระลึกรู้ในศีลที่เราสมาทานมา เราก็จะสามารถระงับกายและวาจาให้เป็นไปด้วยชอบธรรม ไม่กล่าวล่วงละเมิดผิดศีลไปนั่นเองนะคะ กิเลสชนิดหยาบที่กล่าวมานั้นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ในระหว่างที่เรามีศีลรักษา

คราวนี้มาดูนะคะว่ากิเลสขั้นต่อไปคืออะไร กิเลสชนิดกลางคือกิเลสที่ทำให้จิตใจของเราขุ่นมัว ไม่แช่มชื่น ทำให้รู้สึกวุ่นวายใจ ฟุ้งซ่านรำคาญใจ หงุดหงิดใจ ซึ่งเราท่านเป็นกันอยู่เสมอๆใช่ไหมคะ กิเลสชนิดนี้ก่อกวนจิตใจเราได้มากเลยนะคะ แม้ว่าเราจะมีศีลรักษา หรือจะรักษาศีลได้มากข้อเพียงใด เช่น ศีล ๘ คืออุโบสถศีล ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๑ ซึ่งเป็นศีลของพระภิกษุก็ตาม ศ๊ลนั้นๆก็ไม่มีอำนาจพอที่จะไประงับขับไลความฟุ้งซ่าน ที่เกิดมาจากกิเลสอย่างกลางนี้ได้นะคะ เรียกว่าความฟุ้งนี้ไม่เข้าใครออกใครเลย ไม่ละเว้นแม้แต่ผู้ทรงศีลนะคะ

เราจึงต้องหาคุณธรรมอีกชนิด คือ สมาธิมาร่วมช่วยขจัดปัดเป่าความฟุ้งนั้นให้ออกไปจากจิตใจเรา เพราะการทำสมาธิคือการที่เราเอาใจไปจดจ่อต่อลมหายใจบ้าง ไปทำงานทางใจด้วยการบริกรรมภาวนา ให้จิตสงบจากความคิดนึกต่างๆ และเมื่อจิตมีสมาธิแล้ว จิตก็จะตั้งมั่นในอารมณ์ ความฟุ้งซ่านก็ไม่เกิด เพราะจิตเราเข้มแข็งอยู่ในงานที่เรานำมาทำนั่นเอง เห็นไหมคะว่า สมาธินี้จึงเป็นวิธีการปราบกิเลสขั้นกลางให้หยุดก่อกวนได้

โดย ทับตะวัน [18 ม.ค. 2550 , 10:48:37 น.] ( IP = 58.9.144.90 : : )


  สลักธรรม 6

ส่วนกิเลสขั้นที่ ๓ สุดท้ายคือ กิเลสอย่างละเอียดหรือเรียกว่า อนุศัยกิเลส ที่มันฝั่งรากลึกอยู่ภายในจิตใจเราปุถุชนอย่างเราๆ ยากที่จะถ่ายถอนออกไปได้ง่ายๆเลยนะคะ เพราะกิเลสชนิดนี้คือความเห็นผิดนั่นเอง ความเห็นผิดที่ติดแน่นกับชีวิตเรามาไม่รูกี่ชาติต่อกี่ชาติมาแล้ว เห็นผิดในเรื่องชีวิตเราเองนะคะ คือเห็นไปว่า ชีวิตนี้เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นของๆเรา ยึดชีวิตเอาไว้ด้วยความเห็นว่าเป็นตัวตน นั่นเอง ทำไมต้องยึดละคะ ก็เพราะความไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงต่างยึดและหวงแหนชีวิตกัน พยายามหาทางบำรุงดูแลชีวิตกันอย่างเต็มที่ ด้วยคิดไปต่างๆว่า ชีวิตนี้ดี มีความสุข เป็นสิ่งจีรัง เป็นตัวเรานั่นเอง ด้วยความไม่รู้ตามหลักความเป็นจริงว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาได้อย่างไร แล้วเมื่อต้องตายแล้วชีวิตจะไปไหน ไปได้อย่างไร ความไม่รู้เช่นนี้ละคะ เรียกว่า..กิเลสชนิดละเอียด

จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะต้องหันกลับมาศึกษาหาความรู้ ในหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา และก้าวเดินตามรอยบาทของพระพุทธองค์ไป เพื่อชำระความไม่รูทั้งหลาย คือกิเลสชนิดละเอียด ที่ปกปิดไม่ให้เราเห็นความจริงดั่งที่พระพุทธองค์ทรงเห็นและนำมาสั่งสอนโปรดสัตวโลกให้ตื่น ให้รู้ตามพระองค์

การศึกษาธรรมให้เกิดความรู้ตามความเป็นจริงนี้ละคะ เรียกว่า การกระทำปัญญาบารมีให้เกิด และปัญญาที่ว่านี้เอง จะเป็นอาวุธที่สำคัญ ริดรอนตัดรากกิเลสชนิดละเอียดนี้ให้หมดไปได้นะคะ

ดิฉํนก็ได้นำเสนอเรื่องของกิเลส ทั้ง ๓ ให้ท่านได้ทราบแล้ว พร้อมทั้ง ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะป้องกันและปราบกิเลสทั้ง ๓ ขั้นนั้นให้ระงับและหมดลงไปได้ เหลืออยู่ที่ว่าท่านทั้งหลายจะต้องหาความรูและความเข้าใจในวิธีการนั้นๆด้วยการปฏิบัติธรรม ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เพื่อเดินตามรอยบาท หรือเพื่อนำชีวิตของตนเองไปบทหนทางที่สว่างไสวไกลจากความทุกข์ด้วยตัวของท่านเองนะคะ

ไม่มีใครสักคนเลยใช่ไหมคะ ที่ต้องการความทุกข์ ผู้คนที่เดินเข้ามาในโรงพยาบาลนี้ ที่มาก็เพื่อรักษาเยียวยาความทุกข์กัน ทุกคนต้องการความสุข แต่ความสุขอย่างที่กล่าวไว้นะคะ มันช่างมีน้อยเหลือเกิน ความทุกข์มีมากกว่าใช่ไหมคะ ดูซิคะอากาศเย็นสบายไม่กี่วันเลย นี่ก็เริมร้อนอีกแล้ว ทั้งอากาศและมลภาวะ และสถานการณ์ต่างๆในสมัยนี้ ล้วนเป็นปัญหาที่นำมาซึ่งความไม่สบายกายไม่สบายใจทั้งนั้น

เราจึงควรเร่งรีบสะสมความดีเอาไว้มากๆ และเชื่อมั่นเสมอนะคะว่าทำดีย่อมต้องได้ดีแน่นอน ทำชั่วย่อมต้องได้รับผลชั่วเสมอ บางท่านอาจจะคิดว่าทำดีมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นได้ดีเลย ปฏิบัติมาก็แล้วไม่เห็นได้ผลดีเลย

ก็ขอเรียนให้ท่านทราบนะคะว่า ทำดีย่อมต้องได้ดีแน่คะ แต่ต้องทำดีนานๆนะคะ เพราะรางวัลของคนดีมีน้อย ดูอย่างนักกีฬาที่เข้าแข่งขันกัน มีมาแข่งขันกันตั้งมากมายแต่รางวัลของผู้ชนะเลิศนั้นมีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ก็อย่างสิ้นหวังท้อแท้นะคะ ขอให้ท่านระลึกไว้เสมอว่า..ทำดีนานๆถึงจะได้ดีคะ

บางครั้งเรายังทำเหตุไม่ตรงกับผลที่ต้องการก็ได้

บางครั้งทำเหตุตรงแล้ว แต่ความเพียรพยายามยั้งไม่พอนะคะ ต้องเพิ่มเติมความเพียรอีก

และบางคนทำเหตุตรงแล้ว ความเพียรก็มากพอแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาของการให้ผล ตรงนี้ต้องรอคอยนะคะ ต้องใจเย็นๆนะคะ

ท้ายที่สุดนี้ ก็ขออันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดคุ้มครองให้ทุกๆท่าน มีความเจริญในชีวิต สามารถผ่านพ้นอันตรายต่างๆและอุปสรรคต่างๆในชีวิตไปได้ และสามารถกระทำชีวิตให้ก้าวเดินไปตามรอยบาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความพ้นทุกข์ได้ทั่วกันทุกท่านนะคะ สวัสดีค่ะ

โดย ทับตะวัน [18 ม.ค. 2550 , 11:25:59 น.] ( IP = 58.9.144.90 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณคุณทับตะวันที่นำมาถ่ายทอดให้ทราบถึงสาระธรรมที่อาจารย์บุษกรได้บรรยายไว้ด้วยค่ะ

ซึ่งเป็นเสมือนสะพานบุญที่ทอดไว้ให้ผู้อ่านทุกคนได้มีโอกาสก้าวเดินติดตามเข้ามาร่วมชะตากรรมดีนี้ได้

เพื่อที่จะได้มีหลักใจในการเผชิญชะตากรรมท่ามกลางสีเทาที่อึมครึมของเหตุการณ์บ้านเมืองด้วยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ม.ค. 2550 , 15:59:19 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณคุณทับตะวันมากค่ะ
ที่นำการบรรยายธรรมครั้งนี้มาฝาก

นับได้ว่าเป็นการบรรยายที่ทำให้ผู้ฟังได้ฟังอย่างลึกซึ้ง
ด้วยการได้หันมาเข้าใจความจริงของชีวิต
โดยเฉพาะเข้าใจคำว่าชะตาชีวิต

การเดินตามรอยบาทจึงเกิดขึ้นตามขั้นตอนแห่งศีล สมาธิ และปัญญา

นอกจากนี้การย้ำให้เห็นว่าทำดีได้ดีนั้น
ต้องอาศัยความอดทน และความเพียร
เป็นอย่างยิ่ง

นับได้ว่าเป็นบรรยายกาศแห่งวันครูที่ชื่นมื่นจริงๆค่ะ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ม.ค. 2550 , 19:27:20 น.] ( IP = 125.24.48.100 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณคุณทับตะวันค่ะ ที่ได้นำการบรรยายธรรมของอาจารย์บุษกรมาลงกระทู้ไว้ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ร่วมไปกับผู้ที่เข้าฟังด้วย

เพื่อให้รู้จักการดำเนินชีวิต ในการก้าวเดินตามรอยบาทพระพุทธองค์

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2550 , 00:06:43 น.] ( IP = 58.8.47.229 : : )


  สลักธรรม 10

โดย น้ำใส (น้ำใส) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2550 , 07:48:51 น.] ( IP = 58.10.128.26 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org