มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กระบวนการเรียนรู้สัจจธรรม




กระบวนการเรียนรู้สัจจธรรม พระพุทธศาสนากับสัจจธรรมนั้น เป็นสิ่งเดียวกัน กระบวนการเรียนรู้สัจจธรรม จึงมีมุมมองหรือที่เรียกทัศนะนั้นดังนี้

สรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กัน (Interconnected) สรรพสิ่งในโลกล้วนมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์และผูกพันกันทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยอิสระ โดยไม่มีความสัมพันธ์หรือความผูกพันกับสิ่งอื่นๆที่อยู่ล้อมรอบ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ หรือสภาพแวดล้อมทางสังคม จึงล้วนยืนยันกฎแห่งความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง หากนิสิตมีความเข้าใจถึงระบบของความสัมพันธ์และความผูกพันของสรรพสิ่ง ก็จะช่วยทำให้นิสิตสามารถมองเห็นภาพรวมของสังคมอย่างรอบด้าน กล่าวคือ มองเห็นป่าไม้ทั้งป่า มิใช่มองเห็นเพียงต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งที่อาจสมบูรณ์หรือหักโค่น สามารถมองเห็นสิ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง (Changeable)นอกจากสรรพสิ่งในโลกจะมีความสัมพันธ์กันและผูกพันกันแล้ว สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น และนี่คือกฎเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดของธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ จึงเป็นตัวอย่างที่สำคัญของกฎเกณฑ์เรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ จากสังคมแบบดั้งเดิมที่ล่าสัตว์และหาของป่ากิน ไม่มีเทคโนโลยีใดๆที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต ระบบคิดและความรู้ล้วนผูกอยู่กับความกลัวและความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ

อะไรที่เป็นสาเหตุที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเปลี่ยนแปลงในระบบคิด ระบบอุดมการณ์ และระบบคุณค่าของมนุษย์ มูลเหตุที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในทุกสังคมประกอบด้วย แรงผลักที่สำคัญที่สุด ซึ่งได้แก่แรงผลักที่อยู่ภายในของสังคมนั้น ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงในวิธีคิด บรรทัดฐาน และปรัชญาที่มนุษย์ในสังคมนั้นๆยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต หรือกล่าวได้ว่า แรงผลักภายในเป็นมูลฐานหรือสาเหตุสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง นอกจากนี้ ยังได้แก่แรงผลักหรือสาเหตุภายนอก ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของส่วนอื่นๆของสังคม เช่น สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ภัยพิบัติ ระบบการเมืองการปกครอง และเทคโนโลยี เป็นต้น หรือกล่าวได้ว่า หมายความถึง ความสัมพันธ์และการส่งผลสะเทือนต่อกันระหว่างสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง

โดย นพ.ไพโรจน์ หรินสุตดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ม.ค. 2550 , 21:41:03 น.] ( IP = 58.9.110.235 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

กระบวนการเรียนรู้สัจจธรรม


ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ (Conflict) สรรพสิ่งล้วนมีความขัดแย้ง ถือเป็นสาระสำคัญอีกประการหนึ่งของสัจจธรรม เพราะสรรพสิ่งล้วนมีความความขัดแย้งระหว่างการดำรงอยู่ในลักษณะเดิมกับการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอื่น และเมื่อใดความขัดแย้งสิ้นสุดลง ลักษณะของสิ่งนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป และความขัดแย้งในลักษณะใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นอีก และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปไม่สิ้นสุด ในสังคมมนุษย์เองก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่ยังเป็นสังคมศักดินา แรงผลักที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สังคมต้องเปลี่ยนแปลงไป ก็คือ ความขัดแย้งทางชนชั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักแสดงออกมาในรูปของ การต่อสู้ทางการเมือง จึงกล่าวได้ว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่จะดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์ตลอดไป และเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ที่จะช่วยทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในสังคม


เก่ากับใหม่คือสัจธรรม (Old and New) ปรัชญาชีวิตของสามัญชน มักมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “ความเก่าและใหม่” อยู่เสมอ ดังนั้น หากนิสิตเข้าใจถึงสัจธรรมดังกล่าว ก็จะไม่ไปยึดเหนี่ยวในสิ่งที่ต้องแปรสภาพไป เพราะสิ่งใหม่ย่อมเข้าแทนที่สิ่งเก่าอยู่เสมอ และนี่คือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และการเข้าแทนที่นี้ ก็มิได้มีมิติของการดีกว่า พัฒนากว่า หรือก้าวหน้ากว่า แต่อย่างใด ในสังคมมนุษย์เอง ปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากสังคมบุพกาล ที่คนดำเนินชีวิตในระบบทาส ก็ได้ถูกแทนที่ด้วยระบบศักดินา ก่อนจะพัฒนามาถึงระบอบทุนนิยมในปัจจุบัน ดังนั้น จุดเปลี่ยนของสังคมจากระบอบทุนนิยมไปสู่ระบอบสังคมนิยมในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมิใช่ระบอบสังคมนิยมอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณของสังคมในมิติต่างๆในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่แนวคิดด้านการพัฒนาที่เกิดขึ้นและหลายประเทศในโลก รวมทั้งประเทศไทย ที่ได้นำมาประยุกต์ใช้ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดพื้นฐานที่ประยุกต์มาจากแนวคิดการพัฒนาแบบสังคมนิยมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรวิถีพุทธ หรือแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจ เป็นต้น ซึ่งกรณีข้างต้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการเข้าแทนที่ด้วยสิ่งที่ใหม่กว่า

โดย นพ.ไพโรจน์ หรินสุตดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ม.ค. 2550 , 21:42:03 น.] ( IP = 58.9.110.235 : : )


  สลักธรรม 2

กระบวนการเรียนรู้สัจจธรรม


ปรากฏการณ์กับธาตุแท้ (Phenomena and Reality) ความสามารถในการแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างปรากฏการณ์กับความจริงแท้ ความจริงแท้หรือธาตุแท้หมายความถึง ลักษณะที่แท้จริงของสิ่งหรือบุคคลนั้นเป็นส่วนที่อยู่ลึกและมีลักษณะที่ค่อนข้างแน่นอน มักซ่อนเร้นอยู่ภายในของสรรพสิ่ง จึงต้องใช้สติและความคิดเชิงเหตุผลเพื่อพินิจพิเคราะห์ จึงจะสรุปออกมาได้ว่าธาตุแท้นั้นคืออะไร การรับรู้ประเภทนี้เราเรียกว่า การรับรู้ทางเหตุผล ดังนั้น ธาตุจึงมีลักษณะที่คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนปรากฏการณ์หมายความถึง สิ่ง สภาพ หรือพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมาสู่สายตาของผู้อื่น สามารถรับรู้ได้ง่ายด้วยอวัยวะสัมผัสทั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้น และกาย นักสังคมศาสตร์เรียกการรับรู้ชนิดนี้ว่า การรับรู้ทางสัมผัส มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ไม่คงที่แน่นอน
ความแน่นอนกับความบังเอิญ (Certainty and Coincidence) ความจริงนี้ ในอดีตเชื่อว่าสาเหตุที่ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เพราะเทพยดาฟ้าดินโกรธ วิธีแก้ปัญหาจึงประกอบด้วยการแห่นางแมว และเซ่นไหว้บวงสรวง แต่ในปัจจุบัน เกษตรกรได้ทำจดหมายร้องเรียนถึงหน่วยฝนหลวง เพื่อขอพระราชทานฝนหลวงเพื่อทำนา เป็นต้น
ความแน่นอน หมายถึงลักษณะของสรรพสิ่งที่พัฒนาไปตามกฏเกณฑ์ที่แน่นอน และกฏเกณฑ์ดังกล่าวได้ถูกกำหนดขึ้นโดยเงื่อนไขต่างๆของสรรพสิ่ง ได้แก่ ความขัดแย้งภายในของสิ่งนั้นๆ ซึ่งเราเรียกว่า “เหตุภายใน” และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งนั้นกับสิ่งอื่น ซึ่งเราเรียกว่า “เหตุภายนอก” เมื่อเรารู้เงื่อนไขแล้ว ก็จะสามารถทราบได้ล่วงหน้าว่า สิ่งต่างๆล้วนต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางนั้นๆ ในขณะที่
ความบังเอิญ หมายถึง ปรากฏการณ์ใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นโดยเราไม่อาจกำหนดแน่นอนได้ เนื่องจากไม่รู้เหตุภายนอก จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เมื่อปรากฏการณ์นั้นๆได้เกิดขึ้นแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างความแน่นอนกับความบังเอิญจึงอยู่ในลักษณะที่ตรงกันข้าม แต่ผลรวมของความบังเอิญหลายๆครั้ง ก็พอจะบอกให้ทราบถึงความแน่นอนที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

ดังนั้น ในการทำความเข้าใจกับปรัชญาชีวิต ต้องรู้จักพิจารณากับสิ่งที่เกิดขึ้นและมีลักษณะที่แน่นอนก่อน เพราะความบังเอิญเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกของความแน่นอน และเรื่องบังเอิญหลายๆเรื่อง ย่อมแสดงถึงแนวโน้มของเรื่องที่มีลักษณะที่แน่นอน
ทั้งความแน่นอนกับความบังเอิญต้องมีเหตุ ไม่สามารถเกิดโดยหาเหตุไม่ได้เลย

โดย นพ.ไพโรจน์ หรินสุตดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ม.ค. 2550 , 21:43:06 น.] ( IP = 58.9.110.235 : : )


  สลักธรรม 3

กระบวนการเรียนรู้สัจจธรรม
ความเป็นไปได้กับความเป็นจริง (Possibility and Reality) ความเป็นจริง หมายถึง สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างแท้จริงในขณะนั้น ความเป็นจริงเป็นเอกภาพระหว่างปรากฏการณ์กับธาตุแท้ และระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา ความเป็นจริง จึงเป็นผลแห่งการพัฒนาของความเป็นจริงในอดีต และเป็นเหตุที่ทำให้ความเป็นจริงในอนาคตบังเกิดขึ้น การบังเกิดขึ้นของความเป็นจริง ถูกกำหนดโดยลักษณะที่แน่นอนภายในตัวของมันเอง ขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบจากลักษณะบังเอิญในส่วนที่เป็นลักษณะพิเศษ และส่วนที่เป็นปลีกย่อย ในขณะที่ความเป็นไปได้ คือ สิ่งที่ถูกนำมาพูดควบคู่กับ ความเป็นจริง สิ่งใดที่ยังไม่ได้เป็นจริง ก็เป็นเพียงความเป็นไปได้เท่านั้น ต่อเมื่อสภาพเงื่อนไขอำนวยให้ จึงพัฒนาเป็นความจริงขึ้นมาได้
การพัฒนาของสรรพสิ่ง แม้จะมีความเป็นไปได้หลายประการ แต่หากได้เรียนรู้กฏเกณฑ์แห่งการพัฒนาของสรรพสิ่งแล้ว และเข้าใจถึงเงื่อนไขต่างๆที่สิ่งนั้นๆดำรงอยู่ และมีความพยายามทางอัตวิสัยอย่างเต็มที่ๆจะสร้างเสริมเงื่อนไขต่างๆให้เป็นผลดี หลีกเลี่ยงและขจัดเงื่อนไขที่เป็นผลเสีย โดยในขณะที่กำลังช่วงชิงสิ่งที่ดีที่สุด ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะความเป็นไปได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งหากคิดและทำเช่นนั้นได้ โอกาสที่ประสบความสำเร็จก็มีอยู่สูง



สัจธรรม (Truth/ Absolute)
การเข้าถึงสัจจธรรม หมายถึง ธรรมชาติที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางภาวะวิสัย คือ ความคิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในขณะนั้น สัจธรรมจึงดำรงอยู่โดยภาวะวิสัย ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเจตนารมของคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สัจธรรมจึงยากที่จะวัดได้ในเชิงปริมาณ ผู้ที่ยึดมั่นในสัจธรรม จึงได้แก่ผู้ที่พยายามศึกษาค้นคว้าและแสวงหาความจริง และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การพัฒนาของความจริง มิใช่นำอัตตวิสัยของตนเองไปอุปโหลกเป็นความจริงทางภาวะวิสัย
การที่มนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่มีขีดจำกัด ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถถูกค้นพบและเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่เรื่องบางเรื่องสามารถเรียนรู้และค้นหาคำตอบได้โดยการดำเนินชีวิตของมนุษย์หนึ่งรุ่น แต่เรื่องบางเรื่องต้องอาศัยการสะสมความรู้ และการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องโดยคนหลายรุ่น จึงจะสามารถเข้าใจหรือเรียนรู้ได้ เนื่องจากโลกทางวัตถุนิยมเป็นเรื่องที่มีขอบเขตกว้างใหญ่มาก แต่บุคคลแต่ละบุคคลมีข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะช่วงเวลาที่บุคคลดำรงอยู่ในสังคมนั้น มีขอบเขตจำกัด



บทสรุป
การเรียนรู้เรื่องชีวิต เป็นสิ่งที่มีหลากหลายแง่มุมและมิติ แม้แต่ในส่วนของปรัชญาชีวิตของชาวบ้านหรือสามัญชนทั่วไป ก็ยังมีความแตกต่างกันไปตามองค์ประกอบที่อยู่เบื้องหลัง เช่น ประสบการณ์ส่วนบุคคล การศึกษา การเรียนรู้ ค่านิยม สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่บุคคลอาศัยอยู่ การขัดเกลาทางสังคม และบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ แต่หัวใจสำคัญของปรัชญาชีวิตของชาวบ้าน ได้แก่ การคิดอย่างเป็นระบบในเชิงเหตุผล โดยอาศัยการสังเกต ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์และสังเคราะห์ ตลอดจนทำความเข้าใจกับกฎธรรมชาติต่างๆ โดยในระยะแรกเริ่มอาจเป็นเพียงการลองผิดลองถูก แต่เมื่อเวลาผ่านไป และเกิดการสะสมองค์ความรู้ และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ ความรู้ความเข้าใจในระบบคิดของคนก็จะได้รับการพัฒนาให้สูงและมีประสิทธิภพามากยิ่งขึ้น
จึงกล่าวได้ว่า กระบวนการเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างความจริงและความเป็นไปได้ และการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของบุคคลและสังคม จึงถือเป็นหัวใจของการทำความเข้าใจกับปรัชญาชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป





โดย นพ.ไพโรจน์ หรินสุตดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ม.ค. 2550 , 21:45:36 น.] ( IP = 58.9.110.235 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org