มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น




ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น


หลักธรรมที่นำมาเพื่อแก้ไขให้ข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส
พระพุทธองค์ตรัสสอนภิกษุผู้มุ่งมั่นนี้ด้วยคำสอนชั้นสูงสำหรับผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติธรรม
“มรรคาที่ท่านดำเนินอยู่นี้ถูกต้องแล้ว และย่อมนำท่านไปสู่สถานที่ปลอดจากภัยเป็นอิสระจากความกลัวใด ๆ อันเป็นจุดมุ่งหมายของท่าน” มรรคาที่กล่าวถึงนี้ หมายถึงอริยมรรคมีองค์แปดนั่นเอง เทพบุตรองค์นี้ได้ดำเนินมาตามหนทางนี้อยู่แล้ว และพระพุทธองค์ได้ตรัสรับรองให้ท่านเดินต่อไป พระองค์ทรงตระหนักดีว่า เทพบุตรองค์นี้ประสงค์จะบรรลุอรหัตถผลในชาตินี้ จึงทรงชี้ทางสายตรงให้ นั่นคือทางสายวิปัสสนา


อริยมรรคมีองค์แปดเป็นทางตรงโดยแท้ ไม่มีทางแยก ไม่คดโค้งหรือคดเคี้ยว แต่มุ่งตรงไปสู่พระนิพพาน
อริยมรรคมีองค์แปด
อกุศลย่อมไม่อยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด โดยย่อมรรคมีองค์แปดก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา อันนำมาซึ่งความบริบูรณ์และความถูกตรงในชีวิตมนุษย์ทุก ๆ ด้าน

อริยมรรคมีองค์แปด ที่สงเคราะห์ในศีล
สัมมาวาจา หรือวาจาชอบ คำว่าสัมมาวาจาหากแปลตรง ๆ ก็คือวาจาที่ถูกถ้วนหรือสมบูรณ์ หมายถึงคำพูดที่ตรงต่อความเป็นจริง นอกจากนี้ยังสร้างความสามัคคีให้เกิดในหมู่ชน มีเมตตา น่าฟัง อ่อนหวาน ไม่ประทุษร้าย และเป็นประโยชน์ การมีสัมมาวาจาทำให้ล่วงพ้นจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทางวาจาสี่ประการดังได้กล่าวแล้ว
สัมมากัมมันตะ หรือการกระทำชอบ การกระทำที่ถูกต้องย่อมประกอบด้วยความยับยั้งชั่งใจ บุคคลพึงเว้นจากความประพฤติที่เป็นอกุศลกรรมทางกายสามประการ ได้แก่ การฆ่า การลักขโมย และการประพฤติผิดในกาม


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 12:53:41 น.] ( IP = 58.8.33.136 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



ประการสุดท้าย สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ กล่าวคือ ดำรงชีวิตด้วยความถูกต้องเหมาะควรและปราศจากมลทิน ไม่ประกอบมิจฉาอาชีพ
การขจัดอกุศลกรรมสามประการนี้ ทำให้บุคคลสามารถควบคุมกิเลสอย่างหยาบเอาไว้ได้ กิเลสเป็นศัตรูของเรา ซึ่งบุคคลควรจะระลึกรู้และพิจารณาอยู่เนือง ๆ หากปราศจากศัตรู บุคคลก็ปราศจากอันตราย
อริยมรรคมีองค์แปดที่สงเคราะห์ในสมาธิ
จิตที่ตั้งมั่นหรือสมาธิเป็นหมวดที่สองของอริยมรรคมีองค์แปด ประกอบด้วยธรรมสามประการ คือ ความเพียรชอบ สติชอบ และสมาธิชอบ


หากองค์ธรรมทั้งสามปรากฏอยู่ ก็กล่าวได้ว่า มรรคมีองค์แปดหมวดสมาธิเจริญขึ้น ณ จุดนี้ ความด่างพร้อยทางจิต (กิเลส) และอกุศลจิตจะถูกกำจัดให้อยู่ห่างไกล หมวดสมาธินี้ทำหน้าที่ต่อสู้กับอกุศลจิตโดยตรง

อริยมรรคมีองค์แปด ที่สงเคราะห์ในปัญญา
ในทุกขณะ จิตจะมีความบริสุทธิ์และสงบด้วยความพยายามของผู้ปฏิบัติเอง
ในแต่ละขณะเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติจะเห็นจิตหยั่งลงสู่เป้าหมายคืออารมณ์กรรมฐาน นี้คือการตั้งเป้าหมายไว้ชอบ (สัมมาสังกัปปะ) เป็นหนึ่งในหมวดปัญญาของอริยมรรคมีองค์แปด เมื่อจิตเล็งถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำ ย่อมจะมองเห็นอารมณ์อย่างชัดเจน ก็จะเกิดปัญญาที่มองเห็นอารมณ์อย่างชัดเจน และเป็นการประจักษ์รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงซึ่งเป็นอีกองค์หนึ่งของอริยมรรค กล่าวคือความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)



หากจิตตกลงสู่อารมณ์เป้าหมายอย่างแม่นยำ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น รับรู้เงื่อนไขตามหลักของเหตุและผลที่เชื่อมโยงระหว่างสภาวธรรมทางกายและทางจิต เมื่อจิตสัมผัสกับความไม่เที่ยง จิตก็จะรู้จักอนิจจังตามความเป็นจริง ดังนั้น เป้าหมายที่ตั้งไว้ชอบและความเป็นชอบจึงสัมพันธ์กันอยู่

ความเห็นชอบที่เกิดจากการตั้งเป้าหมายชอบมีพลังอำนาจในการถอนรากของจิตที่เป็นอกุศล รากลึกของจิตที่เป็นอกุศลนี้ หมายถึงอนุสัยกิเลสที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิด ซึ่งจะสามารถขุดรากถอนโคนได้ด้วยปัญญาเท่านั้น สภาวธรรมนี้เป็นสิ่งที่พิเศษมาก จะเกิดขึ้นขณะเดียวด้วยวิธีปฏิบัติที่เป็นของจริง กระทำได้จริง ๆ และมิใช่เกิดจากจินตนาการ



บางทีผู้ปฏิบัติอาจเข้าใจได้มากขึ้นแล้วว่า เหตุใดพระพุทธองค์จึงตรัสว่า หนทางนี้เป็นทางสายตรง อกุศลทางกาย วาจา และใจ จะสามารถเอาชนะได้ด้วยการฝึกฝนไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาในอริยมรรคมีองค์แปด เมื่อเดินตรงตามเส้นทางนี้ ผู้ปฏิบัติจะสามารถก้าวข้ามอกุศล และรอดพ้นจากภยันอันตรายต่าง ๆ

นิพพานและอริยมรรคในฐานะสถานที่ที่ปลอดจากเวรภัย
พระพุทธองค์ได้ทรงรับรองกับเทพบุตรผู้เคยเป็นภิกษุว่า หนทางเส้นนี้จะนำไปสู่สถานที่ที่ปลอดจากภัย คำว่า “สถานที่ที่ปลอดจากภัย” นี้ มีการอธิบายเพิ่มเติมอย่างละเอียดในอรรถกถาของพระสูตรนี้ ความจริงคำนี้หมายถึงพระนิพพานที่ซึ่งปราศจากภยันตรายหรือความน่ากลัวใด ๆ เหลืออยู่ สามารถเอาชนะความแก่และความตายได้โดยเด็ดขาดหมดทุกข์สิ้นเชิงนั่นเอง ผู้ใดที่ได้บรรลุพระนิพพานจะได้รับการปกป้อง จึงได้ชื่อว่า “ผู้ปราศจากความกลัว” กล่าวคือ เป็นผู้ที่ปราศจากอันตราย


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 12:55:12 น.] ( IP = 58.8.34.162 : : )


  สลักธรรม 2

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



การจะเข้าถึงสถานที่ที่ปลอดจากภัยคือพระนิพพานนี้ ผู้ปฏิบัติต้องเดินไปทางโลกียมรรคของอริยมรรคก่อน คำว่า โลกีย์ ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่ไม่ได้อยู่เหนือโลก มีแต่ทางสายนี้เท่านั้นที่นำไปสู่พระนิพพาน นิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของหนทางเส้นนี้
เราได้กล่าวถึงไตรสิกขาของหนทางเส้นนี้แล้วว่า คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เมื่อบุคคลมีศีลบริสุทธิ์ก็จะปราศจากความสำนึกผิด และคำตำหนิของบัณฑิต ปลอดภัยจากการลงโทษทางกฎหมายและการเกิดในอบาย เมื่อบรรลุความบริสุทธิ์ในหมวดสมาธิ ผู้ปฏิบัติจะรอดพ้นจากภัยอันตรายของกิเลสระดับกลาง กล่าวคือ จิตที่ไหลไปสู่อกุศลและความบีบคั้นอยู่ภายใน ปัญญาญาณซึ่งเกิดจากการเจริญสติและสมาธิมีพลานุภาพทำลายอนุสัยกิเลส ดังนั้น แม้จะยังไม่ถึงพระนิพพานที่ปลอดจากภัยอย่างแท้จริง ผู้ปฏิบัติก็จะได้รับการปกป้องรักษาจากสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวในระหว่างที่ดำเนินอยู่บนทางแห่งอริยมรรค ดังนั้น อริยมรรคนี้เองก็เป็นสถานที่ที่ปลอดจากภัยด้วยเช่นกัน



กิเลส กรรม และผลของกรรม :เป็นวงจรอุบาทว์ของสังสารวัฏ
กิเลสเป็นสาเหตุของภยันตรายต่าง ๆ ในโลก อวิชชา ตัณหา และอุปาทานล้วนเป็นกิเลส เมื่อมีอวิชชา ทั้งยังถูกผลักดันด้วยตัณหา บุคคลประกอบกรรมแล้วก็ต้องรับผลของกรรมนั้น เพราะกรรมที่ทำในอดีตภพใดภพหนึ่ง เราจึงกลับมาเกิดในโลกนี้อีกในอัตภาพที่เป็นร่างกายและจิตใจนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชีวิตของเราในปัจจุบันชาติเป็นผลมาจากเหตุในอดีต ในทางกลับกัน ร่างกายและจิตใจนี้กลายเป็นที่เกาะกุมของตัณหาและอุปาทาน ตัณหาและอุปาทานนี้เองเป็นเหตุที่ทำให้เราก่อกรรมและทำให้ต้องเกิดใหม่อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อเพิ่มพูนตัณหาและอุปาทานในกายและจิต กิเลส กรรม และผลของกรรมจึงเป็นองค์ประกอบสามอย่างของวงจรอุบาทว์ในสังสารวัฏอันหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ และหากปราศจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ไม่อาจหาจุดสิ้นสุดได้เช่นกัน


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 12:56:05 น.] ( IP = 58.8.34.162 : : )


  สลักธรรม 3


ดังนั้น เพราะความหลง เราจึงปรุงแต่งความจริงเข้าใจผิดว่ารูปและนามเป็นสิ่งคงทนถาวรและไม่เปลี่ยนแปลง เราพึงพอใจกับการเป็นเจ้าของร่างกายและจิตใจนี้ และเข้าใจไปว่ามีตัวตนถาวรคือ “ฉัน” ทำหน้าที่กำกับควบคุมร่างกายจิตใจนี้

ความไม่รู้สองประเภทนี้เองที่ก่อให้เกิดตัณหาและอุปาทานก็เป็นเพียงตัณหาหรือความอยากที่พอกพูนหนาขึ้นเท่านั้นเอง ด้วยความปรารถนาสิ่งน่าพอใจทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เราจึงไขว่คว้าหาสิ่งใหม่ ๆ ร่ำไป เมื่อได้สิ่งที่ปรารถนาเราก็จะกอดมันไว้แน่นและไม่ยอมปล่อยมันไป เหล่านี้ก่อให้เกิดกรรมซึ่งเป็นสิ่งร้อยรัดผูกมัดเราไว้กับวัฏจักรของการเกิดใหม่

การตัดสังสารวัฏ
แน่นอนว่ากรรมมีหลายอย่าง อกุศลกรรมนำมาซึ่งผลอันไม่น่าปรารถนา และทำให้บุคคลต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อเริ่มเดินบนหาทางแห่งอริยมรรค ผู้ปฏิบัติไม่พึงวิตกกับผลของอกุศลกรรมที่เคยทำไว้ในอดีต เพราะผู้ปฏิบัติหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นอกุศอยู่แล้ว ศีลย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติจากทุกข์ภัยในอนาคต กุศลกรรมนำมาซึ่งความสุข ถึงแม้ว่าในขณะเดียวกันจะผลักดันเราไปสู่การเกิดใหม่ แต่ในระหว่างการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่มีการประกอบกรรมที่จะนำไปสู่การเกิดใหม่ การเฝ้าดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปเป็นกุศลกรรม ทั้งยังเป็นการตัดภพชาติในสังสารวัฏอีกด้วย ในความหมายที่แท้จริง วิปัสสนากรรมฐานไม่ก่อให้เกิดผลกรรม ที่เรียกในภาษาบาลีว่า วิบาก กล่าวคือ การกำหนดที่แม่นยำจะป้องกันมิให้ตัณหาเกิดขึ้น รวมถึงการป้องกันสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นผลพวงของการเวียนว่ายตายเกิด อันได้แก่ กรรม ชาติ ชรา และมรณะ



ทุก ๆ ขณะการเจริญวิปัสสนา สามารถตัดวงจรอุบาทว์ของสังสารวัฏ คือ กิเลส กรรม และผลของกรรมลงได้อย่างสิ้นเชิง เมื่อความเพียร สติ และสมาธิที่มั่นคงเกิดขึ้น การกำหนดอารมณ์อย่างแม่นยำจะช่วยให้สัมปชัญญะแทงตลอดเข้าไปถึงลักษณะที่แท้จริงของชีวิต ผู้ปฏิบัติจะมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง แสงสว่างแห่งปัญญาจะขับไล่ความมืดบอดของอวิชชาออกไป เมื่อปราศจากอวิชชาแล้ว ตัณหาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากผู้ปฏิบัติประจักษ์แจ้งใน อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ตัณหาไม่อาจเกิดขึ้นได้ และอุปาทานก็ไม่อาจเกิดตามมา ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า อวิชชาทำให้เกิดอุปาทาน แต่เมื่อมีวิชชาก็จะปราศจากอุปาทาน เมื่อไม่มีอุปาทานก็ไม่ก่อกรรม และก็ไม่ต้องรับผลของกรรม

อวิชชาทำให้เกิดตัณหาและอุปาทานในการยึดมั่นทั้งต่อชีวิตและต่อความเห็นผิดเกี่ยวกับตัวตน การดำเนินตามทางแห่งอริยมรรคช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถทำลายเหตุของอวิชชา เมื่อไม่มีเหตุเหล่านี้ แม้เพียงชั่วขณะเดียว จิตก็จะเป็นอิสระ สังสารวัฏจะขาดลง นี่คือสถานที่ที่ปลอดจากภัยที่พระพุทธองค์ตรัสถึง เมื่อเป็นอิสระจากอวิชชา ภยันตรายจากกิเลส และผลกรรมอันน่ากลัวที่จะพึงก่อให้เกิดทุกข์ในอนาคต ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถพบกับความปลอดภัย และความมั่นคงตราบเท่าที่ยังดำรงสติอยู่


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 12:57:11 น.] ( IP = 58.8.33.136 : : )


  สลักธรรม 4

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



หากปราศจากอวิชชาความหลงแล้ว วัฏจักรนี้ก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้ ในเบื้องต้นเราเป็นทุกข์จากอวิชชาคือความไม่รู้ ความมืดบอดล้วน ๆ ยิ่งไปกว่านั้น อวิชชาคือความไม่รู้จากความหลง ซึ่งหากิเราไม่ปฏิบัติให้ลึกซึ้ง ก็ไม่อาจประจักษ์ถึงลักษณะที่แท้ของความเป็นจริง นั่นคือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่อาจเห็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงทางกายและจิตอันเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปทุก ๆ ขณะได้อย่างชัดเจน ไม่อาจเห็นทุกข์อันมหันต์ที่เราต้องเผชิญอยู่จากการบีบคั้นของการเกิดขึ้นและดับไป มองไม่เห็นว่ากระบวนการเหล่านี้ปราศจากผู้ควบคุม ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครเลย หากเข้าใจลักษณะทั้งสามของรูปนามนี้อย่างลึกซึ้ง ตัณหาและอุปาทานก็มิอาจเกิดขึ้นได้



บางทีผู้ปฏิบัติอาจรู้สึกว่ากายและจิตของตนนี้น่ากลัวมากเสียจนอยากจะกำจัดมันไป หากเป็นเช่นนี้ การฆ่าตัวตายก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น หากต้องการความหลุดพ้นจริง ๆ ผู้ปฏิบัติพึงดำเนินชีวิตอย่างฉลาด กล่าวกันว่า ต่อเมื่อบุคคลเผ้าสังเกตผลเท่านั้น เหตุจึงถูกทำลายลงได้ การทำลายนี้มิใช่การลงมือทำลายล้างจริง ๆ แต่เป็นการสิ้นสุดของพลัง ปัญญาทำหน้าที่ทำลายเหตุของรูปและนามอันจะพึงเกิดในอนาคต เมื่อจิตรวมลงด้วยสัมมาสติ สัมมาสมาธิ และสัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ เฝ้าดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางอายตนะทั้งหกทุก ๆ ขณะในเวลาเช่นนี้ กิเลสจะไม่สามารถบุกรุกเข้ามาหรือเกิดขึ้นได้ เมื่อกิเลสอันเป็นตัวก่อให้เกิดกรรมและการเกิดใหม่เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถตัดภพตัดชาติในสังสารวัฏได้ เมื่อได้เดินตามหาทางแห่งอริยมรรค ผ่านวิปัสสนาญาณขั้นต่าง ๆ ผู้ปฏิบัติก็จะบรรลุถึงพระนิพพาน อันเป็นที่ซึ่งปราศจากอันตรายได้ในที่สุด การเข้าถึงพระนิพพานมีสี่ระดับ ในแต่ละขั้นกิเลสแต่ละอย่างจะถูกทำลายไปอย่างถาวร เมื่อบรรลุพระนิพพานในระดับสุดท้าย คือ อรหัตตผล จิตจะบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง



ผู้ถึงกระแส : ประสบการณ์พระนิพพานครั้งที่หนึ่ง
เมื่อบรรลุพระนิพพานครั้งแรก ในขณะที่ที่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงโสดาปัตติมรรค สังสารวัฏ (กิเลส กรรม วิบาก) อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จะถูกทำลาย บุคคลผู้นั้นจะไม่ไปเกิดในภูมิของดิรัจฉาน เปรต หรือนรก เพราะกิเลสที่จะนำไปสู่ภพภูมิเหล่านี้ได้ถูกทำลายไป บุคคลผู้นั้นจะไม่ประกอบกรรมที่จะนำไปสู่การเกิดในสภาวะเช่นนั้นอีก และผลกรรมแต่อดีตที่จะนำไปสู่ภพภูมิเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไปโดยปริยาย

ในการบรรลุธรรมในระดับที่สูงขึ้น กิเลสจะถูกทำลายมากขึ้น ๆ จนในที่สุดเมื่อบรรลุอรหัตตผล กิเลสจะถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง รวมถึงกรรมและผลของกรรม พระอรหันต์จะไม่ถูกรบกวนด้วยกิเลสเหล่านี้อีก และเมื่อท่านดับขันธ์ก็จะเข้าสู่สถานที่อันปลอดภัย คือพระนิพพาน ไม่กลับมาเวียนว่ายในสังสารวัฏอีกต่อไป


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 12:59:40 น.] ( IP = 58.8.34.162 : : )


  สลักธรรม 5

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



ผู้ปฏิบัติอาจมีกำลังใจที่ได้รู้ว่า แม้ในการบรรลุธรรมขั้นต่ำสุด ผู้ปฏิบัติจะรอดพ้นจากการบำเพ็ญเพียรทางจิตที่ผิดทาง หรือหนทางอันเป็นอกุศลทุกชนิด ดังกล่าวไว้ใน “วิสุทธิมรรค” ที่รจนาโดยพระพุทธโฆษาจารย์ นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติจะยังได้รับอานิสงส์ที่ทำให้พ้นจากความรู้สึกลงโทษตนเอง จากการตำหนิของบัณฑิต จากอันตรายในการถูกลงโทษ และจากการตกลงไปอยู่ในสภาวะที่เป็นทุกข์
ราชรถที่สงัดเงียบ
ปุถุชนที่ยังมิได้ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน เปรียบได้กับนักเดินทางที่เริ่มท่องเที่ยวไปบนหนทางที่เต็มไปด้วยภยันตราย มีอันตรายนานัปการที่รอคอยผู้ที่ประสงค์จะข้ามทะเลทราย ป่าดงดิบ หรือป่าโปร่งอยู่ บุคคลผู้นั้นจะต้องเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือให้พร้อม ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือพาหนะที่ดีและมีคุณภาพ พระพุทธองค์ประทานทางเลือกที่ล้ำเลิศแก่เทพบุตร พระองค์ตรัสว่า “เธอจงเดินทางไปในราชรถที่สงัดเงียบ”

เราคงพอจะเดาได้ว่า เทพบุตรองค์นั้นคงจะเห็นว่า การเดินทางที่สงบเป็นสิ่งที่ควรยินดี หลังจากที่ต้องเผชิญกับเสียงอึกทึกของนักดนตรีบนสวรรค์ แต่ความจริงยังมีความหมายอื่นอีก ณ ที่นี้



พาหนะส่วนใหญ่มีเสียงดัง เกวียนและรถม้าโบราณที่ใช้ในสมัยพุทธกาลมีเสียงดังมาก โดยเฉพาะหากไม่ได้หยอดน้ำมันหรือสร้างมาไม่ดี หรือเวลาบรรทุกผู้โดยสารจำนวนมาก แม้แต่รถยนต์และรถบรรทุกสมัยใหม่ก็ยังมีเสียงอึกทึก แต่ราชรถที่พระพุทธองค์ประทานให้นี้ มิใช่ราชรถธรรมดา แต่เป็นพาหนะที่บรรจงสร้างมาอย่างดีเสียจนสงัดเงียบเวลาขับเคลื่อนไป ไม่ว่าจะมีสรรพสัตว์จำนวนล้านหรือพันล้านขับอยู่กาม ราชรถนี้สามารถนำสรรพสัตว์ทั้งหลายข้ามมหาสมุทร ข้ามทะเลทราย ผ่านป่าอันรกชัฏแห่งสังสารวัฏได้ นี่คือราชรถแห่งการเจริญวิปัสสนา หรือราชรถแห่งอริยมรรคมีองค์แปด



เมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ มีสรรพสัตย์นับล้านทั้งมนุษย์และเทวดา บรรลุธรรมโดยการฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์เท่านั้น เหล่าสัตว์นับพันนับแสนหรือนับล้านอาจฟังพระธรรมเพียงครั้งเดียวก็สามารถก้าวข้ามสังสารวัฏไปในราชรถพร้อม ๆ กันได้ ราชรถอาจไม่มีเสียง แต่ผู้โดยสารมักจะแซ่ซ้องกันโดยมาก โดยเฉพาะผู้ที่ไปถึงฝั่งอันปลอดจากภัยแล้ว คือพระนิพพาน อริยบุคคลเหล่านี้ย่อมกล่าวสรรเสริญและแสดงความปีติยินดีอย่างยิ่งยวด “ราชรถนี้ช่างวิเศษเสียนี่กระไร เราได้โดยสารแล้วและได้รับอานิสงส์จริง ๆ ราชรถนี้นำเรามาถึงพระนิพพาน” การอุปมาเข้าถึงพระนิพพานนี้ราชรถดุจญาณ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 13:02:42 น.] ( IP = 58.8.34.162 : : )


  สลักธรรม 6

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



ท่านเหล่านั้นคือพระอริยบุคคล อันได้แก่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ผู้ซึ่งได้บรรลุธรรมทั้งสี่ระดับ ท่านเหล่านี้ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญราชรถนี้เป็นอเนกปริยาย “จิตใจของเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เปี่ยมไปด้วยศรัทธา ความแจ่มใสกระจ่างชัด และความเบิกบาน มีปัญญารู้ชัดในสภาวธรรมทั้งหลาย จิตใจของเราเข้มแข็งและมั่นคง สามารถเผชิญกับความผันผวนของชีวิตได้อย่างแยบยล”

พระอริยบุคคลผู้ที่เข้าถึงฌานระดับต่าง ๆ ก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญราชรถนี้เช่นกัน เช่นเดียวกับพระสกิทาคามีและพระอรหันต์ ผู้ที่ได้เข้าผลสมาบัติ ซึ่งเป็นสภาวะแห่งการดับไปของจิต เจตสิก และสภาวธรรมที่เกี่ยวกับจิตทั้งหมด เมื่อออกจากสภาวะเช่นนี้แล้ว ท่านก็จะเปี่ยมไปด้วยความสงบสุขและชื่นชมยินดีในราชรถนี้ยิ่งนัก

ปกติเมื่อมีคนตาย ญาติมิตรจะโศกเศร้าเสียใจและร้องไห้ มีทั้งความอาดูร โหยไห้ ตรอมใจที่ได้เห็นคนผู้เป็นที่รักจากโลกนี้ไป แต่สำหรับพระอรหันต์ผู้ชำระกิเลสหมดจดแล้ว ความตายเป็นสิ่งที่ควรเฝ้ารอคอย ท่านอาจกล่าวว่า “ในที่สุดก้อนทุกข์นี้จะได้ถูกทิ้งไปเสียที นี่เป็นชาติสุดท้ายแล้ว เรามีแต่ความสุขในพระนิพพาน ไม่ต้องเผชิญกับทุกข์อีกแล้ว”



สภาวธรรมอันสูงส่งของพระอรหันต์อาจเป็นสิ่งที่เกินกว่าความสามารถของผู้ปฏิบัติจะเข้าใจได้ แต่ผู้ปฏิบัติอาจพอเข้าใจได้ว่า พระอรหันต์รู้สึกอย่างไร โดยดูจากการปฏิบัติของตนเอง ในขณะที่สามารถเอาชนะนิวรณ์คือความปรารถนากามสุข ความอาฆาตพยาบาท ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน และความสงสัย และเมื่อผู้ปฏิบัติสามารถประจักษ์ชัดในลักษณะที่แท้จริงของอารมณ์ต่าง ๆ เห็นความแตกต่างระหว่างรูปกับนาม หรือเห็นการเกิดดับของสิ่งต่าง ๆ เป็นขณะ ๆ ภาวะที่เห็นการเกิดดับของสิ่งต่าง ๆ เป็นขณะ ๆ ภาวะที่เห็นการเกิดดับนี้ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่เป็นอิสระและปลาบปลื้มยิ่งนัก ปีติและความแจ่มชัดของจิตคือผลของการปฏิบัติธรรม

พระพุทธองค์ตรัสว่า “สำหรับบุคคลที่ออกบำเพ็ญเพียรภาวนาจนได้บรรลุฌาน จะมีปีติผุดขึ้นภายในเป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขใด ๆ ที่อาจแสวงหาได้ในโลกมนุษย์ หรือแม้บนสวรรค์”

ฌานในที่นี้อาจหมายถึงการเจริญสมาธิที่ตั้งมั่น หรือการเจริญขณิกสมาธิอย่างต่อเนื่องลึกซึ้งในระหว่างการเจริญวิปัสสนาก็ได้ ดังที่ได้กล่าวแล้ว สมาธิประเภทที่สองนี้มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนาฌาน



รสชาติที่ไม่อาจเทียบได้
ผู้ปฏิบัติที่สามารถเจริญสติได้อย่างต่อเนื่อง จะได้รับปีติสุขอย่างสูงในการปฏิบัติ นี่คือพระธรรมรสที่อาจไม่เคยลิ้มลองมาก่อน ไม่มีรสใดเปรียบได้ ครั้งแรกที่ได้ลิ้มรส ผู้ปฏิบัติจะเปี่ยมด้วยความอัศจรรย์ใจ “พระธรรมนี้ช่างประเสริฐล้ำเลิศจริง ๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะสงบ ปีติ และสุขได้มากเท่านี้” ผู้ปฏิบัติจะเปี่ยมด้วยความศรัทธาและความเชื่อมั่น พร้อมทั้งความพึงพอใจและความสมหวัง จิตเริ่มคิดอยากจะแบ่งปันประสบการณ์นี้ให้แก่ผู้อื่น บางคนอาจถึงกับเริ่มวางแผนการรณรงค์เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา นี่คือเสียงที่เกิดขึ้นในจิต เป็นเสียงที่แซ่ซ้องสรรเสริญคุณของราชรถที่สงบเงียบ



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 13:04:15 น.] ( IP = 58.8.34.162 : : )


  สลักธรรม 7

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



กระนั้นยังมีอีกเสียงหนึ่งที่อาจไม่กระตือรือร้นเท่า เป็นเสียงกรีดร้องของผู้ปฏิบัติที่โดยสารราชรถที่ขาดความสง่างามหรือความสุข โยคีเหล่านั้นอาจโหนอยู่บนราชรถได้ แต่ก็แทบเกาะไม่อยู่ นี่คือผู้ปฏิบัติที่ขาดความเพียรในการเจริญวิปัสสนา ความเพียรต่ำย่อมให้ผลน้อย ผู้ปฏิบัติที่ย่อหย่อนเกียจคร้านจะไม่มีวันได้รับรสของพระธรรม พวกเขาอาจได้รับทราบความสำเร็จของผู้อื่น พวกเขาอาจเห็นผู้อื่นนั่งนิ่งตัวตรงดูประหนึ่งว่ามีความสุขกับสมาธิอันล้ำลึกและปัญญาญาณ ขณะที่ตนเองถูกจู่โจมด้วยสิ่งก่อกวนและนิวรณ์ต่าง ๆ ความสงสัยจะคืบคลานเข้ามาในใจ เกิดความสงสัยในวิปัสสนาจารย์ ในวิธีปฏิบัติ และในราชรถเอง “นี่เป็นพาหนะที่ใช้ไม่ได้เลย มันคงไม่พาฉันไปถึงไหนแน่ หนทางก็ขรุขระและมีเสียงดังหนวกหู”

บางทีเราอาจได้ยินเสียงโอดครวญอย่างหมดหวังมาจากทางราชรถอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงของผู้ปฏิบัติที่มีศรัทธาในการปฏิบัติและกำลังพยายามอย่างหนัก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาเหล่านั้นยังไม่ก้าวหน้ามากเท่าที่หวัง พวกเขาเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น เริ่มสงสัยว่าตนเองจะบรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่



สำหรับนักปฏิบัติที่เดินหลงทางและเดินอ้อมเป็นครั้งคราวก็อาจคิดปลอบใจตนเองว่า เราก็จะได้ธรรมะกองใหญ่ในที่สุดล้อทั้งสองของราชรถ คือ ความเพียรทางกายและทางจิตดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ราชรถคันนี้มีสองล้อ ในอดีตกาลเกวียนถูกสร้างขึ้นอย่างนี้ ดังนั้นการอุปมานี้จึงเป็นที่ใจสำหรับคนในสมัยนั้น พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่าล้อข้างหนึ่งเป็นความเพียรทางกายและอีกข้างหนึ่ง ได้แก่ความเพียรทางจิตการเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็คล้ายกับการประกอบการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งความเพียรเป็นสิ่งสำคัญ บุคคลต้องทำงานอย่างหนักและขยันขันแข็งจึงจะประสบความสำเร็จ หากพากเพียรโดยไม่ท้อถอยก็สามารถกลายเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรีผู้กล้าหาญได้ ความเพียรพยายามอย่างกล้าหาญเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเจริญกรรมฐาน



ความเพียรทางกายเป็นความเพียรในการดำรงร่างกายให้อยู่ในอาการนั่ง ยืน เดิน นอน ส่วนความเพียรทางจิตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นพลังที่ผู้ปฏิบัติทุ่มเทในการรักษาสติและสมาธิเพื่อขับกิเลสออกไปให้ห่างไกล
ล้อทั้งสองของความเพียรร่วมกันพยุงราชรถแห่งการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในการเดินจงกรม ผู้ปฏิบัติก็ต้องยกเท้าขึ้นย่างออกไปข้างหน้า แล้วเหยียบเท้าลงกับพื้น การทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ารวมกันเป็นอาการเดิน เมื่อผู้ปฏิบัติเดินจงกรม ความเพียรทางกายก่อให้เกิดอาการเคลื่อนไหว ในขณะที่ความเพียรทางจิตกระตุ้นให้สติกำหนดรู้ความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ความเพียรทางกายช่วยให้จิตตื่นตัวและมีพลัง



ผู้ปฏิบัติไม่อาจมองข้ามไปว่า ความเพียรเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ราชรถที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เหมือนกับเกวียนในทางโลกที่ทั้งสองจะต้องติดแน่นกับตัวรถ ในทางธรรม การขับเคลื่อนราชรถนี้ไปตามหนทางแห่งอริยมรรคนี้ จะต้องประกอบด้วยความเพียรทางกายและทางจิตอยู่เสมอ ผู้ปฏิบัติคงไปไม่ถึงไหน หากไม่พยายามสร้างความเพียรทางกายในการนั่งกรรมฐาน หรือไม่พยายามตามรู้อารมณ์ให้ถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำ ตราบใดที่ล้อทั้งสองแห่งความเพียรนี้ยังคงหมุนอยู่ ราชรถก็จะยังคงแล่นตรงไปข้างหน้า
เพียงการรักษาอิริยาบถต่าง ๆ เอาไว้ ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงอยู่แล้ว หากผู้ปฏิบัตินั่งอยู่ก็ต้องใช้ความพยายามไม่ให้ล้มคว่ำลงมา ในเวลาเดินก็ต้องก้าวขาออกไป ผู้ปฏิบัติต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างอิริยาบถใหญ่ ๆ ทั้งสี่ เพื่อรักษาสมดุลของความเพียรและสภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะระหว่างการอบรมกรรมฐาน ต้องให้เวลากับการนั่งและการเดินที่เพียงพอ และลดหลั่นลงไปสำหรับการยืน ส่วนการนอน เวลานอนก็ควรที่จะจำกัด


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 13:07:39 น.] ( IP = 58.8.34.162 : : )


  สลักธรรม 8

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



หากรักษาอิริยาบถไม่เหมาะสม ผลคือความเกียจคร้านก็จะเกิดขึ้นในระหว่างนั่งกรรมฐาน ผู้ปฏิบัติอาจพยายามหาที่พิง ผู้ปฏิบัติอาจสรุปเอาเองว่าการเดินทำให้เหนื่อยเกินไป หรือการทำงานอดิเรกสบาย ๆ อาจดีกว่าการเจริญกรรมฐาน เดาได้เลยว่าความคิดเหล่านั้นอาตมาไม่แนะนำ

ทำนองเดียวกันกับความเพียรทางจิต ความย่อหย่อนในการภาวนามิใช่สิ่งที่ดี ผู้ปฏิบัติต้องเตรียมตัวตั้งแต่ต้นว่า การเจริญความเพียรทางจิตอย่างไม่ย่อท้อและต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น บอกตนเองว่าเราจะไม่ยอมให้มีช่องว่างในการกำหนดสติ แต่จะให้ต่อเนื่องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทัศนคติแบบนี้เป็นสิ่งมีประโยชน์มาก เนื่องจากช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้จริง ๆ



ผู้ปฏิบัติบางคนไม่ชอบการเดินจงกรม เห็นว่าเป็นการเหนื่อยและเสียเวลาเปล่า แต่ก็เดินเพราะอาจารย์บอกให้เดิน เนื่องจากการเดินจงกรมต้องใช้ความเพียรทั้งสองด้านพร้อม ๆ กัน การเดินจงกรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการผลักดันวงล้อของความเพียรให้หมุนไปข้างหน้า หากกำหนดการเดินดี ๆ ผู้ปฏิบัติก็อาจบรรลุถึงเป้าหมายได้โดยสะดวกง่ายดาย

ความเพียรทางจิตที่ปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่องทุก ๆ ขณะ ทำให้กิเลสไม่สามารถคุกคามจิตได้ กิเลสจะถูกผลักไสและปฏิเสธ

ผู้ปฏิบัติบางคนมีความเพียรไม่สม่ำเสมอ แต่ทำเป็นช่วง ๆ การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ยากที่จะไปสู่เป้าหมายได้ พลังความเพียรที่สั่งสมขึ้นในการเจริญสติอีก ก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ เมื่อพยายามแล้วหยุด พยายามแล้วหยุดอยู่อย่างนี้ ผู้ปฏิบัติย่อมไม่อาจรวบรวมพลังที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าขึ้นได้

บางทีผู้ปฏิบัติอาจต้องสำรวจใจตนเองอย่างซื่อตรงว่า เรากำลังมีสติอยู่จริง ๆ หรือเปล่า เรากำลังพยายามที่จะสร้างความเพียรในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่อง และไม่ย่อท้อทุก ๆ ขณะตลอดเวลาที่ตื่นอย่างจริงจัง และจริงใจหรือเปล่า



ประโยชน์ของความเพียรอย่างอาจหาญ
ผู้ปฏิบัติที่ทำให้วงล้อแห่งความเพียรทางจิตเคลื่อนที่ไปอยู่เสมอนั้น กล่าวได้ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยความเพียรกล้า พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญบุคคลเหล่านี้ และตรัสว่า “ผู้ที่ประกอบด้วยความเพียรอย่างอาจหาญจะมีชีวิตที่เป็นสุข” เพราะเหตุใด ก็เพราะความเพียรกล้าย่อมสยบกิเลสลงได้ก่อให้เกิดสภาวะทางจิตที่สงบเย็น น่าพอใจ ปราศจากความโลภ ความคิดที่โหดร้าย ความคิดทำลาย ซึ่งล้วนสร้างความเจ็บปวด

ความดีงามของความเพียรอย่างอาจหาญนี้หาที่สุดมิได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า “การมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวด้วยความเพียรที่อาจหาญ ยังดีกว่าอยู่ถึงร้อยปีโดยปราศจากความเพียร” จึงได้แต่หวังว่าผู้ปฏิบัติคงจะได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องของความเพียรนี้เพียงพอที่จะทำให้หันมาหมุนวงล้อแห่งความเพียรได้



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 13:09:45 น.] ( IP = 58.8.33.136 : : )


  สลักธรรม 9

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



หิริ : ดุจพนักพิงหลังของราชรถ
ส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงบรรยายไว้ คือ พนักพิงหลังซึ่งก็คือหิรินั่นเอง ในสมัยนั้นราชรถมีพนักพิงหลังเพื่อค้ำยันผู้ขับ หากไม่มีพนักแล้ว สารถีหรือผู้โดยสารก็อาจตกลงจากรถได้เมื่อรถออกตัว หรือหยุดกะทันหัน นอกจากนี้พนักพิงก็อาจเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกได้ ทำให้ผู้นั่งสามารถเอนหลังสบาย ๆ ราวกับนั่งอยู่ในเก้าอี้นวมตัวโปรด แล้วเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมาย ในที่นี้จุดหมายปลายทางก็คือพระนิพพาน

หิริและโอตตัปปะ
ก่อนอื่นเราพึงเข้าใจหน้าที่ของพนักพิงหลังของราชรถแห่งวิปัสสนา โดยการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปดูว่า หิริ หมายถึงอะไร พระพุทธองค์ทรงใช้คำภาษาบาลีว่า หิริ ส่วนโอตตัปปะนั้นมีความเกี่ยวข้องโดยนัย แต่มิได้ตรัสไว้ในพระสูตร สองคำนี้มักจะแปลว่า “ความละอาย” และ “ความเกรงกลัว” ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม คำเหล่านี้ถูกนำมาใช้มีความหมายในทางลบ จึงทำให้ไม่ถูกต้องและหากมีเวลาก็จะพยายามขยายความคำว่าหิริ และโอตตัปปะ



พึงจำไว้ว่าทั้งหิริและโอตตัปปะมิได้มีความหมายที่สื่อถึงความโกรธหรือเกลียดชังตามนัยความหมายของคำว่า ความละอายและความเกรงกลัว เราอับอายและเกรงกลัวในเรื่องของอกุศลกรรมเพราะคุณธรรมทั้งสองนี้เท่านั้น เมื่อบุคคลประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะแล้ว ย่อมมีสำนึกในทางศีลธรรมที่แจ่มชัด บุคคลผู้เปี่ยมด้วยสำนึกในทางศีลธรรมย่อมไม่มีสิ่งใดที่จะต้องอับอายหรือเกรงกลัว

หิริ หรือ “ความละอาย” เป็นความรู้สึกขยะแขยงต่อกิเลส เมื่อผู้ปฏิบัติพยายามเจริญสติ จะพบว่ามีช่วงที่กิเลสสามารถแทรกซึมเข้ามา และทำให้ผู้ปฏิบัติตกเป็นเหยื่อของกิเลสได้ เมื่อกลับมีสติอีกครั้งก็จะรู้สึกเกลียดชังหรืออับอายที่เสียท่าให้กิเลสไป ทัศนคติแบบนี้ที่มีต่อกิเลสคือ หิริ


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 13:12:06 น.] ( IP = 58.8.34.162 : : )


  สลักธรรม 10

ทางสายตรงสู่การหลุดพ้น



โอตตัปปะหรือ “ความเกรงกลัว” เป็นการเกรงกลัวต่อผลของอกุศลกรรม หากผู้ปฏิบัติปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในความคิดอกุศลเป็นเวลานาน ๆ ระหว่างการอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ความก้าวหน้าในการปฏิบัติจะเป็นไปได้ช้า หากผู้ปฏิบัติประกอบอกุศลกรรมที่ครอบงำด้วยกิเลส ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ก็จะเฝ้ากังวลถึงผลกรรมนั้นด้วยความทุกข์ เมื่อกลัวผลของอกุศลกรรมก็จะระมัดระวังมากขึ้นในการตื่นตัวต่อกิเลส ซึ่งจะคอยแทรกซึมเข้ามาเสมอในระหว่างนั่งกรรมฐาน ผู้ปฏิบัติก็จะมีความมุ่งมั่นอยู่กับอารมณ์หลักด้วยดี
หิริ เกิดจากคุณธรรมและความซื่อตรงส่วนบุคคลโดยตรง ในขณะที่โอตตัปปะมักจะเกี่ยวเนื่องกับคุณธรรม และชื่อเสียงของพ่อแม่ ครูอาจารย์ และญาติมิตร



หิริทำหน้าที่ได้หลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น ชายหรือหญิงที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดี ไม่ว่าเขาจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร พ่อแม่ก็จะอบรมสั่งสอนถึงคุณธรรมของมนุษย์ บุคคลเช่นนี้ย่อมคิดหน้าคิดหลังให้ดี ก่อนที่จะประกอบอกุศลกรรมใด ๆ เช่น ปาณาติบาต พวกเขาจะคิดว่า “พ่อแม่สอนให้เรามีเมตตาและรักเพื่อนมนุษย์ เราจะทำลายความเคารพตนเองโดยการยอมพ่ายแพ้ต่อความคิดและความรู้สึกมุ่งทำลายอย่างนี้หรือ เราจะยอมฆ่าสัตว์อื่นในภาวะที่อ่อนแอโดยปราศจากความเมตตาและการไตร่ตรองเช่นนี้หรือ เราจะยอมละทิ้งคุณธรรมของเราแล้วหรือ” หากใคร่คิดทบทวนเช่นนี้ และตัดสินใจที่จะไม่ฆ่าได้ ก็นับว่าหิริทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
อานิสงส์ของปัญญาหรือการเรียนรู้ก็อาจจะช่วยให้บุคคลละเว้นอกุศลกรรมได้ หากบุคคลไดได้รับการศึกษาและการอบรมมาดีแล้ว เขาผู้นั้นย่อมจะมีมโนธรรมสูง เมื่อถูกยั่วยุให้กระทำสิ่งผิดศีลธรรม เขาจะเห็นว่าการกระทำเช่นนั้นต่ำทรามเกินไป และเพิกเฉยต่อการยั่วยุนั้น หิริยังอาจเจริญได้เมื่ออายุมากขึ้น เมื่อมีอายุมากขึ้น บุคคลมักจะระลึกถึงศักดิ์ศรีของความเป็นผู้อาวุโสว่า “ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว และรู้จักผิดชอบชั่วดี ฉันจะไม่ทำอะไรที่ไม่เหมาะสม เพราะฉันเคารพในเกียรติภูมิของตนเอง”



หิริยังอาจเกิดจากความเชื่อมั่นอย่างกล้าหาญ เราอาจไตร่ตรองว่า อกุศลกรรมเป็นการกระทำของคนที่อ่อนแอ ขลาด และขาดหลักการ คนที่มีความกล้าหาญและศรัทธาเชื่อมั่นจะยืนหยัดอยู่กับหลักการเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นี่เป็นคุณธรรมของวีรบุรุษที่ไม่ยอมให้ศักดิ์ศรีของตนต้องมัวหมอง
โอตตัปปะ หรือความเกรงกลัวในเชิงมโนธรรม จะเกิดขึ้นเมื่อเราพิจารณาว่า พ่อแม่ เพื่อนฝูง และสมาชิกในครอบครัวจะต้องอับอายขายหน้าจากการทำชั่วของเรา คุณธรรมข้อนี้ยังเป็นการตั้งความปรารถนาที่จะไม่ทำลายคุณค่าสูงสุดของความเป็นมนุษย์ด้วย
กรรมชั่วไม่อาจปิดบังได้ หากได้กระทำไปแล้ว บุคคลย่อมรู้อยู่แก่ใจ และยังมีผู้ที่สามารถอ่านใจและสามารถมองเห็นและได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นได้ หากเรารู้ว่ามีผู้เป็นเช่นนี้อยู่จริง ๆ ก็อาจลังเลที่จะก่อกรรมชั่วด้วยเกรงว่าผู้อื่นจะล่วงรู้ได้
หิริและโอตตัปปะมีบทบาทที่สำคัญมากในชีวิตครอบครัว ด้วยคุณธรรมข้อนี้เองที่ทำให้พ่อแม่ พี่น้องชายหญิงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างบริสุทธิ์ หากมนุษย์ปราศจากมโนธรรมดังกล่าว ก็คงมีความสัมพันธ์ที่ไม่นับญาติกัน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากสัตว์เดรัจฉาน
โลกปัจจุบันนี้มีปัญหามากมายที่เกิดจากการขาดคุณธรรมสองข้อนี้ ความจริงแล้ว หิริ โอตตัปปะ มีชื่อว่าเป็น “ธรรมคุ้มครองโลก” ลองคิดถึงโลกที่ทุกคนเปี่ยมด้วยคุณธรรมสองข้อนี้เอาเถิด


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2550 , 13:14:12 น.] ( IP = 58.8.33.136 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org