มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สติเหมือนหรือต่างกับสมาธิมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไรครับ




รบกวนสอบถามท่านผู้รู้ช่วยอธิบายด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

โดย สุพัฒน์ [14 ก.พ. 2550 , 12:55:22 น.] ( IP = 203.147.4.193 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สวัสดีค่ะ
ไม่ทราบจุดประสงค์ของผู้ถามว่าต้องการคำตอบแนวไหน อาจตอบให้ไม่ตรงประเด็นที่ต้องการ

เคยมีคนถามว่า คนที่ไปตกปลา หรือยิงนกนั้น ขณะที่จดจ้องอยู่นั้นเขาต้องมีสติหรือไม่

คุณสุพัฒน์คิดว่าเขาต้องมีสติไหม ? ซึ่งคำถามนี้ผู้ที่เรียนพระอภิธรรมจะตอบได้ทันทีว่า ไม่มี แต่ขณะนั้นเขามีสมาธิคือตั้งมั่นจดจ่ออยู่ในงานนั้น

เพราะแม้ว่าสติ และสมาธิ ซึ่งต่างก็เป็นเจตสิกทั้งคู่ก็จริงอยู่ แต่..สมาธิ (เอกัคคตา)เป็นสัพพสาธารณเจตสิกซึ่งหมายถึงเข้าประกอบกับจิตได้ทุกดวง (ทั้งที่เป็นอกุศล และกุศล)

สำหรับ สตินั้น เป็นโสภณเจตสิก ซึ่งจะเข้าประกอบกับจิตที่เป็นกุศลเท่านั้น

คิดว่าคุณคงได้คำตอบระดับหนึ่งแล้วว่าเหมือนกัน หรือต่างกัน

แต่ถ้ามาพูดถึงเรื่องการปฏิบัติ หรือพูดถึง มรรค ๘ หรือไตรสิกขา ๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา)ซึ่งเป็นเรื่องกุศลแล้ว ..สัมมาสติ องค์ธรรมก็คือ สติเจตสิก

สัมมาสมาธิ องค์ธรรมก็คือ เอกัคคตาเจตสิก ทั้งสองอยู่ในหมวดของ สมาธิ นั่นเอง

ขอตอบมาสั้นๆ แค่นี้นะคะ ประเดี่ยวอาจจะมีผู้รู้เข้ามาอธิบายได้ดีกว่านี้

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ก.พ. 2550 , 15:09:51 น.] ( IP = 58.9.95.200 : : )


  สลักธรรม 2

คือผมสงสัยว่าการทำสมาธิก็เพื่อให้เกิดสติ พิจารณาธรรมต่าง ๆ ได้ ก็เลยอยากทราบถึงความหมายความแตกต่างของสมาธิและสติน่ะครับ อย่างไรก็ตามต้องขอขอบพระคุณ คุณวยุรี เป็นอย่างสูงนะครับที่กรุณาให้ความรู้กับผม ขอบพระคุณมากครับ

โดย สุพัฒน์ (simon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 ก.พ. 2550 , 10:32:32 น.] ( IP = 203.147.4.193 : : )


  สลักธรรม 3

สติคือ ความระลึกได้ ขณะที่ระลึกได้ ขณะนั้นไม่มีความโลภ โกรธ ร่วมประกอบด้วย จิตใจสบายไม่ถูกเร่งเร้าด้วยกิเลส

ความระลึกได้อย่างต่อเนื่อง ไม่วอกแวก เรียกว่า สมาธิ

ดังนั้น โดยลำดับการปฏิบัติแล้ว สติ(ระลึกได้) มักเกิดก่อนและเกิดได้ง่ายกว่า ต้องมีความเพียรระลึกได้เนือง ๆ จึงจะเกิดสมาธิ

สติ กับ สมาธิ ไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาธรรมต่าง ๆ >>> การพิจารณาเป็นส่วนของปัญญามากกว่า

ที่บอกว่า การทำสมาธิก็เพื่อให้เกิดสติ อ่านดูแล้วออกจะแปร่ง ๆ อยู่บ้าง

เพราะจุดประสงค์ของสมาธิ ก็เพื่อเกิดความสงบนิ่ง ไม่หวังผลการพิจารณาสภาพธรรม

สำหรับผู้ต้องการพิจารณาสภาพธรรม อาศัยเพียงขณิกสมาธิเป็นบาทฐาน ให้ง่ายต่อปัญญามาเป็นผู้พิจารณาธรรมทั้งหลาย

โดย herb (herbal) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ก.พ. 2550 , 13:15:52 น.] ( IP = 58.11.160.163 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณมากครับคุณ herb

โดย สุพัฒน์ (simon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2550 , 12:17:57 น.] ( IP = 58.9.174.76 : : )


  สลักธรรม 5

สติกับสมาธิต่างก็เป็นสังขารขันธ์เหมือนกัน
แต่สติต่างกับสมาธิเพราะเป็นเจตสิกธรรมที่มีลักษณะแตกต่างกัน
สัมมาสติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ ความระลึกชอบ ในสมัยนั้น
อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสติ มีในสมัยนั้น
สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นคงอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งใจชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าสัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น.

โดย อิคิว (อิคิว) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 ก.พ. 2550 , 20:42:35 น.] ( IP = 210.246.72.138 : : )


  สลักธรรม 6

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 145
๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗)
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมี
เหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ
[๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบ
แล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ
[๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อม
เป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของ
เธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ
[๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล
ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี
โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้ง
หลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง
ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ
[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมา
ทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน
คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผล
วิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปา
ติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็น
โลกุตระเป็นองค์มรรค ฯภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ ฯ
ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ
ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็น
ไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ
และต่อไปจนกระทั่ง ครบบรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น ทั้งหมดกรุณาหาอ่านต่อจากพระสูตรได้ครับ

โดย อิคิว (อิคิว) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 ก.พ. 2550 , 20:49:57 น.] ( IP = 210.246.72.138 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณมากครับคุณอิคิว

โดย สุพัฒน์ (simon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 มี.ค. 2550 , 16:10:03 น.] ( IP = 203.147.4.193 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org