ความเป็นไปได้กับความเป็นจริง (Possibility and Reality)
ความเป็นจริง หมายถึง สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างแท้จริงในขณะนั้น ความเป็นจริงเป็นเอกภาพระหว่างปรากฏการณ์กับธาตุแท้ และระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา ความเป็นจริง จึงเป็นผลแห่งการพัฒนาของความเป็นจริงในอดีต และเป็นเหตุที่ทำให้ความเป็นจริงในอนาคตบังเกิดขึ้น การบังเกิดขึ้นของความเป็นจริง ถูกกำหนดโดยลักษณะที่แน่นอนภายในตัวของมันเอง ขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบจากลักษณะบังเอิญในส่วนที่เป็นลักษณะพิเศษ และส่วนที่เป็นปลีกย่อย ในขณะที่ความเป็นไปได้ คือ สิ่งที่ถูกนำมาพูดควบคู่กับ ความเป็นจริง สิ่งใดที่ยังไม่ได้เป็นจริง ก็เป็นเพียงความเป็นไปได้เท่านั้น ต่อเมื่อสภาพเงื่อนไขอำนวยให้ จึงพัฒนาเป็นความจริงขึ้นมาได้
การพัฒนาของสรรพสิ่ง แม้จะมีความเป็นไปได้หลายประการ แต่หากได้เรียนรู้กฏเกณฑ์แห่งการพัฒนาของสรรพสิ่งแล้ว และเข้าใจถึงเงื่อนไขต่างๆที่สิ่งนั้นๆดำรงอยู่ และมีความพยายามทางอัตวิสัยอย่างเต็มที่ๆจะสร้างเสริมเงื่อนไขต่างๆให้เป็นผลดี หลีกเลี่ยงและขจัดเงื่อนไขที่เป็นผลเสีย โดยในขณะที่กำลังช่วงชิงสิ่งที่ดีที่สุด ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะความเป็นไปได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งหากคิดและทำเช่นนั้นได้ โอกาสที่ประสบความสำเร็จก็มีอยู่สูง
สัจธรรม (Truth/ Absolute)
การเข้าถึงสัจจธรรม หมายถึง ธรรมชาติที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางภาวะวิสัย คือ ความคิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในขณะนั้น สัจธรรมจึงดำรงอยู่โดยภาวะวิสัย ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเจตนารมของคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สัจธรรมจึงยากที่จะวัดได้ในเชิงปริมาณ ผู้ที่ยึดมั่นในสัจธรรม จึงได้แก่ผู้ที่พยายามศึกษาค้นคว้าและแสวงหาความจริง และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การพัฒนาของความจริง มิใช่นำอัตตวิสัยของตนเองไปอุปโหลกเป็นความจริงทางภาวะวิสัย
การที่มนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่มีขีดจำกัด ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถถูกค้นพบและเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่เรื่องบางเรื่องสามารถเรียนรู้และค้นหาคำตอบได้โดยการดำเนินชีวิตของมนุษย์หนึ่งรุ่น แต่เรื่องบางเรื่องต้องอาศัยการสะสมความรู้ และการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องโดยคนหลายรุ่น จึงจะสามารถเข้าใจหรือเรียนรู้ได้ เนื่องจากโลกทางวัตถุนิยมเป็นเรื่องที่มีขอบเขตกว้างใหญ่มาก แต่บุคคลแต่ละบุคคลมีข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะช่วงเวลาที่บุคคลดำรงอยู่ในสังคมนั้น มีขอบเขตจำกัด
บทสรุป
การเรียนรู้เรื่องชีวิต เป็นสิ่งที่มีหลากหลายแง่มุมและมิติ แม้แต่ในส่วนของปรัชญาชีวิตของชาวบ้านหรือสามัญชนทั่วไป ก็ยังมีความแตกต่างกันไปตามองค์ประกอบที่อยู่เบื้องหลัง เช่น ประสบการณ์ส่วนบุคคล การศึกษา การเรียนรู้ ค่านิยม สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่บุคคลอาศัยอยู่ การขัดเกลาทางสังคม และบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ แต่หัวใจสำคัญของปรัชญาชีวิตของชาวบ้าน ได้แก่ การคิดอย่างเป็นระบบในเชิงเหตุผล โดยอาศัยการสังเกต ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์และสังเคราะห์ ตลอดจนทำความเข้าใจกับกฎธรรมชาติต่างๆ โดยในระยะแรกเริ่มอาจเป็นเพียงการลองผิดลองถูก แต่เมื่อเวลาผ่านไป และเกิดการสะสมองค์ความรู้ และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ ความรู้ความเข้าใจในระบบคิดของคนก็จะได้รับการพัฒนาให้สูงและมีประสิทธิภพามากยิ่งขึ้น
จึงกล่าวได้ว่า กระบวนการเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างความจริงและความเป็นไปได้ และการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของบุคคลและสังคม จึงถือเป็นหัวใจของการทำความเข้าใจกับปรัชญาชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป