มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธวิทยาน่ารู้(๑๐)







พุทธวิทยาน่ารู้(๑๐)
โดย พระครูศรีโชติญาณ (พระมหาแสวง โชติปาโล)

วิจัยเกี่ยวกับเรื่อง "จิตเดิม"


ตอนที่ผ่านมา


คำว่า "จิตเดิม หรือจิตดวงเดิม" นั้น เกิดเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานแล้วจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังเอายุติที่แน่นอนยังไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เห็นจะเป็นเพราะเหตุที่ว่า ผู้ที่เป็นหัวหน้าบัญญัติเรื่องนี้ยังไม่พร้อมที่จะพบกันนั่นเอง

คิดว่าถ้าผู้ที่เป็นต้นบัญญัติของปัญหานี้ ได้พยายามหาโอกาสหันหน้าเข้าหากันแล้วพยายามอ้างคัมภีร์และหลักฐานมาเทียบเคียง ก็พอมีโอกาสที่จะตกลงกันได้ ทั้งจะไม่ทำให้บริษัทบริวารของแต่ละฝ่าย เกิดความสับสนวุ่นวายอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้

อันที่จริงปัญหาเกี่ยวกับ "จิตเดิม หรือจิตดวงเดิม" นั้น ถ้าพูดในฝ่ายเถรวาทคัมภีร์พุทธของเราโดยตรงแล้วไม่มีใช้ เห็นมีใช้เรียกกันอยู่ก็แต่เฉพาะปฐมภวังค์ ที่เกิดหลังปฏิสนธิจิตเท่านั้น แต่นั้นก็ไม่ใช่จิตดวงเดิม

เหมือนกับปัญหาที่เขาถกเถียงกันอยู่ เพราะคำว่า "จิตดวงเดิม" ที่กำลังเกิดเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้นั้น ท่านผู้ที่ก่อปัญหาท่านหมายถึง จิตปภัสสร คือ จิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสตัณหาทั้งปวง เป็นอมตะที่เรียกว่า "อาตมัน หรือ ปรมาตมัน"

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 ม.ค. 2550 , 22:33:45 น.] ( IP = 58.9.94.254 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในทัศนะของท่านผู้เป็นต้นกำเนิดปัญหาโดยท่านให้อรรถาธิบายว่า ที่จริงจิตดวงเดิมนั้น เป็นจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสตัณหา หรือมลทินแปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย ครั้นเวลากาลผ่านมาใช้คิดนึกไปนาน ๆ เข้า ก็กลับกลายเป็นจิตที่เศร้าหมอง

เพราะฉะนั้นเพื่อความบริสุทธิ์หมดจด ก็จะต้องปฏิบัติให้ถึงจิตดวงเดิม จึงจะถึงจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติได้ แต่คำอธิบายดังกล่าวนี้ ไม่มีในศาสนาฝ่ายเถรวาทของเรา แต่ไปมีอยู่ในสูตรเว่ยหล่างที่อาจารย์ท่านพุทธทาสภิกขุได้แปลออกมาเผยแพร่ฉบับพิมพ์

พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยคณะ ผ.ช.ป. ณ ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ผู้ประสงค์จะทราบเรื่องนี้โปรดเปิดดูได้ในหนังสือเล่มดังกล่าวนั้น หมวดที่ ๗ หน้า ๑๒๒ บรรทัดที่ ๘ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

ภิกษุจิหว่าง ถามต่อไปว่า "อาจารย์ของท่านได้กล่าวสรุปความในเรื่อง ธยานะ และสมาธิไว้อย่างไรเล่า?"

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 ม.ค. 2550 , 22:34:43 น.] ( IP = 58.9.94.254 : : )


  สลักธรรม 2

ภิกษุอันแช็ก กล่าวตอบว่า "คำสอนของอาจารย์มีว่า ธรรมกาย เป็นสิ่งที่เต็มเปี่ยมและสงบ ตัวแท้และการทำหน้าที่ของธรรมกาย ย่อยอยู่ในสภาวะแห่ง "ความคงที่เสมอ" ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของว่างโดยแท้จริง

และอายตนะภายนอกทั้ง ๖ เป็นของไม่มีอยู่ ในสมาธิไม่มีทั้งการเข้าและไม่มีทั้งการออก ไม่มีทั้งความเงียบ และไม่มีทั้งความวุ่นวาย ธรรมชาติของธยานะ ไม่ใช่เป็นการเข้าอยู่ ดังนั้นเราควรจะขึ้นไปให้เหนอภาวะแห่ง

"การเข้าอยู่ในความสงบแห่งธนายะ" ธรรมชาติของธยานะนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใครจะสร้างขึ้นได้ ดังนั้น เราควรจะขึ้นไปให้เหนือความคิดแห่ง "การสร้างภาวะของธยานะ" ภาวะของจิตนั้นอาจเปรียบได้กับอวกาศ แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขตจำกัด, ดังนั้น จิตจึงมีอยู่โดยปราศจากการจำกัดเขตของอวกาศ"

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 ม.ค. 2550 , 22:35:10 น.] ( IP = 58.9.94.254 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อได้ฟังดังนั้น ภิกษุจิหว่างจึงออกเดินทางไปยังโซกายเพื่อไต่ถามพระสังฆปริณายก เมื่อพระสังฆปริณายกถามว่ามาแต่ไหนแล้ว ภิกษุหว่างก็ได้เล่าเรื่องราวที่ตนได้สนทนากับภิกษุอันแช็กให้พระสังฆปริณายกฟัง โดยละเอียด

พระสังฆปริณายก ได้กล่าวว่า "ข้อความที่อันแช็กพูดนั้น ถูกต้องทีเดียว จงทำใจของท่าน ให้อยู่ในสภาพเหมือนกับความว่างอันหาขอบเขตไม่ได้, แต่อย่าให้มันเข้าไปติดในทิฐิว่า "ดับสูญ" จงให้ใจทำหน้าที่ของมันอย่างอิสระ,

ไม่ว่าท่านจะกำลังทำงานหรือหยุดพัก จงอย่าให้ใจของท่านเกาะเกี่ยวในสิ่งใด จงอย่าไปรู้สึกว่า มีความแตกต่างระหว่างตัวผู้กระทำกับสิ่งที่ถูกกระทำ จงปล่อยจิตเต็มแท้ และสิ่งทั้งปวงไว้ในสภาพแห่ง "ความเป็นเช่นนั้น" แล้วท่านก็จะอยู่ในสมาธิตลอดเวลา"

เมื่อได้ฟังดังนั้น จิหว่างก็มีความสว่างไสวในใจถึงที่สุด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 ม.ค. 2550 , 22:35:29 น.] ( IP = 58.9.94.254 : : )


  สลักธรรม 4

ข้อความทั้งหมดตามที่ผู้อ่านได้อ่านมานี้ขอให้ตั้งใจกำหนดไว้ในใจด้วยว่าเป็นเรื่องของอาจริยวาท คือ เป็นพุทธฝ่ายมหายาน เมื่อข้าพเจ้าเอาสีดำมาระบายเป็นพื้นฐานไว้แล้ว จากนี้ไปจะได้ใช้สีขาว คือ ความรู้ของเถรวาทในพุทธศาสนาฝ่ายหินยานมาทาทับเพื่อให้ชัดเจนต่อไป

คำว่า "ปภัสสร" คำนี้เป็นพระพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสโดยตรง เพราะในพระคาถานั้นมีคำว่า "ภิกฺขเว" อยู่ด้วย อย่างอักษรบาลีที่ว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐ"

แปลว่า "ภิกษุทั้งหลายจิตนี้ปภัสสร ก็จิตนั้นแล ถูกอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาทำให้เศร้าหมองแล้ว" (เอกนิบาต อังคุตตรบาลี ฉบับฉัฏฐะ เล่ม ๑ หน้า ๙ ข้อ ๔๙/๕๐)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 ม.ค. 2550 , 22:35:55 น.] ( IP = 58.9.94.254 : : )


  สลักธรรม 5

เพื่อต้องการจะทราบความหมายของจิตปภัสสร จึงขอยกเอาข้อความในอรรถกถาธรรมบทขุททกนิกายฉบับฉัฏฐะ ภาค ๑ หน้า ๑๕ มาขยายเสียในที่นี้ทีเดียว

ก็คำที่ว่าถูกโทษประทุษร้ายแล้ว ท่านหมายถึงโทษทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น ที่จรมาประทุษร้ายแล้ว

ขยายความต่อไปว่า ก็ใจตามปกติ คือภวังคจิต ภวังคจิตนั้นยังไม่ถูกโทษประทุษร้าย เปรียบเหมือนน้ำใสที่ถูกสีเขียวเป็นต้น จรมาทำให้เศร้าหมองไป ก็เลยกลายเป็นน้ำสีเขียว แล้วจะว่าน้ำใหม่ก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นน้ำเก่าก็ไม่ใช่ ที่จริงก็เป็นน้ำใสเดิมนั่นแหละ

ข้อนี้ฉันใด แม้จิตนั้น ก็ฉันนั้น เมื่อถูกโทษมีอภิชฌาเป็นต้น จรมาประทุษร้าย จะว่าเป็นจิตใหม่ก็ไม่ใช่ เป็นจิตเก่าก็ไม่ใช่ ที่จริงก็คือภวังคจิตนั่นแหละ

ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ปภัสสร ก็จิตนั้นแล ถูกอุปกิเลสที่จรมา ทำให้เศร้าหมองแล้ว"

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 ม.ค. 2550 , 22:36:26 น.] ( IP = 58.9.94.254 : : )


  สลักธรรม 6

ตามข้อความที่พระอรรถกถาจารย์ได้ขยายไว้นี้ บางทีอาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจยังไม่ได้ เพื่อความกระจ่างของข้อความนี้ จึงใคร่ขอยกคำบางคำมาเน้นเสียให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นคำว่า "จิตปภัสสร" หรือคำว่า "จรมา"

ก่อนอื่นที่จะพูดถึงคำสองคำนี้ใคร่ขอชักชวนให้ผู้อ่านหวนไปนึกถึงเรื่องกิเลส คือ ความเศร้าหมองเสียก่อน กิเลสในฝ่ายเถรวาท ท่านจัดไว้ ๓ จำพวก คือ

๑. กิเลสอย่างหยาบ หมายถึง ทุจริตที่แสดงออกมาทางกาย และวาจา
๒. กิเลสอย่างกลาง หมายถึง กิเลสที่รัดรึงใจ ได้แก่ ตัวนิวรณ์ มีกามฉันท์เป็นต้น
๓. กิเลสอย่างละเอียด หมายถึง อนุสัย มีกามราคานุสัยเป็นต้น

เมื่อท่านได้รับทราบกิเลสตัวที่ทำให้เศร้าหมองถึง ๓ อย่างแล้ว ก็จะได้ถือโอกาสพูดถึงเรื่องความผ่องใสของจิตต่อไป

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 ม.ค. 2550 , 22:36:53 น.] ( IP = 58.9.94.254 : : )


  สลักธรรม 7

อ่านแล้วได้ความรู้ที่กระชับขึ้นมากเลยครับหลวงพ่อที่เคารพ และยังเข้าใจถึงคำว่า "จิตปภัสสร" หรือคำว่า "จรมา" ได้อย่างดีขึ้นเลยครับผม

กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงครับ


โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ม.ค. 2550 , 09:27:52 น.] ( IP = 58.9.136.66 : : )


  สลักธรรม 8

>คุค่

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ม.ค. 2550 , 20:16:12 น.] ( IP = 125.24.41.95 : : )


  สลักธรรม 9


ศึกษาหาความรู้ค่ะ

กราบขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ม.ค. 2550 , 19:20:00 น.] ( IP = 124.121.176.190 : : )


  สลักธรรม 10

อ่านแล้วพบว่ามีปิติมาก เข้าใจสภาวะธรรมยิ่งขึ้น
จากประพบการณ์การปฏิบัติโดยศึกษาจาก web และกัลยาณมิตรให้คำแนะนำ เคยสงสัยว่าทำไมตนเองจึงพบจิตว่าง อยู่บ่อยๆและพบดวงจิตปพัสสร อยู่เนืองๆ เป็นเช่นนี้เอง

ขอกราบขอบพระคุณยิ่ง

โดย ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - [31 พ.ค. 2553 , 13:43:00 น.] ( IP = 118.175.80.115 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org