
ภพที่เกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้นเพราะมีเหตุปัจจัยเป็นแดนเกิด
ในคัมภีร์วิมุตติมรรคได้แสดงอุปมาแห่งภพหลายนัย
อันปัญจุปาทานขันธ์คือขันธ์ ๕ เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่ได้สดับเพราะไม่รู้อริยสัจ ๔ ในราตรีอันยาวนานแห่งความไม่รู้เขายึดมั่นอัตตา และคิดว่า นั่นเป็นของเรา นี้เป็นอัตตาของเรา ฉะนั้นเขาจึงร่าเริงและยึดมั่นต่อความร่าเริง ความคิดสร้างภพ ก็นำไปสู่การเกิดใหม่ ในความคิดแห่งการสร้างภพนั้นไม่มีญาณ เธอติดอยู่ในภพเพราะว่าเธอปรารถนาภพ
อุปมาว่าด้วยเมล็ดพืช
เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ปลูกในนาที่อุดมสมบูรณ์ ถ้าว่าวิญญาณดับ ภพก็ดับ นี้เป็นความหมายของสังขารที่เกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเข้าสู่ภพและรวมกับภพ ภพก็จะดำเนินสืบต่อไป ดังนั้น จึงมีการสืบต่อกันไปอยู่เรื่อย ๆ วิญญาณจะไม่แยกจากจิตในภพ เพราะฉะนั้น วิญญาณจึงเกิดขึ้นเพราะมีสังขารเป็นปัจจัย
อุปมาว่าด้วยพระอาทิตย์
ถ้าปราศจากพระอาทิตย์เสียแล้ว จะไม่มีแสงสว่างหรือการเพิ่มแสงสว่างในโลกนี้ฉันใด ถ้าปราศจากวิญญาณเสียแล้ว นามรูปก็จะตั้งอยู่ไม่ได้และก็จะเจริญไม่ได้ ฉันนั้น
อุปมาว่าด้วยไม้อ้อ ๒ มัด
มัดไม้อ้อ ๒ มัดจะต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะตั้งอยู่ได้ ฉันใด นามรูปจะเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยก็ฉันนั้น เพราะอาศัยอายตนะภายในเป็นปัจจัย เจตสิกเหล่านั้นอื่นจึงจะ เกิดขึ้นร่วมกัน(๔๗) การเจริญมนายตนะเกิดเพราะอาศัยนาม เพราะอาศัยมหาภูตรูป ๔ อาหารและอุตุเป็นปัจจัย อายตนะภายใน ๕ อื่นอีกจึงเจริญและเพิ่มพูนยิ่งขึ้น อายตนะอื่นไม่อาศัยสิ่งเหล่านี้ เพราะการประชุมกันของอินทรีย์อื่น ๆ อารมณ์ ธาตุและวิญญาณ ผัสสะจึงจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงจะเกิดขึ้น โดยอาศัยผัสสะ บุคคลจึงเสวยทุกข์ สุข และอุเบกขา ถ้าว่าบุคคลไม่ถูกต้องผัสสะเสียแล้ว เวทนาก็จะไดไม่เกิดขึ้น ปุถุชนผู้ขาดการประสบทุกข์และเอาชนะทุกข์ได้ เขาปรารถนาความสุขสบายจึงเจริญอุเบกขา ดังนั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด เพราะตัณหาบุคคลจึงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่น่ารัก เพราะฉะนั้น เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิด เพราะอุปาทานนั้น บุคคลจึงหว่านเมล็ดพืชแห่งภพ เพราะฉะนั้น เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยภพจึงเกิด เพราะผลกรรมของเขาเอง บุคคลจึงเกิดขึ้นในสถานที่แตกต่างกัน เหตุนั้น จึงมีการเกิดใหม่ และเพราะมีชาติ จึงมีชราและมรณะ ดังนั้นเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ