สลักธรรม 2
 ในกระบวนการแห่งสังสารวัฏ
เมื่อดูจากพุทธพจน์แสดงว่า คนเราตายแต่กายหรือร่างกายเท่านั้นที่สลายไป ส่วนกระบวนการทางจิตหรือ กรรม ของสัตว์นั้นยังคงดำเนินอยู่ต่อไปตามอำนาจของกรรมโดยที่มีตัณหาเป็นเสมือนเชื้อของกรรมนั้น
ส่วนเรื่องการไปถือปฏิสนธิในร่างใหม่นั้นในอภิธรรมปิฎกแสดงไว้ในเรื่องที่เกี่ยวกับจิตว่า จิตของมนุษย์เกิดดับเป็นดวง ๆ ติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนกำลังจะตายนั้นจิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ที่เรียกว่า จุติจิต จะดับลงและในทันทีนั้นเองจิตดวงใหม่ก็จะเกิดขึ้นในภพใหม่ทันที โดยไม่มีอะไรกั้นกลางระหว่างจิตทั้งสอน จิตดวงใหม่ในภพใหม่นี้เรียกว่า ปฏิสนธิจิต แปลว่า จิตผู้ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างชาติหนึ่งกับอีกชาติหนึ่ง เมื่อทำหน้าที่ของมันแล้วปฏิสนธิจิตก็ดับไป ดังนั้น การเชื่อมต่อกันนี้จึงไม่ใช่เป็นการเดินทางของวิญญาณอมตะอย่างที่เรียกว่าอัตตาหรือตัวตนเที่ยงแท้ลอยออกจากร่างเก่าไปแสวงหาที่อยู่ในร่างใหม่ดังเช่นคำสอนในศาสนาพราหมณ์แต่อย่างใด
พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดใหม่เป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย หรือกฏแห่งเหตุและผลเท่านั้นเองซึ่งได้แก่ กรรม กรรมเป็นปัจจัยให้สัตว์ที่ตายจากชาติหนึ่งสืบต่อกันในฐานะสมาชิกสายกรรมสายเดียว กล่าวคือ เมื่อคนเราใกล้ตาย จิตแสดงอาการเคลื่อนคือพรากจากร่างกายลักษณะนี้เรียกว่า จุติจิต พอจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้น ปฏิสนธิจิตนี้ปรากฏหรือยึดเหนี่ยวอารมณ์อย่างเต็มที่จุตินั้นยึดอยู่ แล้วก็ดับไปในภพหน้า ดังนั้นที่สุดแห่งปัจจุบันชาตินี้กำหนดด้วยจุติจิตดวงนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นปรารภอารมณ์อย่างเดียวกันอันชนกกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลปรุงแต่งให้ปฏิสนธิในโลกหน้า ปฏิสนธิจิตนั้นมีอวิชชาแวดล้อมแล้วมีตัณหาเป็นมูลเหตุ มีสังขาร (กรรม) ปรุงแต่งให้เกิดมีเจตสิกธรรมคอยประคองค้ำชูปฏิสนธิจิตนั้นจึงหมายเอาวิปากจิต เพราะสืบต่อภพหน้า
องฺ.ติก. ๒๐/๕๑๖/๒๕๒.
สํ.สฬา. ๑๘/๘๐๐/๔๒๙.
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๔๓, หน้า ๒๗๐๒๗๒.
|