มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลักการดำเนินชีวิตจากโอวาทปาติโมกข์ (๑)









หลักการดำเนินชีวิตจากโอวาทปาติโมกข์ (๑)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๒)


สวัสดีค่ะ! ท่านผู้ฟังทุกท่าน ถึงโอกาสที่จะเราจะมาร่วมสร้างแนวทางแห่งการดำรงชีวิตที่ดี ในสัปดาห์ที่แล้วได้พูดถึงชีวิตไว้ว่า การให้ธรรมะเป็นทานย่อมมีความลำบากมาก ถ้าหากเราไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่ลี้ลับซ่อนเร้นของชีวิต เพราะบทบาทของชีวิตแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน

เหตุที่ไม่เหมือนกันก็เพราะว่าเราแต่ละคนมีกรรมลิขิตและกรรมบันดาล ไม่มีใครมาเป็นผู้ลิขิตชีวิตของเราได้ แต่เป็นอำนาจของกรรมลิขิตทั้งสิ้น ใครทำอย่างไรย่อมได้รับผลอย่างนั้น

เรื่องของกรรมนี้มีความวิจิตรพิสดารมากมาย ถ้าศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนก็จะทำชีวิตของเราไม่ประมาท ดั่งคำตรัสของพระพุทธองค์ซึ่งเปรียบเสมือนมรดกชิ้นสุดท้ายที่เราชาวพุทธทั้งหลายทราบกันคือ จงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด

ฉะนั้น ถ้าหากใครก็แล้วแต่สามารถศึกษาและเข้าใจเรื่องกฎของกรรม และเข้าใจคำว่ากรรมได้ละเอียด จนกระทั่งวางใจได้อย่างถูกต้องแล้ว จึงเท่ากับเป็นการสนองพระพุทธประสงค์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความไม่ประมาทได้

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 20:59:09 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



และในการปฏิบัตินั้นจะต้องเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักคำสอนคือ พระธรรมวินัย

เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ที่ทุกวงการมีการก้าวก่ายกันจนเกิดความไม่สงบสุข ก็เพราะว่าไม่ถือหลักที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทปาติโมกข์ให้ภิกษุทั้งหลายเที่ยวจาริกไปประกาศพระศาสนาอย่างมีหลักเกณฑ์

หากหน่วยงานหรือนักปกครอง หรือคนในหมู่บ้าน หรือคนในครอบครัวรวมทั้งตนเอง ได้ใช้หลักโอวาทปาติโมกข์ มาประยุกต์เข้ากับชีวิตแล้ว เชื่อว่าความร่มเย็นเป็นสุขต้องเกิดขึ้นแน่นอน

เพราะโอวาทปาติโมกข์ท่อนหนึ่งบอกไว้ว่า อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต คือการเผยแพร่ธรรมะ หรือการเทศน์สั่งสอนนั้นต้องไม่ว่าร้ายใคร ต้องไม่ทำร้ายกัน ซึ่งเป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้าเด็ดขาดว่า ให้เผยแพร่ธรรมไปตามหน้าที่ จะมีลัทธิอะไรอยู่บ้างก็เป็นของธรรมดา

เมื่อประกาศความดีแล้วไม่ต้องไปทับถมผู้อื่น ไม่ต้องไปดูถูกผู้อื่น ขึ้นชื่อว่าความดี ทำความดีให้เห็นเป็นพอ ความชั่วก็จะเบาบางลง

หรือถ้าเปรียบความชั่วเป็นเหมือนวัชพืช พระศาสนาของพระตถาคตก็เปรียบเสมือนไม้ยืนต้น เช่น ไม้สักทอง เราต้องรีบรดน้ำพรวนดินให้ลำต้นสูงขึ้น ๆ เมื่อสูงเกินจากพื้นดินแล้ว ความโดดเด่นก็จะเกิดขึ้นในพระศาสนานั้น โดยไม่ต้องทำลายวัชพืชให้เสียเวลา เพียงแต่เพียรบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญงอกงามเท่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:00:23 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 2



นี่คือการเริ่มวินิจฉัยหลักในการใช้ชีวิตของผู้เป็นนักบริหาร นักปกครอง แม้ผู้นำครอบครัว หมู่คณะ สมาคม มูลนิธิต่าง ๆ หรือผู้เผยแพร่ธรรมตามสถานีวิทยุ เพื่อจะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

ดิฉันเชื่อมั่นว่ามีคนมากมายต้องการฟังเรื่องดี ๆ เพราะชีวิตนั้นพบเรื่องไม่ดีมามากแล้ว โดยเฉพาะต้องแบกภาระในงานต่าง ๆ เมื่อเปิดวิทยุเราจึงต้องการฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์

ฉะนั้น ถ้าใช้หลักขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ไม่ว่าร้ายใครและไม่ทำร้ายกัน เมื่อใครล้มแล้วเราจะไม่ข้าม แต่เรามีหน้าที่สะสาง และสอบสวนตัวเอง คือสะสางความชั่วและสอบสวนจิตใจของตนเองว่า เราทำถูกหรือยัง ดีหรือยัง ถ้าดีแล้วยังมีดีกว่านี้อีกหรือไม่ นี่คือหัวข้อหลักในโอวาทปาติโมกข์

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:01:12 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 3



นอกจาก อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต แล้ว หากเราต้องการความสุข พระพุทธศาสนาก็มีหลักให้เราถึงความสุขได้ ปาติโมกเข จะ สังวะโร คือ ต้องมีความสำรวมในศีล อยู่ในธรรม อยู่ในระเบียบวินัยของพระตถาคตเจ้าจะต้องไม่ออกนอกลู่นอกทาง

เพราะว่าทางที่พระองค์ทรงให้นั้นเป็นมรรคที่จะนำไปสู่สันติสุข คำว่า สันติสุข คือพระนิพพานนั่นเอง

ท่านคงเคยได้ยินคำว่านิพพานมามากแล้วแต่ยังไม่สามารถถึงได้ แม้ทุกคนมีจุดหมายและมีความปรารถนาพระนิพพานเหมือนกัน

แต่เพราะเราไม่เข้าใจว่า ทำอย่างไรหรือมีวิธีการอย่างไรจึงจะเดินถูกต้องตรงทางตามแบบฉบับที่องค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์ต่าง ๆ ได้บรรลุแล้ว

ถ้าเราศึกษาตรงนี้ ก็จะเข้าใจถึงคำที่กล่าวกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรคอันมีองค์ ๘ ถ้าหากเราทำความเข้าใจและให้เวลากับการค้นคว้าสำรวจเส้นทางสักนิดก่อนจะคิดเดินทาง ทุกสิ่งทุกอย่างก็อาจจะราบรื่นกว่านี้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:02:08 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 4



ชีวิตของคนเรานั้นมีอุปมาอุปไมยว่า ทางเดินของคนเราไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เราก็ทราบกันดีอยู่ว่าชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ

แต่เวลาที่เราจะลงมือใช้ชีวิตจริง ๆ เรานึกไปเข้าใจผิดหรือเรานึกไปว่าเส้นทางของเราจะต้องโปรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เราจึงพยายามฝืนกรรม และฝืนความจริงว่าเราจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเพียบพร้อมสะดวกสบาย เหมือนกับมีคนบดข้าวแล้วป้อนใส่ปาก

เมื่อถามว่าทำไมเราไม่มีความเพียรก็เพราะว่า เราหมดแรง เราใช้ชีวิตไปกับแรงกรรมที่ทำไว้ โดยรับกระทบอารมณ์วิบากต่าง ๆ ทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ

ต้องต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ต้องต่อสู้กับความอดอยาก ยากจน ต้องต่อสู้กับบุตรธิดา ต้องต่อสู้กับรถราที่ติดขัด การต่อสู้ในแต่ละวัน ๆ จึงทำให้แรงหมด

พอจะมาทำกุศลคือแรงกรรมชนิดใหม่ ก็อ่อนเพลียเสียแล้วสวดมนต์ได้ไม่เต็มที่ ทำสมาธิก็สัปหงกเวลาจะนึกหยิบยกจิตให้เกิดปัญญาก็ง่วงนอน ฉะนั้น ท่านต้องแบ่งเวลาให้เป็น ความสงบสุขจะเกิดได้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:02:34 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 5



ในสมัยพุทธกาลถ้าหากใครอ่านพระสูตรจะเห็นพระอัครสาวกทั้งเบื้องซ้ายและเบื้องขวา พระเถรานุเถระในทิศไกลใกล้ย่อมมีผู้มุ่งหมายจะทำลาย แต่พระอัครสาวกและสาวกทั้งหลายต่างเดินตามแบบโอวาทปาติโมกข์

ท่านไม่ได้ว่าร้ายใคร แม้กระทั่งมีลัทธิผิด ๆ มาเผยแพร่ท่านก็รับฟัง ซึ่งการยอมรับฟังมิได้หมายความว่าต้องเห็นด้วย ใครก็แล้วแต่มาพูดอะไรให้ท่านฟังหรือมาว่าอะไร มากล่าวร้ายอะไร ท่านก็มิได้เห็นด้วย

ท่านผู้ฟังทั้งหลายท่านจงมีกำลังใจเถิดว่าไม่มีใครทำให้ท่านตกต่ำได้ ถ้าหากท่านไม่ยินยอม คนเราเกิดมามีเสรีภาพมีสิทธิส่วนบุคคล เกิดมาด้วยกุศลเหมือนกัน

คำว่าผู้ดีหรือไพร่เป็นของปลอม แต่จิตใจเป็นของเป็นของจริงเป็นของส่วนตัว มีร่างกายเป็นของส่วนตัว เราต้องมั่นใจด้วยว่าเราเป็นคนดี

คำว่าคนดีเป็นได้ไม่ยาก คือสงบกายสงบใจก็เป็นคนดีแล้ว แต่ถ้ามีความรุ่มร่ามทางกาย วาจา ใจ ความไม่ดีก็เกิดขึ้นง่าย ฉะนั้น ในการปฏิบัติจึงบอกว่าให้มีความระวัง สังวรให้อยู่ในศีลในธรรม คือ ปาติโมกเข จะ สังวะโร อยู่ในพระโอวาทปาติโมกข์

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:03:01 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 6



นอกจากนั้น มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง อย่าเห็นแก่กิน อย่าเห็นแก่ปากท้องอย่าเที่ยวจาริกไป หรือพูดธรรมะไปเพื่อให้ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่ให้เห็นความสำคัญว่าธรรมะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากนั้น พระองค์ยังสั่งไว้ว่า ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง คือ อย่าเห็นแก่นอน ต้องอยู่ในที่ๆสงัดสงบเพื่อทำให้กายวิเวก ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยทำให้จิตวิเวก

และการที่เราวิเวกจะทำให้เรารู้เรื่องน้อย เมื่อรู้เรื่องน้อย ความคิด ก็น้อย ทุกข์ ก็น้อย การที่ต้องพูดว่า ความคิด เพราะเราไม่สามารถเท่าทันความรู้สึกที่เรียกว่า ปัญญา ในอารมณ์ทุกขณะได้ ชีวิตของเราจึงเจือปนไปด้วยกิเลส ตัณหา และเป็นความคิดที่เข้าข้างตัวเอง เป็นความคิดที่ไม่วิสุทธิ ความคิดที่วิสุทธิแล้วเป็นความคิดของพระอริยเจ้าเท่านั้น

เราจึงต้องเตือนตัวเองเสมอว่าเมื่อไรที่เรามีความคิด ต้องระวังความคิด เพราะบางครั้ง ความคิดก็ทำร้ายตนเองได้ ทำร้ายผู้อื่นได้ คือมองผู้อื่นผิด ๆ และทำใจของเราให้ผิดไปจากความสุขเป็นทุกข์ได้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:03:28 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 7



นอกจากการไม่เห็นแก่กิน ไม่เห็นแก่นอน อยู่ในที่สงัดแล้ว สุดท้ายพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า อะธิจิตเต จะ อาโยโค เมื่อประกาศจาริกไป ไม่ว่าร้ายใครไม่ทำร้ายใคร มีศีลสังวร ไม่เห็นแก่กิน ไม่เห็นแก่นอน ที่สำคัญต้องรักษาจิต

การรักษาจิตหมายถึง การนำจิตให้อยู่ในความเห็นถูก คือสัมมาทิฏฐิ จิตที่ถูกรักษาที่ดีต้องใช้ยาสำคัญ สัมมาทิฏฐิเป็นมรรคองค์ปฐม ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะวางชีวิตของเราไปในทางที่ถูก สัมมาทิฏฐิคือปัญญา ที่เป็นปัญญาบารมี

การที่เราเที่ยวไปขอบารมีใครต่อใคร เมื่อเขาให้เรา เราก็หลงปลื้มใจ แท้จริงสิ่งที่เขาให้นั้นเป็นเพียงแค่คำพูด เพราะบารมีคือ อำนาจเหนือกิเลส เมื่อเขาให้มาเราจึงก็ไม่เท่าทันความจริงว่าบารมีคืออะไร เราจึงหลงปลาบปลื้มเและปลื้มคนที่ให้ด้วย ไม่เคยปลื้มใจในตัวเองเลย

บางคนชอบขอพรมาก ๆ ถ้าหากเราเข้าใจถูก เราจะขอถูก เราเข้าใจผิด เราก็จะขอผิด ฉะนั้นการขอถูกต้องเกิดขึ้นจากความมีปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ

ฉะนั้น อะธิจิตเต จะ อาโยโค ก็คือการรักษาจิตให้อยู่ในความรับผิดชอบของปัญญา ควบคุมด้วยสติ และกักขังไว้ด้วยสมาธิ สติ ที่มีสมาธิและปัญญาเข้าประกอบ รับรองว่าทางมรรคาแห่งสันติสุขจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:04:04 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 8



พระนิพพานและเรื่องหลักของการใช้ชีวิตที่เสี่ยงภัยน้อย จะต้องอาศัยโอวาทปาติโมกข์ ดังที่กล่าวว่า อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต เราเห็นใครว่ากันทำร้ายกัน เรายังไม่ชอบเลย แล้วถ้าเราทำบ้าง เขาก็คงไม่ชอบเหมือนกัน

ในเมื่อโลกนี้มีแต่การนินทาว่าร้าย เราจะเป็นคนหนึ่งที่ไม่ว่าร้ายไม่นินทาใคร เพราะชีวิตแต่ละคนก็ทุกข์มากแล้ว เราต้องพยายามไม่ทำตัวเองเป็นส่วนเพิ่มความทุกข์ให้ใคร เพียงแต่ละคนคิดได้อย่างนี้ ก็เป็นมหากุศลและเป็นบารมีแล้ว ไม่ต้องไปขอจากใครเลย

เราจะต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้ เพราะว่า กรรมเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากวจีกรรมและกายกรรมของเราทำร้ายใคร หรือทับถมใคร จะเป็นเรื่องบาปกรรมทั้งสิ้น

เราเกิดมาทุกวันนี้ลองคิดดูว่าในโลกใบกลม ๆ ทำไมพระอาทิตย์จึงส่องแสงมาที่ประเทศไทย และเมื่อเรามาอยู่กรุงเทพ ฯ ทำไมกรุงเทพ ฯ ร้อน พอไปอยู่ภาคเหนือก็บอกภาคเหนือร้อน ทำไมความร้อนจึงมาเกิดกับเรา ให้ความรู้สึกกับเรา ก็เพราะเรามีกรรมเป็นของของตน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:04:32 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 9



นี่ไงคะ! คือความสว่างไสวการเรียนธรรมะทำให้รู้จักกรรม และรู้จักใช้ธรรมะสอนตน พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต

ฉะนั้น การที่เราไปมองธรรมะที่อื่น เช่น ในตู้พระไตรปิฎก หรืออยู่ข้างนอกบ้าง จึงไม่มีโอกาสเห็นธรรม เพราะว่าอยู่ใกล้ตัวเหลือเกิน แล้วเรื่องใกล้ตัวมีอะไรบ้างล่ะ สิ่งที่ใกล้ตัวเองก็คือชีวิตที่สั้นลง วันเวลาผ่านไปเราได้อะไรจากวันเวลานั้นบ้าง เราได้ความเหนื่อยความเพลียเราได้ความแก่และใกล้ตายเข้าไปทุกที

จึงอย่ามัวแต่สร้างความหวังแต่เราต้องรีบตั้งเป้าหมาย เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็กทุกคนต่างก็หวังจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หวังไปสารพัด หวังให้เขารัก หวังให้เขาชม หวังให้เขาชื่นใจ เรามีแต่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กันมามากแล้ว

แต่เราไม่เคยตั้งเป้าหมายเลยว่าจะทำอย่างไร เราจึงควรที่จะสำรวจชีวิตกำหนดทิศทางให้กับตัวเองว่ามีอะไรยังขาดตกบกพร่องอีกบ้าง ศีล ๕ เรารักษาบริบูรณ์แล้วหรือยัง ถ้ายังก็ต้องหาทางแก้ไข

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:04:54 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )


  สลักธรรม 10



วันใหม่ยังมีเราต้องไม่หมดความหวังและกำลังใจ พอตื่นเช้าลืมตาขึ้นมาให้ตั้งใจเลยว่า เราจะรักษาศีล ๕ ให้ครบ เมื่อครบแล้วก็รักษาอย่าให้เสื่อมไป และสำรวจจิตของเราว่ามีสมาธิหรือยัง เคยทำบ้างหรือยัง บางคนทำแล้วอาจสงบบ้างบางคนอาจไม่สงบหรือที่เรียกว่าฟุ้งซ่าน หากจิตยังไม่สงบ เราก็ควรแก้ไขโดยใช้ธรรมโอสถ

เพราะคนเราเมื่อตายแล้วต้องเกิดในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ คือ อัณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะ และโอปปาติกะ แบ่งเป็นถนนชีวิต ๗ สาย คือ

สายที่ ๑ ไปเป็นเปรต
สายที่ ๒ ไปเป็นสัตว์นรก
สายที่ ๓ ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน
สายที่ ๔ ไปเป็นมนุษย์
สายที่ ๕ ไปเป็นเทวดา
สายที่ ๖ ไปเป็นพรหม มีทั้งรูปพรหม และ อรูปพรหม
สายที่ ๗ นิพพาน ซึ่งเป็นสายเดียวที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้มาอยู่ในสายนี้ คือสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 มี.ค. 2550 , 21:08:29 น.] ( IP = 58.9.234.7 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org