มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลักการดำเนินชีวิตจากโอวาทปาติโมกข์ (๒)








หลักการดำเนินชีวิตจากโอวาทปาติโมกข์ (๒)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๒)


ตอนที่ผ่านมา


สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ต่างอธิษฐานจิตบำเพ็ญบารมีนับอสงไขย เพื่อปรารถนาให้เวไนยสัตว์ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายรู้จักความทุกข์และไปให้พ้นจากความทุกข์

บางคนคิดว่ามีศีลธรรม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ วันพระไปถืออุโบสถศีล ไปทำบุญ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนธรรมะเพื่อให้เราเวียนว่ายตายเกิด พระองค์ทรงปรารถนาให้เราพ้นจากอาสวะเครื่องหมักดองของชีวิต พ้นจากสังสารวัฏ คือการเกิดที่ซ้ำซากใน ๓๑ ภูมิ

พระองค์ทรงประกาศตัวบทกฎธรรมทั้งอรรถและพยัญชนะ ซึ่งมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ลักษณะของอนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ

ทุกอย่างมีความไม่เที่ยง ไม่มีอารมณ์ใดเที่ยงแท้แน่นอน เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวพอใจ เดี๋ยวไม่พอใจ บางครั้งใครพูดเราก็พอใจ บางครั้งก็ไม่พอใจ นี่คือสภาพธรรมที่แท้จริง

ทุกขัง คือการทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ หนีไปไม่พ้น โดยชีวิตของเราเป็นทุกข์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องบริหารมากบำรุงมาก นั่ง เดิน ยืนนอน เหยียด คู้ ก้ม เงย ใครเดินผ่านมา ก็ต้องหันไปมองอารมณ์นั้นเป็นทุกข์ ไม่สามารถควบคุมไว้ได้

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:51:02 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนัตตา ชีวิตของเรา และสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคือ วิบากขันธ์ เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ สิ่งที่ปรากฏขึ้นเป็นรูปนามขันธ์ ๕ คือ วิบากขันธ์ เราบังคับร่างกายของเราไม่ได้เลยว่าอย่าแก่นะ อย่าเสื่อมนะ อีกทั้งอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามาด้วยเหตุปัจจัย

เช่น ในการเห็นจะต้องมีประสาทตาดี มีแสงสว่าง มีรูปารมณ์ คือ คลื่นแสงมากระทบ แล้วเราใส่ใจในการมองนั้น การเห็นก็จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาตรงวิบาก ถ้าอดีตวิบากของเราส่งผลมาดีเราก็เห็นดี เราบังคับบัญชาไม่ได้ บางครั้งในเรื่องเดียวกัน บางคนก็รู้สึกว่าไม่ดี แต่เรารู้สึกดี ธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนัตตา

ในคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้พระพุทธองค์ทรงประกาศเพื่อแสดงธรรม ๓ บท และ ๘ อักษร คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องตกอยู่ภายใต้ลักษณะแห่งพระไตรลักษณ์อันนั้น

เราจะช้าอยู่ไม่ได้ ต้องรีบเร่งกระทำกุศล เพราะเราใกล้ตายเข้าไปทุกวัน ขณะนี้อากาศเป็นพิษมากขึ้น มีฝุ่นละอองเล็ก ๆ ที่เกิดจากท่อไอเสียจากรถราที่วิ่งกันขวักไขว่ เมื่อเราไม่มีเครื่องดักฝุ่นละออง ถ้าหากคิดแก้ไขจะทำได้อย่างเดียว คือ ห้ามขับรถ หยุดการขายรถ ฝุ่นละอองก็จะนอนอยู่กับพื้น แต่ทุกอย่างเป็นไปตามกระแสกรรม กระแสของโลก

ขณะนี้เราต้องอยู่อย่างฝืนโลก คือ ฝืนความวิบัติ เพราะจิตใจของเรามักจะไหลไปสู่ความวิบัติ โกรธง่าย ชอบง่าย เบื่อง่าย แต่เราจะต้องฝืนกระแสของโลกให้ได้ ต้องพยายามไม่เบื่อง่าย ไม่โกรธง่าย โดยใช้ความอดทนหรือที่เรียกว่า ขันติ ต้องมีกำลังใจสูง เพื่อฝืนทวนกระแสของโลกธรรมที่เป็นอยู่

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:52:40 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2



ฉะนั้น ชีวิตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การใช้ชีวิตและการมองชีวิตจึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาและฝึกหัดพัฒนาให้จิตใจของเรามีความก้าวหน้ามีความรู้ และใช้ความรู้นั้นเป็นเสมือนเครื่องมือที่จะช่วยเหลือชีวิต เพราะชีวิตของใคร ๆ ก็รัก

อย่ามัวแต่สร้างความหวัง แต่ต้องรีบวางเป้าหมายว่าเราจะไปไหน จะเกิดเป็นอะไร เช่น ถ้าต้องการเกิดเป็นมนุษย์มีมนุษย์สมบัติ หรือเกิดเป็นเทวดาได้ทิพยสมบัติ ต้องตั้งเป้าหมายตั้งแต่ตอนนี้ว่าเราต้องการอะไร ไม่ควรปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม เมื่อต้องการเป็นมนุษย์ก็ต้องรู้ว่ามนุษย์เกิดได้อย่างไร มีอะไรเป็นเหตุปัจจัย คือต้องมีเบญจศีล เบญจธรรม ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราพูดได้แต่ปรากฏขึ้นได้ยากเวลาใกล้ตายในปัจจุบัน

ตามหน้าหนังสือพิมพ์มีความตายปรากฏขึ้นมากมายโดยอุบัติเหตุบ้าง เช่น พระผู้ใหญ่พระนักเทศน์เดินทางไปเพื่อประกาศพระศาสนาแสดงธรรมะ แต่ก็ต้องมีอันเป็นไป คือเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิต แบบนี้เรียกว่าตายในหน้าที่ เราจึงควรจะคำนึงถึงตัวเราเอง เพราะคนเรายังไม่ตายทันที แม้จะประสบอุบัติเหตุต้องมีการเกาะเกี่ยวอารมณ์ และอารมณ์ใกล้ตายนี้เรียกว่า มรณาสันนกาล มีอยู่ ๓ ชนิด คือกรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต

เมื่อเราพูดถึง กรรม ถ้าเราไม่ศึกษาพระอภิธรรมปิฎก คำว่า อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ จะไม่เกิดขึ้นกับเรา เพราะเราไม่รู้จักกรรมอย่างถูกต้อง

คำว่ากรรมคือ เจตนา เมื่อเราจะตาย กรรมตัวนี้ได้แก่ เจตนา ๒๙ แล้วตัวเลข ๒๙ มาจากไหน ก็คือ อกุศลจิต ๑๒ ดวง โลภมูลจิต ๘ ดวง โทสมูลจิต ๒ ดวง โมหมูลจิต ๒ ดวง กับมหากุศล ๘ ดวง รวมเป็น ๒๐ ดวง และมหัคตกุศลจิต ๙ ดวง จึงเรียกว่า เจตนา ๒๙ ที่บอกว่ามรณาสันนกาลมีอารมณ์จะมีกรรม กรรมในที่นี้คือเจตนา ๒๙

อารมณ์ใกล้ตายอีกชนิดหนึ่งเรียกว่ากรรมนิมิต คือ มีอารมณ์ ๖ ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา ที่ปรากฏเวลาใกล้ตาย ทั้งในปัจจุบันและในอดีต

และอย่างที่ ๓ คือ คตินิมิต คือที่ไป คตินี้มี ๕ คือ มนุษย์คติ นิรยคติ เดรัจฉานคติ เปตติ และเทวคติ สิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับเราเวลาใกล้ตาย จะเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ไปของเรา

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:53:14 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3



เรื่องของธรรมะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อศึกษาแล้วจิตใจจะสุขุมคัมภีรภาพ และการศึกษาพระอภิธรรมปิฎก เป็นการศึกษาที่ทำให้เกิดปัญญา ปัญญาเป็นอาวุธสำคัญที่จะริดรอนและฟันผ่าอุปสรรคที่รกชัฏไปให้ถึงสันติสุข คือพระนิพพานได้ ถ้าขาดปัญญาเพียงอย่างเดียว เราต้องท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏภัยอย่างไม่มีทางหลุดพ้น

พูดเรื่องกรรมนี้เราได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ ใคร ๆ ก็พูดเรื่องกรรม ฟังพระเทศน์เรื่องกรรม แต่ถามว่า กรรมที่ใกล้ตาย คืออะไรถ้าหากไม่ศึกษาพระอภิธรรม ท่านก็จะไม่เข้าใจเพราะมุ่งหมายที่เจตนา ๒๙ ดวงเท่านั้นเอง เมื่อท่านทราบแล้วว่า มีอกุศลจิต ๑๒ ดวง มหากุศล ๘ ดวง มหัคตกุศล ๙ ดวง

แล้วเราจะทำอย่างไรกับกรรมนี้ เราจะทำอย่างไรกับคตินิมิต อารมณ์ ๖ และจะทำอย่างไรกับกรรมนิมิต ก็อยู่ที่เราในปัจจุบัน เพราะเราเป็นผู้สรรสร้างทางเดินของเราเอง บางคนทำกุศลมาตลอด ถือศีล ๕ เป็นประจำในวันพระก็นุ่งขาวห่มขาวไปถือศีล ๘ ไปฟังเทศน์ พอเราทราบข่าวว่าเขาได้รับอุบัติเหตุแล้วตายไป เราก็คิดว่าทำไมคนดีจะต้องเจออุบัติเหตุด้วย

ซึ่งที่จริงเป็นคนละเรื่องกัน คนดีก็ส่วนคนดี อุบัติเหตุก็เป็นอุบัติเหตุ ความดีเป็นกุศล อุบัติเหตุเป็นวิบากอกุศล เป็นผลจากอดีตชาติ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:53:51 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4



ถ้าท่านเคยฆ่าสัตว์ เบียดเบียนให้สัตว์นั้นได้รับความตายและความทุกขเวทนา กรรมนั้นก็จะส่งผลให้ท่านมีกรรมมาเป็นตัวเบียดเบียน มีกรรมมาตัดรอนให้ชีวิตต้องเจอแต่สิ่งที่ทำให้พบกับอุบัติเหตุ เป็นต้น ประกอบกับปัจจุบันกรรมมีความประมาท

ทำไมเรานึกถึงความดีไม่ค่อยออก ถ้าถามว่าเคยทำความดีอะไรบ้าง บางทีต้องนึก เอ่อ! อยู่นาน แต่ถ้าถามว่า เคยตบยุงไหม ? ตอบว่าเคย (ตอบได้ทันทีเลยไม่ต้องนึก) เพราะความถี่ของกรรมนั้นต่างกัน

ส่วนมากเรามีความถี่สูงกรรมของฝ่ายบาปอกุศลและเรามีความถี่ต่ำ ในกุศลซึ่งหากจะเปรียบกับคลื่นสถานีวิทยุ เช่น สถานีวิทยุ พล ๑ คลื่น AM ๑๓๕๐ คลื่นจะหายาก แต่ถ้าเปรียบกับคลื่นอื่น การส่งสัญญาณคลื่นความถี่จะสูงและกว้างกว่า

ดังนั้น ความถี่ของกรรมเปรียบเสมือนอาจิณกรรม เราจึงควรเอาใจใส่มีเจตนาลงไปและทำอยู่บ่อย ๆ เป็นนิจสิน เพราะตื่นเช้ามาเราต้องออกไปทำงาน และต้องพูดแต่เรื่องที่สมมุติทั้งสิ้น ว่าเป็นคนเป็นสัตว์ นี่สมุดนี่ดินสอ เป็นต้น

เราคุ้นเคยกับเรื่องสมมุติ คุ้นกับเรื่องปากท้องเรื่องเที่ยวเรื่องเพลียเรื่องบ่นเพ้อรำพัน สารพัดเรื่อง ซึ่งเป็นความถี่ของกิเลส พอเรามานึกถึงเรื่องกุศล จะทำให้นึกไม่ออก เพราะความถี่ของกุศลเรามีน้อย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:54:36 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5



รายการหันหน้าเข้าวัดจึงพยายามสรรหาสิ่งละอันพันละน้อยมาเสนอให้กับท่าน เพื่อเป็นสิ่งที่จะช่วยชี้ทางขยายความรู้ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และพยายามเป็นเพื่อนที่หวังดีต่อกัน

ดังนั้น เราควรจะทำอย่างไรดี เราจะเตรียมตัวตอนตายอย่างไร มรณาสันนกาลเป็นอารมณ์ใกล้ตาย ถ้าหากเราให้อารมณ์ใกล้ตายเกิดขึ้นเองโดยที่ไม่สร้างเหตุไว้ ก็จะทำได้ยาก เช่น เราเจ็บนิดหน่อยก็ดิ้นรนแล้ว เพราะเรากลัวตายกันทุกคน แต่ที่บอกกันว่าไม่กลัวตายก็เพราะตอนนี้ยังไม่ตาย และยังไม่มีเรื่องที่จะรู้สึกว่าต้องตาย จึงยังไม่กลัวตาย

แต่ในความเป็นจริงของสัญชาตญาณ ทุกคนรักตัวกลัวตาย แต่เราไม่สามารถพ้นความตายไปได้จึงต้องพยายามนึกถึง มรณานุสติ โดยคำนึงไว้เสมอว่าเรามีความตายอยู่ข้างหน้า เราต้องตายแน่ ก่อนออกจากบ้านลองนึกสักนิดว่า เราจะมีโอกาสกลับมาบ้านหรือไม่ โอกาสนั้นไม่แน่ใช่หรือไม่

ฉะนั้น ก่อนออกเดินทางไปต้องไปให้ดีไปอย่างมีสติมีศีลมีธรรม เราทำอย่างนี้เพื่ออะไรหรือ เพราะคนมีสติมีศีลมีธรรมคุ้มครองถึงจะตายที่ไหนก็มีโอกาสไปดีมากกว่าคนไม่มีสติไม่มีปัญญาไม่มีศีลไม่มีสมาธิ

หลักการดำรงชีวิตจากการศึกษาพระอภิธรรมจึงนำมาใช้ได้ เพราะมีตัวเลขมากมายควบคุมสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ เรามาเรียนกันว่า เจตนา ๒๙ ซึ่งตัดมหัคตจิต ๙ ออกไป จะเหลือ ๒๐ คือมีอกุศลจิต ๑๒ และมหากุศลจิต ๘

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:55:47 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6



เรามาทำความเข้าใจว่าในอกุศลจิต ๑๒ คือกลุ่มของโลภมูลจิต ๘ เช่น

“โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง ” กับ “โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง สสังขาริกกัง” คือชื่อของจิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความยินดี ประกอบไปด้วยความเห็นผิด ไม่มีใครชักจูง กับจิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความยินดี ประกอบไปด้วยความเห็นผิด มีคนชักจูง

จิต ๒ ดวง ยังมีความแตกต่างกัน มีคนชักจูงกับไม่มีคนชักจูง เมื่อ ๒ อย่างเกิดขึ้น แล้วจะบอกว่าเรามีจิตเดียวไม่ได้ ความเที่ยงไม่มี เดี๋ยวพอใจเดี๋ยวไม่พอใจ

กลุ่มของโทสมูลจิต มี ๒ ดวง เป็นอสังขาริก ๑ สสังขาริก ๑ คือ ความโกรธที่เกิดขึ้น โดยไม่มีสิ่งชักชวนกับมีสิ่งชักชวน เช่น มีเสียงมาทำให้โกรธ มีสิ่งนั้นสิ่งนี้มาทำให้โกรธ

ถ้าเรียนแล้วเราก็จะสนุก รู้ใจเราว่า เอ๊ะ! ขณะนี้จิตของเราเป็นยังไง เป็นตัวไหนกันแน่ เช่น มีความโลภเกิดขึ้น เมื่อโลภไปแล้วเราไปล้างโลภไม่ได้ ล้างบาปไม่ได้ แต่เรารู้จักโลภนั้นเหมือนรู้ว่าบทบาทดีหรือไม่ ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับต่อไป

และกลุ่มของโมหมูลจิตมี ๒ ดวงเป็นประเภทที่ไม่มีใครชักจูง เพราะโมหะนี่เป็นอสังขาริกทั้งหมด คือวิจิกิจฉา และ อุทธัจจะ (ความลังเลสงสัย)

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:56:24 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7



คราวนี้เรามาทำความรู้จักว่า ๑๒ ความพินาศและความหายนะที่เกิดขึ้นนี้ที่ไปคือ ทุคติ จิตใจของเราจะเริ่มสร้างความกลัวบาปคือ หิริ ไม่ต้องการผลของบาปคือ โอตตัปปะ เมื่อหิริโอตตัปปะเกิดขึ้น เป็นธรรมฝ่ายกุศล

ฉะนั้นการสร้างหิริ โอตตัปปะ ที่คนอื่นบอกว่ายาก แต่ถ้าได้ศึกษาแล้ว หิริโอตตัปปะจะสร้างได้ง่าย คือเกรงความชั่วหรืออกุศล ๑๒ ไม่ควรทำ ทำแล้วให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ

เมื่อศึกษาแล้วเราจะเป็นผู้มีปัญญารู้เหตุรู้ผล และเราก็ไม่ต้องการมีจิตเกิดขึ้นในอกุศล ซึ่งขณะจิตที่รู้หิริ โอตตัปปะก็จะเกิดขึ้น เพราะจิตของเราต้องการกุศลและจิตของเราได้สร้างวิถีทางแห่งมรณาสันนกาลให้เกิดความถี่ของกรรมในกุศลแล้ว

วิธีนี้เลือกไปเลยใช้ให้เป็นประจำย่อมทำได้ เพราะอนาคตมีได้เพราะปัจจุบัน มรณาสันนกาลก็มีได้เพราะปัจจุบันกาล

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:57:06 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8



อย่างที่ ๒ คตินิมิต อารมณ์ ๖ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราคลุกคลีกับหมู่คณะในเวลาไป ๘ - ๑๐ ชั่วโมง แล้วเราก็เข้าห้องพระมองพระพุทธรูป หรือภาพพระพุทธชินราช หรือนำภาพพระพุทธรูปที่งดงามตามพระอุโบสถต่าง ๆ มาวางไว้ แล้วเราก็ดูสักนิดเพื่อให้อารมณ์ทางตาของเราจับภาพพระที่งดงาม

แต่ถ้าเรามองนาน ๆ จะง่วง ก่อนนอนลองกดเทปฟังธรรมะให้ชินกับเสียงสวดมนต์ หรือจะฟังรายการธรรมะภาคดึก ในคืนวันอาทิตย์ ชื่อรายการพัฒนาความรู้ พล ม.๒ เวลา ๒๑.๑๕ น. - ๒๒.๐๐ น. ท่านสามารถสร้างความชินในอาจิณกรรมทางหูได้ เป็นการสร้างทางแห่งกรรมนิมิตไว้ในมรณาสันนกาล

หรือจะสวดมนต์ก็ได้โดยใช้วาจากล่าว พุทธัง สรณัง คัจฉามิ แปลว่า ขอถึงพระพุทธเจ้า ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ แปลว่า ขอถึงซึ่งพระธรรมเจ้า สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แปลว่า ขอถึงซึ่งพระสังฆเจ้า เราขอได้ แต่ถ้าจะถึงต้องอีกขั้นหนึ่งคือต้องรู้ว่าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงตรงไหน

การถึงพระพุทธเจ้า คือ ถึงซึ่งพระปัญญาธิคุณ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต พระธรรมก็คือถึงซึ่งคำสั่งสอน พระธรรมก็ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน และก็บัญญัติ เราต้องศึกษาจิต เจตสิก รูป นิพพาน

และเราจะถึงซึ่งความเป็นพระสุปฏิปันโน ได้ก็ต่อเมื่อเราวิรัติตนเองในปาฏิโมกเข จะ สังวะโร ต้องมีความสำรวมสังวรและระวัง ทุกอย่างเราต้องสร้าง หลักของพระพุทธศาสนาพิสูจน์ได้ พระองค์ถึงแล้ว พระองค์เรียกคนอื่นมาได้ เรียกให้มาพบให้มาดูมาทำพอดูแล้วชอบเกิดศรัทธา ดูแล้ว ใครทำใครได้ ผู้ที่พบคือผู้ที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเป็นหลักฐานมีมูลเหตุทั้งสิ้น

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:57:41 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 9



พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ประกอบไปด้วยหตุผล แต่หลักคำสอนหรือตัวเหตุผล พระพุทธศาสนาใช้คำว่า กรรมวิบาก ต่างไปนิดหนึ่งซึ่งนักวิชาการไม่ค่อยชอบว่ากรรมวิบาก ว่าอะไรก็ต้องเหตุผล (นั่นแหละพระพุทธศาสนาเกิดก่อนด๊อกเตอร์ต่าง ๆ อีก )

ฉะนั้น เราก็สร้างอารมณ์ ๖ ได้แล้ว เหลือแต่คตินิมิต เราก็ต้องนำคติที่ดี ๆ มาพูด คือมนุษย์คติ เทวคติ ถ้าเรามีอุปกรณ์ที่จะมาปรากฏเป็นคตินิมิต เราก็จะต้องทำเวลาที่เราจบของหรือผู้อื่นกำลังจะทำบุญ เราร่วมอนุโมทนาจิตเป็นกุศล แทนที่เราจะร่วมอนุโมทนาก็ไปมองหน้าเขา ว่าเขายิ้มไหม! เขาจะหน้าแดงไหม! เราจะต้องมองที่อุปกรณ์ที่เขากำลังถวาย

หรือเวลาเราทำบุญ เราไม่ต้องไปมองว่าใครจะมองเราบ้าง เราใส่ใจกับอุปกรณ์ที่เราจัดเตรียมจัดดอกไม้ธูปเทียนให้สะอาดสวยงาม แล้วเราก็จำว่าเราถวายเงินทำบุญเราใส่พานทอง มีเงินผูกโบว์ รองด้วยผ้ากำมะหยี่ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นก็เก็บอารมณ์นั้นไว้ คตินั้นไว้ นิมิตนั้นไว้ งามมากเราก็สามารถสร้างได้ จาคะที่เราทำไว้ก็นึกถึง เวลาที่เราจะจบอะไร เราก็มองของสักนิด และใส่ใจว่านี่คือสิ่งที่จะถวายสังฆทาน จะต้องสร้างเสียแต่ตอนนี้ ไม่มีใครทำอะไรให้เราได้ เราต้องทำเอง ทุกคนหวังว่าจะไปดี

ฉะนั้น อย่ามัวแต่สร้างความหวัง จงตั้งเป้าหมาย ชีวิตนี้อยู่ยาก เราจะวางใจของเราอย่างไรได้อย่างสงบปลอดโปร่งโล่งใจมากที่สุด ก็ต่อเมื่อเรารู้ความจริงที่สุด ทุกคนไม่ชอบความไม่สบายใจจึงต้องรีบหาความรู้ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา ทุกศาสนาเปรียบเสมือนผ้าขาวที่สอนให้ทำความดีเหมือนกัน

แต่แตกต่างกันตรงที่พระพุทธศาสนายอมรับว่า สีขาวเป็นสีของความสะอาด และเหนือกว่าตรงที่พระพุทธศาสนาสอนว่า สะอาดแต่อย่าไปยึดติดนะว่าจะสะอาดเที่ยงแท้ตลอดไป เพราะสีขาวก็แปดเปื้อนได้ ผู้ที่ยึดว่าเที่ยง ยึดไว้ว่าต้องขาวตลอดไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ผู้ที่ยึดมาก เมื่อมีความแปรเปลี่ยนไป จะทำให้ผู้ยึดติดเป็นผู้ที่ทุกข์

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:58:18 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 10



ฉะนั้น ความอุปาทานขันธ์ คือ อุปาทานชีวิต ใครเป็นผู้สอน องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณทรงสั่งสอน

ชีวิตจะสงบและสันติสุขได้ในหมู่คณะในมูลนิธิ วัดวาอาราม และสถานที่ราชการ พระพุทธองค์ทรงโอวาทปาติโมกข์ อยู่ ๓ บทครึ่ง ถ้าเราลองหยิบยกมาใช้ในครอบครัวในที่ทำงาน และถ้าต่างคนต่างนำไปใช้ ความสงบย่อมเกิดขึ้น ประเทศไทยย่อมเจริญขึ้นสู่สันติภาพ

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต เธอเที่ยวจาริกไปเผยแพร่พระศาสนา โดยไม่ว่าร้ายใคร ไม่ทำร้ายกัน และถ้าอยากจะมีความสุข ปาติโมกเข จะ สังวะโร การมีความสำรวมมีความสังวร

มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง อย่าเห็นแก่กินอย่าเห็นแก่ได้ อย่าทำอะไรเพื่อปากเพื่อท้องมากไป กินพออยู่กินแก้ทุกข์ ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง อย่าเห็นแก่นอน และจะต้องรวบรวมจิตใจของเรา อะธิจิตเต จะ อาโยโค คือ ต้องรักษาจิต จิตที่จะถูกรักษาได้โดยต้องใช้สัมมาทิฏฐิ.

โปรดติดตามเรื่องต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มี.ค. 2550 , 09:58:58 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org