มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลับอย่างมี สติ ไปได้ 2 ทาง?




ย้อนหลังเพื่อเพิ่มต่อ..........ฯเขียนขึ้นจากประสบการณ์..ฯทั้งหมด

คำว่า หลับก็รู้ , ตื่นก็รู้ การปฏิบัติ ปฏิบัติ นอนทำสมาธิ โดยกำหนดลมหายใจเข้า , ออก (เหมือนนั่งทำสมาธิ) ไปเรื่อยๆ.....จนถึงลมหายใจสุดท้ายก่อนหลับไป *ลมหายใจสุดท้ายนี้ให้ครองสติให้ได้ .....ได้ต่อ..แล้วกายหลับใจไม่หลับ จะมีจิตรู้ในการหลับอยู่ตลอด นั่นแหละหลับก็รู้ เสมือนตื่น อยู่ตลอดเวลา"ลมหายใจสุดท้ายครองสติได้ก็ทำได้ทุกท่าน ตรงนี้ส่วนใหญ่จะนอนหลับก่อนครองสติไม่ได้ก็ต่อไม่ได้

*ลมหายใจสุดท้ายนี้ให้ครองสติให้ได้ ต่อได้เป็น 2 ทางคือ

ทางแรกนอนหลับอย่างมีสติ..............ฯ หลับก็รู้........ฯ

ทางที่สอง ไปทางกายทิพย์ก็ได้ ...... ฯ

โดยการรวมจิตให้เป็นหนึ่ง(วิญญาณธาตุรู้)...ฯ รวมจิตเป็นหนึ่งได้แล้ว(ไม่ฟุ้งซ่าน) ให้เพ่งนิมิตข้างนอกไว้...ฯรวมจิตเป็นหนึ่งได้แล้ว ภาวะการรับรู้ร่างกายเราก็จะน้อยลงๆไปเรื่อย จนตัดขาดจากความรู้สึกจากร่างกายเราทั้งหมด....ฯ ตัดขาดจากความรู้สึกจากร่างกายเราทั้งหมดแล้ว จะมีความรู้สึกใหม่เข้ามา(เสี้ยวพริบตาเดียว)...ฯ...ออกมาอยู่ข้างๆเตียงโดยช่วงระหว่าง(เสี้ยวพริบตาเดียว) เราก็มีกายละเอียดยืนอยู่ข้างๆเตียงอยู่ใกล้ๆรัศมีห่างจากที่เรานอน(กายหยาบ) ไม่เกิน 2 เมตรหลอก โดยกายหยาบก็อยู่ในสภาพเดิม กายละเอียดส่วนมากโปรงใสเหมือนตัวเราเองห่มชุดขาว อยู่ในละกษณะท่ายืนหรือท่านั่งสมาธิ...ฯกายทิพย์นี้เราๆฝึกได้ทุกท่านใหม่เราๆจะไปไหนก็ได้ในระยะใกล้ๆโดยการกำหนดให้ไป ....ฯ ส่วนใหญ่ในการเดินทางไปจะไปในท่านั่งสมาธิแล้วลอยไปในสิ่งที่เราอยากไป...ฯ กายทิพย์ฝึกได้คร้งแรกๆช่วงระหว่างกายหยาบ , กับกายละเอียด เราไม่สามารถแยกได้ว่าเราออกได้ไอย่างไร ....ฯแต่เราทุกๆท่านทำจนชำนานแล้วก็จะรู้เองว่ากายทิพย์นั้นแยกออกจากายหยาบได้อย่างไร...ฯ และสามาถเข้าถึงได้ทุกๆท่าน ถ้าตั้งใจปฎิบัติ ฯ
สิ่งที่เขียนให้ท่านๆอ่านแบบง่าย ๆ เพื่อเป็นแนวทางปฎิบัติได้ย่นระยะทางในการปฏิบัติได้ไม่มากก็น้อยตามกำลังของกุศล..ฯ
แต่ถ้าฝึกปฎิบัติไม่ได้ก็อย่างน้อยก็ทำให้จิตเราสงบมากกว่าเดิม ฯ
“ ธรรมใดใดก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ”

โดย เด็กหลังเขาดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ม.ค. 2550 , 08:24:04 น.] ( IP = 58.9.77.105 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แก้ไขคำผิด "ละกษณะเป็น ลักษณะ
อยู่ในลักษณะท่ายืนหรือท่านั่งสมาธิ...ฯกายทิพย์นี้เราๆฝึกได้ทุกท่านใหม่เราๆจะไปไหนก็ได้ในระยะใกล้ๆโดยการกำหนดให้ไป ....ฯ ส่วนใหญ่ในการเดินทางไปจะไปในท่านั่งสมาธิแล้วลอยไปในสิ่งที่เราอยากไป...ฯ กายทิพย์ฝึกได้คร้งแรกๆช่วงระหว่างกายหยาบ , กับกายละเอียด เราไม่สามารถแยกได้ว่าเราออกได้ไอย่างไร ....ฯแต่เราทุกๆท่านทำจนชำนานแล้วก็จะรู้เองว่ากายทิพย์นั้นแยกออกจากายหยาบได้อย่างไร...ฯ และสามาถเข้าถึงได้ทุกๆท่าน ถ้าตั้งใจปฎิบัติ ฯ
สิ่งที่เขียนให้ท่านๆอ่านแบบง่าย ๆ เพื่อเป็นแนวทางปฎิบัติได้ย่นระยะทางในการปฏิบัติได้ไม่มากก็น้อยตามกำลังของกุศล..ฯ
แต่ถ้าฝึกปฎิบัติไม่ได้ก็อย่างน้อยก็ทำให้จิตเราสงบมากกว่าเดิม ฯ
“ ธรรมใดใดก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ”

โดย เด็กหลังเขา (เด็กหลังเขา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ม.ค. 2550 , 08:29:20 น.] ( IP = 58.9.77.105 : : )


  สลักธรรม 2

(สำหรับผู้เข้าถึง)
ถึงความสำพันระหว่าง กายหยาบ , กายละเอียด

ช่วงระหว่างกายหยาบ แยกออกจากกายละเอียดมาแล้วนั้น สมาธิห้ามขาด ( ถ้าสมาธิขาดให้รีบต่อทันที) ถ้าไม่ต่อสมาธิ กายละเอียดเข้าร่างกายเราเองทันทีโดยอัตโนมัติ*เพราะจิตกลัว..ฯ* ......แต่ถ้าต่อสมาธิได้กายระเอียดจะไปท่อง....ไปได้ไกล ๆ ความสัมพันระหว่างกายหยาบกับกายระเอียดจะมีความสัมพันกันอยู่เนืองๆในระหว่างที่กายละเอียดอยู่ข้างนอก , กายหยาบมีผลมากๆตอนช่วงสมาธิขาด กายหยาบต่อสมาธิได้แล้ว... ความสัมพันระหว่างกายหยาบจะมีอยู่เนืองๆ (ความรู้สึกความสัมพันนี้ท่านที่ปฎิบัติได้แล้วจะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร...ต่อสมาธิต่ออย่างไร...กายละเอียดไปไหนต่อไหนได้อย่างไร.... การไปของกายละเอียดส่วนมาก ลอยในท่าทำสมาธิ , ส่วนเดินไปนั้นน้อยมากๆก็เดินบ้างในบางครั้ง * กายระเอียดเวลาเดิน 1 ก้าวก้าวได้มากกว่าคนเราก้าวเป็น ร้อยๆหลายๆร้อยก้าว...ฯ
เลยทีเดียว * ลอยในท่าทำสมาธิ เวลาลงจากการลอยนั้นเสมือนเครื่องบิน ลงคือค่อยลงอย่างช้าๆ สิ่งที่เขียนมานี้ “ไม่มีเจตนา….อุตริ” ประสงค์เพียงเพิ่มเติมความเข้าใจในการที่ สมาธิขาดแล้วต่อได้อย่างไร ถึงกายละเอียดไม่วิ่งกลับมาร่างหยาบเท่านั้น . คงสมควรที่พอจะเข้าใจบ้าง . พอสังเขป

โดย เด็กหลังเขา (เด็กหลังเขา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ม.ค. 2550 , 14:48:10 น.] ( IP = 58.9.77.105 : : )


  สลักธรรม 3

การปฏิบัตินั่งสมาธิ

*เริ่มต้นควรทำธุระส่วนตัวให้หมดก่อนลงมือปฏิบัติ*
สวดมนต์ , ไหว้พระ ระรึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย ( การสวดมนต์ไหว้พระนี้เป็นการรวมจิตได้ระดับหนึ่ง)
สำหรับผู้เริ่มปฏิบัติใหม่ๆ

การเริ่มปฏิบัติครั้งแรก ให้นำขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทำมือซ้าย และ หัวนิ้วโป้งมือซ้ายจรดนิ้วชี้ขวาแล้วนั่งตรงตรงหน้าตรง(พร้อมในความถนัดของแต่ละท่าน) ปฏิบัติได้ตามนี้แล้ว ให้กำหนดลมหายใจเข้าออก (ตามจริตของแต่ละท่าน) เราใช้คำว่า พุธ , โธ ในการหายใจเข้า ใช้คำว่าพุธ หายใจออก ใช้คำว่า โธ เราใช้คำ ว่า พุธโธ นี้ ในการทำสมาธินี้ เพื่อ * ให้จิตเป็นสมาธิได้เร็วขึ้น จิตไม่ฟุ้งซ่านจิตไม่ปรุงแต่งต่างๆนานาไปเรื่อยเปื่อยเหมือนใช้สติตามดูจิต
(จะเข้าสมาธิได้ช้ากว่ามากแต่ก็ทำได้เหมืนกันไปทางเดียวกันเพียงแต่ช้ากว่าหรือเร็วกว่าเท่านั้นเอง) คำบริกรรมที่ใช้นี้เราจะใช้ คำอะไรก็ได้ตามจริตของท่าน นั่งบริกรรมไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งทำช้า ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ทำช้า ๆ เบา ๆสบาย ๆ นั่งไปสักพักหนึ่งเราจะมีอาการคันในที่ต่าง ๆ ตามผิวหนัง ให้ทำสมาธิต่อพร้อมกับคำบริกรรมไปเรื่อยโดยไม่สนใจอาการที่เกิดในสิ่งที่ผ่านมา ( เป็นอาการปรับร่างกายภายนอกให้สมดุลต่อท่านั่งทำสมาธิบางท่านก็ไม่มีอาการในสิ่งที้เพราะปรับสมดุลได้แล้ว ) บริกรรมต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าอาการที่ 2 คือ ปวดเหมื่อยกันทุกๆท่านบางท่านก็ปวดเมื่อยมากบางท่านก็ปวดเมื่อยไม่มากตามสมดุลภายในร่างกายของแต่ละท่าน (เป็นการปรับสมดุลร่างกายภายในหรือของธาตุนั่นเอง)ร่างกายปรับความสมดุลในท่านั่งสมาธิได้แล้วก็จะมีอาการคลายในสิ่งที่เป็นอยู่(คลายการปวดเมื่อยแล้วหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย) เราก็บริกรรมต่อไปเรื่อยๆ (ไม่ฟุ้งซ่าน ตรงนี้จะเข้าสู่สมาธิได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับผู้ปฎิบัติเองว่าสงบช้าหรือเร็ว) จนกว่าจิตสงบนิ่งจริงๆ จิตสงบนิ่งจริงๆแล้วคำภาวนาที่เรา ๆ ใช้อยู่จะไม่มีโดยอัตโนมัติ จะเปลี่ยนแปลง เหลือเพียง ลมหายใจเข้าออกเฉยๆ รู้ลมหายใจเข้าออกเฉยๆโดยลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ ...ฯ ลมหายใจ เข้า , ออก แบบละเอียด ๆ ขึ้นเรื่อย ( เรารู้สัมผัส หายใจแผ่ว ๆ เบาๆ ช้าๆยาวๆ สบายๆ ลึก ๆ ละเอียดละเอียด ) ตัวเราเสมือนเริ่มหมดความรู้สึกว่าเบา ๆสบาย ๆ ตัวเรามีก็เสมือนไม่มีตัวเราอยู่ในการทำสมาธิ เหลือแต่เพียงรู้ลมหายใจ เข้า , ออก อย่าง ช้า ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ช้าๆ....ละเอียดละเอียดฯโดยมีสติอยู่ตลอดเวลา....ลมหายใจข้าก็รู้ ...ออกก็รู้....สงบนิ่ง.......ลมหายใจข้าก็รู้ ...ออกก็รู้ อยู่ที่ “ใจ”.... ฯ ...ได้อย่างสมบริบูรณ์ *....ต่อไปจะไปถึงไหนก็ตามแต่กุศลของท่านๆ.................. ฯ เป็นการทำสมาธิแบบง่าย ๆ พอสังเขป

1.ทำไมผู้ปฎิบัติครั้งแรกๆ ถึงต้องเกิด อาการคันหน้า ตอบ การนั่งสมาธินั้นเป็นการนั่งท่าบังคับ ร่างกายภายนอกถูกบังคับ นั่งตัวตรง , หน้าตรง ,ตรงแบบสบายสาย ร่างกายถูกบังคับแบบนั้น ร่างกายก็เริ่มปรับตัวเองให้เข้ากับสภาวะนั่งให้ได้ ก็เลยเกิดอาการเช่นนั้น เป็นปรกติของการปรับร่างกาย
2. อาการปวดเมื่อย ตามข้อต่าง ....ฯ ก็เช่นกัน เป็นการปรับร่างกายภายใน ให้สมดุล ในท่าบังคับ
ร่างกายปรับได้แล้ว ก็ ปรกติ
3.* สำหรับท่านผู้ที่ปฎิบัติบ่อยๆแล้ว ส่วนมาก 2.ข้อดังกล่าวจะไม่ มีอาการเช่นนั้น เพราะ ร่างกายปรับสภาพได้แล้ว , ชินแล้ว เลยไม่มีอาการดังกล่าว ...ก็ต่อเข้าสมาธิได้เลย เร็วกว่าผู้ปฎิบัติใหม่ ๆ..ฯ

โดย เด็กหลังเขา (เด็กหลังเขา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 ม.ค. 2550 , 06:38:57 น.] ( IP = 58.9.80.116 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org