มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธวิทยาน่ารู้(๑๔)








พุทธวิทยาน่ารู้(๑๔)
โดย พระครูศรีโชติญาณ (พระมหาแสวง โชติปาโล)

ประสิทธิภาพในการละกิเลส (๓)


ตอนที่ผ่านมา

อันการเจริญภาวนาเท่าที่ทำกันอยู่ในเวลานี้ รู้สึกว่าเจริญก้าวหน้ากว่าก่อนมากทีเดียว เพราะเมื่อก่อนนั้นจะเจริญภาวนากันแต่ละครั้ง จำเป็นจะต้องละความกังวล หลีกเร้นออกไปอยู่ในป่า หาที่สงบสงัดกันจริงๆ

แต่สมัยนี้ไม่ต้องแล้ว ผู้ที่ประสงค์จะเจริญภาวนา ถ้าต้องการที่จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไรก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ขอให้มีสติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็เป็นอันว่ารู้ทันหมด หรือจะนั่งหลับตาภาวนาในมุ้งก่อนที่จะนอนก็สามารถทำได้ เพราะมีครูบาอาจารย์ท่านส่งคำสอนคลื่นสั้นคลื่นยาวมาโปรดถึงในมุ้ง จึงนับว่าเจริญก้าวหน้าไปไกล

สมัยนี้เอาเถอะจะเจริญภาวนากันแบบไหน วิธีไหน ก็ว่ากันไปตามถนัดเถิด เพราะพุทธศาสนาเรามันเสรีประชาธิปไตย แต่ที่น่าจะนำเอามาพูดกันในที่นี้ก็คือ เราจะภาวนากันแบบไหน มีวิธีอย่างไร จึงจะแนบเนียนและรัดกุม สามารถทำลายกิเลสอย่างละเอียดได้ นี่เป็นปัญหาที่น่าเอามาพูดกัน

ก่อนอื่นที่เราจะละกิเลสก็จำเป็นจะต้องศึกษาให้รู้เสียก่อนว่า กิเลสที่ว่าคืออะไร มันอาศัยเกิดขึ้นที่ไหน เราจะมีวิธีปฏิบัติกันอย่างไร เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่น่าจะพูดกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.พ. 2550 , 09:34:23 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถ้าจะถามว่า กิเลสอย่างละเอียดที่เรียกว่า "อนุสัย" นั้น ก็คือ ตัวที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ๗ อย่าง คือ กามราคานุสัย ภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และอวิชชานุสัย นั่นเอง นี่แหละทั้ง ๗ ตัวนี้ที่มันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน เมื่อได้ปัจจัยเมื่อใด มันก็สามารถเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสอย่างกลางและหยาบเพียงชั่วพริบตา

ในสติปัฏฐานท่านยกเอาตัวอภิชฌาคือความรัก และโทมนัสคือความชัง มาเป็นตัวนำ และเวลามันจะเกิดก็มิได้เกิดที่อื่น มันก็อาศัยการเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส และรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจนี่แหละเกิดขึ้น เมื่อมันจะตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ ๖ อย่างนี้แหละ เพราะโลกียธรรมเหล่านี้ มีสภาพเป็นปิยรูปเป็นที่รักเป็นสาตรูปเป็นที่สำราญ เป็นปัจจัยแก่ตัณหา คือตัวต้องการ

ในปัจจยาการได้กล่าวไว้ว่า "เวทนาปจฺจยา ตณฺหา" ตัณหาเกิดเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย เพราะขณะเสวยทุกขเวทนา ก็ดิ้นรนอยากได้เสวยสุข แม้เฉยๆ ก็อยากได้ความสุข พอมีความสุขก็ชอบ ความชอบเป็นตัวตัณหา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.พ. 2550 , 09:35:41 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2

คนทุกวันนี้แสวงหาความสุขกันในทางดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัสดีๆ นึกถึงแต่เรื่องที่พอใจ เมื่อนึกถึงแล้วก็สุขสบาย ตัณหาก็ชอบ นี้แลท่านจึงได้เรียกความสุขอย่างที่ว่านี้ว่า กามสุข คือสุขที่เกิดจากการเสวยรสของกามารมณ์มีรูปสวยเป็นต้น

กามทั้ง ๕ นี้ บางท่านก็เรียกว่าเหยื่อสำหรับล่อสัตว์โลกให้ติด เป็นบ่วงของมาร เมื่อสัตว์ทั้งหลายติดบ่วงแล้ว ตัณหาอันเป็นตัวพญามาร ก็เข้าครอบงำเอาเป็นทาสของมันไป

ส่วนผู้ใดมีความฉลาดหน่อยหนึ่ง ก็หลีกเร้นแสวงหาความสุขที่เป็นนิรามิส คือ ความสุขที่ปราศจากเหยื่อ คือกามคุณ ก็ปลีกตนเข้าหาความสงบโดยการเจริญภาวนา ปลูกสติปัญญาให้เกิดขึ้น นี่แล จึงเป็นเหตุให้เกิดการเจริญฌานสมาบัติและวิปัสสนาขึ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.พ. 2550 , 09:37:07 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3

คราวนี้ก็มามีปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะทำภาวนากันแบบไหนถึงจะไม่เป็นปัจจัยแก่ตัณหา ขั้นแรกเราจำเป็นต้องศึกษาให้รู้จักอารมณ์เสียก่อนว่า อารมณ์อะไรที่ตัณหาและทิฐิอาศัยเกิดไม่ได้

ในทางปฏิบัติท่านก็หมายเอาอารมณ์ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ๔ อย่างนี้แล ที่ตัณหาและทิฐิอาศัยเกิดไม่ได้ อารมณ์ของศีลอย่างเดียวนั้นตัณหาทิฐิอาศัยเกิดได้ เช่น รักษาศีลเพราะอยากได้สุคติ โภคะ และพระนิพพานเพราะความเข้าใจของตนเอง

ทำแต่สมาธิอย่างเดียว อารมณ์ของสมาธิตัณหาทิฐิก็อาศัยเกิดได้ เช่น ทำสมาธิไปเกิดความสุขสงบ ก็พอใจเป็นตัวตัณหา เพราะเห็นว่าดีเป็นตัวทิฐิ อารมณ์ของสมาธินั้นตัณหานุสัยและทิฏฐานุสัยก็อาศัยเกิดได้

เท่าที่ว่ามาทั้งหมดนี้ก็พอจะชี้ให้เห็นได้แล้วว่า การทำภาวนาของผู้ใดถ้าเกิดแต่สมาธิ ไม่มีปัญญาวิปัสสนาเกิดร่วมด้วย ความสุขความสงบที่เกิดจากสมาธินั้นแหละ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหานุสัย ทิฏฐานุสัย อวิชชานุสัย อนุสัยซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดสามารถอาศัยนอนเนื่องอยู่ได้ ดังนั้น การทำภาวนาของผู้นั้นหาได้พ้นจากอำนาจของอนุสัยไม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.พ. 2550 , 09:37:44 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผิดไปจากพระพุทธประสงค์ที่พระพุทธองค์สอนไว้นั่นเอง เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนให้มาดูทุกข์เป็นปริญญเญยยกิจ คือ เป็นกิจที่ควรกำหนดรู้ เพราะความสุขความสงบที่เกิดจากสมาธิ ก็เป็นเวทนาขันธ์ มันก็เป็นทุกข์โดยตรงอยู่แล้ว เมื่อเราไปติดสุข ก็คือ ติดอยู่ในเวทนาขันธ์นั่นเองใช่ไหมเล่า ตัณหาอาศัยสุขเวทนาเกิด คือ อาศัยขันธ์เกิด เมื่อเราเป็นนักปฏิบัติมัวไปพอใจในขันธ์คือสุขเวทนาก็ชื่อว่ายอมตัวเป็นทาสของตัณหานั่นเอง

บางคนอวดว่า เวลาความรัก ความโกรธมันเกิดขึ้น เราอย่าไปยึดถือมันเสียก็แล้วกัน ทำเฉยเสีย ประเดี๋ยวมันก็หายไปเอง เมื่อเกิดได้ มันก็ดับได้ ..ว่าเข้าให้นั่น ถ้าเราสามารถละกิเลสกันด้วยวิธีนี้ได้จริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าจะบำเพ็ญบารมีมาตรัสทำไม ลำบากเปล่าๆ สิ้นเวลาตั้ง ๔ อสงไขย กำไรถึงแสนกัปป์ นับเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน

แล้วตลอดระยะเวลาที่ทรงสร้างพระบารมีกว่าจะครบ ๓๐ ทัศ ลำบากแทบล้มประดาตาย แต่เพียงเราทำการให้ทาน รักษาศีล และนั่งภาวนากันเพียงนิดหน่อย เราก็ยังทำกันไม่ได้แล้ว แต่นี่เพียงทำภาวนากันไม่เท่าไหร่ก็บอกว่าบรรลุโน่นถึ่งนี่กันแล้ว ดูมันช่างง่ายดายเหลือเกิน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.พ. 2550 , 09:38:05 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5

ฉะนั้น การละความรัก ความชัง ไม่ใช่ละกันด้วยการเปลี่ยนอารมณ์ หรือด้วยการคิดเอา นึกเอา ถ้าเราสามารถละกิเลสกันได้ด้วยวิธีแบบนั้น มันจะไปยากเย็นอะไรเล่า เวลาอยากกินก็ไม่ต้องกินเพราะนึกว่าอิ่มมันก็หายหิวแล้ว เวลาง่วงนอนก็ไม่ต้องไปนอนเพราะนึกว่าหายง่วง มันก็ไม่ต้องไปนอนแล้ว เวลามันจะตาย ก็นึกว่าไม่ตายเสีย มันก็ไม่ต้องตายก็ดีแล้ว แต่นี่มันไม่เป็นเช่นนั้น นั่นมันเป็นเพียงแค่ความคิดความนึกที่ตนคิดเอาเองทั้งนั้น

แต่ในทางเป็นจริงมันหาเป็นอย่างที่ตนคิดนึกไม่ บางคนนึกว่าจะไปทำความดีกันทำไม ตายแล้วก็สูญหมด หรือเห็นว่าจะไปลำบากกันด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อดหลับอดนอนกันทำไม เพราะตายแล้วก็เป็นมนุษย์อย่างเดิม เคยเป็นเศรษฐีก็เป็นเศรษฐีเรื่อยไป ..

อันการนึกคิดอย่างว่านี้ ก็ยังอุตส่าห์มีคนนึกคิดกันไปได้ตามความเห็น มันไม่ตรงต่อความเป็นจริง คนเรายังมีเชื้อคือกิเลสตัณหาอยู่ จะสูญได้อย่างไร ยังตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมดีกรรมชั่ว จะเป็นมนุษย์เป็นเศรษฐีอยู่ตลอดไปได้อย่างไร ไม่มีเหตุผลเลย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.พ. 2550 , 09:38:29 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

ตามที่ได้อธิบายมาทั้งหมดนี้ ขอสรุปลงด้วยกิจตามที่สมเด็จพระธรรมสามิสตรัสสอนไว้ว่า

๑. ปริญฺเญยฺยกิจ คือ กิจใดที่ทรงสอนให้กำหนดรู้ เราก็จะต้องปฏิบัติตามด้วยการกำหนดรู้ตามวิธีของพระองค์ท่าน
๒. ปหาตพฺพกิจ คือ กิจใดที่ทรงสอนให้ละ เราก็จะต้องปฏิบัติตามด้วยการละตามวิธีของพระองค์ท่าน
๓. สจฺฉิกาตพฺพกิจ คือ กิจใดทรงสอนให้ทำให้แจ้ง เราก็จะต้องปฏิบัติตามด้วยการทำให้แจ้งตามวิธีของพระองค์ท่าน
๔. ภาเวตพฺพกิจ คือ กิจใดทรงสอนให้เจริญ เราก็ต้องปฏิบัติตามด้วยการเจริญรอยตามวิธีของพระองค์ท่าน

รวมความว่า ธรรมใดเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ธรรมใดเป็นธรรมที่ควรละ ธรรมใดเป็นธรรมที่ควรจะทำให้แจ้ง และธรรมใดเป็นธรรมที่ควรเจริญ เราก็ต้องพยายามศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ แล้วก็ลงมือปฏิบัติตามวิธีของพระองค์ท่าน

จะได้ชื่อว่า "เป็นการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา" ซึ่งไม่มีการบูชาอื่นจะสูงส่งเท่าวิธีนี้แล้ว เพราะการบูชาด้วยการปฏิบัติ เป็นการช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาไว้โดยตรงฯ


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.พ. 2550 , 09:38:59 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7

ขอก้มกราบบูชาระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่ออย่างสูงครับผม

การอธิบายของหลวงพ่อประทับใจยิ่งนักครับ เพราะทำให้ตาสว่างขึ้นมากจริงๆครับ เรื่องความรู้ที่มีความเข้าใจร่วมด้วยนั้นเป็นเรื่องยากมากที่ใครๆจะมีเกิดขึ้นได้ ส่วนมากจะเพียงแค่รูตามปริยัติเท่านั้นครับ แต่สำหรับการชี้แจงแสดงธรรมของหลวงพ่อนี้ชัดเจนเข้าได้มากเลนครับผม

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.พ. 2550 , 08:55:54 น.] ( IP = 58.9.144.190 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงค่ะ

ธรรมที่หลวงพ่อได้อธิบายล้วนชัดเจน
และเป็นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ

การติดกับศีล และสมาธิ ยังทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัยจากกิเลสเลยนะคะ


โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.พ. 2550 , 10:04:27 น.] ( IP = 125.24.36.56 : : )


  สลักธรรม 9


กราบขอบพระคุณหลวงพ่อมากค่ะที่ชี้ให้เห็นว่า...การละกิเลสนั้นมิใช่ละกันได้ง่ายๆด้วยการเปลี่ยนอารมณ์เท่านั้น....

กราบขอบพระคุณมากค่ะที่ให้ความกระจ่างในเรื่องการละกิเลสที่ถูกต้อง

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2550 , 13:47:51 น.] ( IP = 124.121.172.76 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org