มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธวิทยาน่ารู้(๓๐)







พุทธวิทยาน่ารู้(๓๐)
โดย พระครูศรีโชติญาณ (พระมหาแสวง โชติปาโล)

ปุจฉา วิสัชชนา เรื่อง วัฏฏะ ๓


ตอนที่ผ่านมา

ถาม คำว่า "วัฏฏะ" แปลว่าอะไร มีเท่าไร อะไรบ้าง?

คำว่า "วัฏฏะ" แปลว่า วน มี ๓อย่าง คือ กิเลส กรรม และวิบาก


ถาม คำว่า "กิเลสวัฏฏะ" ท่านหมายความว่าอย่างไร ได้แก่อะไรบ้าง และเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอะไร?

คำว่า "กิเลสวัฏฏะ" ท่านหมายถึงกิเลส ๓ ตัว คือ อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน เพราะกิเลสทั้ง ๓ ตัวนี้ทำให้ต้องหมุนเวียนไปหากรรมนั่นเอง ท่านจึงได้เรียกว่า กิเลสวัฏฏะ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 ก.พ. 2550 , 11:11:59 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถาม คำว่า "กิเลส" ก็หมายถึงโทสชาติที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองมีถึง ๓ ชั้น คือกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด ท่านหมายถึงอะไร?

กิเลสอย่างหยาบเรียกว่า "วิติกกมกิเลส" คือกิเลสที่ล่วงออกมาทางกาย ๓ และวจี ๔ ที่เราพอมองเห็นกันได้นั่นเอง

ส่วนอย่างกลางท่านเรียกว่า "ปริยุฏฐานกิเลส" เป็นชนิดที่ไม่ล่วงออกมาให้เห็น แต่เป็นเพียงเกิดขึ้นในจิตใจแล้วก็รวบรัดใจให้หมดความเป็นอิสระอันมีกามฉันทะเป็นต้น หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่านิวรณธรรม คือธรรมะที่กางกั้นมิให้บรรลุคุณงามความดีนั่นเอง

สำหรับอย่างละเอียดนั้นก็ได้แก่ อนุสัย ที่มันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ตราบใดที่โลกุตรมรรคยังไม่เกิดขึ้นมาถอนรกเหง้าแล้ว ก็ชื่อว่ายังไม่ขาดตราบนั้น เมื่อได้ปัจจัยที่เหมาะสมเข้าก็จะกำเริบกลายเป็นอย่างกลางและอย่างหยาบขึ้มาทันทีโดยไม่ต้องสงสัยเลย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 ก.พ. 2550 , 11:15:03 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2

ถาม กิเลสวัฏฏะ คือตัวตัณหาและอุปาทานนั้น ถ้าจะพูดถึงองค์ธรรมกันแล้ว จะต่างกันอย่างไร ทำไมจึงได้มีชื่อต่างกันเล่า?

คำว่า "ตัณหา" กับ "อุปาทาน" ทั้ง ๒ ชื่อนี้ ความจริงก็เป็นโลภเจตสิกเหมือนกันนั่นเอง แต่ชนิดที่เป็นโลภะก็มีความแตกต่างกันที่ตรงแก่และอ่อนเท่านั้น ดังคำอธิบายที่ท่านอาจารย์สุมังคลสามีเถราจารย์ได้แสดงไว้ในวิภาวนีฎีกาฉบับสุธรรมวดีหน้า ๒๐๕ บรรทัดที่ ๒๒ ว่า

"กามุปาทานาทิวเสน จตฺตาริ อุปาทานานิ, เอตฺถ จ ทุพฺพลา ตณฺหา ตณฺหา นาม, พลวตี อุปาทานํ อสมฺปตฺตวิสยปตฺถนา วา ตณฺหา, ตมสิ โจรานํ หตฺถปฺปสารณฺ วิย สมฺปตฺตวิสยคฺคหณํ อุปาทานํ, โจรานํ หตฺถปตฺตสฺส คหณํ วิย อปฺปิจฺฉตา ปฏิปกฺขา ตณฺหา, สนฺโตสปฺปฏิปกฺขํ อุปาทานํ ปริเยสนทุกฺขมูลํ ตณฺหา, อารกฺขทุกฺขมูลํ อุปาทานนฺติ อยเมเตสํ วิเสโส"

ความว่า อุปาทานเมื่อว่ากันโดยชื่อก็มี ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น แต่ทว่าในอุปาทานนี้ ตัณหาอย่างอ่อนๆ ชื่อว่า "ตัณหา" ตัณหาชนิดที่มีกำลังชื่อว่า "อุปาทาน"

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 ก.พ. 2550 , 11:15:32 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3

อีกอย่างหนึ่งก็ว่า ความต้องการอารมณ์ที่ยังมาไม่ถึงจัดเป็นตัณหา เปรียบเหมือนพวกโจรที่เหยียดมือเข้าไปในที่มืดๆ ฉะนั้น แต่การรับอารมณ์ที่มาถึงแล้วจัดเป็นอุปาทาน เปรียบเหมือนพวกโจรจับของที่ถึงมือแล้วฉะนั้น

ตัณหามีความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยเป็นข้าศึก สำหรับอุปาทานมีความสันโดษเป็นข้าศึก ตัณหามีความทุกข์เพราะต้องคอยดิ้นรนเสาะหาเป็นมูล ส่วนอุปาทานมีความทุกข์เพราะต้องคอยเฝ้าดูแลรักษาเป็นมูล ดังนั้น ตัณหากับอุปาทานทั้งสองตัวนั้น จึงมีความแปลกกันตามที่ได้ว่ามาอย่างนี้

นอกจากอุปาทานจะยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจของตัณหาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องยึดถือด้วยอำนาจของทิฐิอีกส่วนหนึ่งด้วย เพราะองค์ธรรมของอุปาทานทั้ง ๔ ว่าโดยองค์ธรรมก็ได้แก่ โลภะกับทิฏฐิเจตสิก ๒ อย่างนี้เท่านั้น แต่เท่าที่ได้แจกออกเป็น ๔ ก็เพราะแจกออกโดยชื่อเท่านั้น คือโลภะจัดเป็นตัวกามุปาทาน ส่วนทิฐินั้นท่านจัดเป็นทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน จึงรวมเป็นอุปาทาน ๔

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 ก.พ. 2550 , 11:16:02 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4

ถาม การที่จะปฏิบัติธรรมให้เกิดผลจนกระทั่งสามารถละอุปาทานได้เด็ดขาด จำเป็นจะต้องบำเพ็ญกุศลอะไร?

อันที่จริง ถ้าเรามีความต้องการที่จะละอุปาทานให้ได้อย่างเด็ดขาดนั้น ก็จำเป็นจะต้องบำเพ็ญกุศลขั้นสูงสุด จึงจะสามารถละได้อย่างเด็ดขาดตามอำนาจของกุศล

เพราะอำนาจของกุศลในพระพุทธศาสนานี้ก็มีอยู่ด้วยกัน ๓ ขั้น คือ กุศลที่ละได้ด้วยองค์นั้นๆ ก็ได้แก่มหากุศล ๘ เพราะสามารถละบาปเสียได้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราวด้วยอำนาจของการให้ทานหรือรักษาศีลเป็นต้น

ถ้าจะละให้สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็จะต้องทำสมาธิจนถึงขั้นได้ฌานสมาบัติ จึงจะสามารถกดข่มกิเลสหรืออุปาทานให้หยุดไปได้ด้วยอำนาจของฌานอันเป็นวิกขัมภนปหาน

แต่ถ้าจะละกันให้ได้อย่างเด็ดขาดไปเลย ก็จะต้องบำเพ็ญมรรคขั้นโลกุตรให้เกิดขึ้น จึงจะสามารถละอุปาทานได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็ต้องเป็นไปตามอำนาจของมรรคนั้นๆ คือเมื่อสามารถบำเพ็ญให้พระอรหัตมรรคเกิดขึ้นได้แล้ว ก็สามารถละกามุปาทานได้อย่างเด็ดขาดเลยทีเดียว

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 ก.พ. 2550 , 11:16:34 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5

กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงขอรับ

วันนี้ผมชัดเจนแก่จิตเลยครับ ระหว่างตัณหากับอุปาทาน ซึ่งมีฤทธิ์เดชด้วยกันทั้งคู่และยากที่จะถ่ายทอดจากจิต

แต่ผมก็จะเพียรพยายามเจริญวิปัสสนาให้แก่กล้าขึ้นครับ เพื่อหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัดนี้ให้ได้ครับผม

โดย ทับตะวัน [23 ก.พ. 2550 , 12:49:25 น.] ( IP = 58.9.100.28 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณค่ะ

จะต้องปฏิบัติธรรม คือ การเจริญวิปัสสนาจึงจะละกิเลสอย่างละเอียดได้เด็ดขาด

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 ก.พ. 2550 , 17:01:15 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org