มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สติปัฎฐาน4 อันมี กาย เวทนา จิต ธรรม นั้นเป็นสติหรือการเจริญสติ




สติปัฎฐาน4 อันมี กาย เวทนา จิต ธรรม นั้นเป็นสติหรือการเจริญสติ ถ้า สติปัฎฐาน4 เป็นสติ ก็หมายความว่าถ้าต้องการให้สติเกิดก็ให้ระลึกตามหัวข้อในพระสูตร หรือถ้ามีสภาพธรรมใดปรากฎก็ให้ระลึกตามว่านี้เป็นกาย นี้เป็นเวทนานี้เป็นจิตหรือนี้เป็นธรรมะ พิจารณาสภาพธรรมทั้งภายในและภายนอก

พิจารณาให้เห็นการเกิดและการเสื่อม พิจารณาให้เห็นว่ากาย เวทนา จิต หรือธรรมนั้นๆ เป็นเพียงให้อาศัยระลึกไม่ยึดมั่นอะไรอีก มีความเพียร มีสัมปชัญญะ กำจัดอภิชชาและโทมนัสในโลกเสียได้

แต่ถ้าสติปัฎฐาน4เป็นการเจริญสติก็หมายความว่าไม่มีการเรียกสติ หรือการพยายามทำให้สติเกิดแต่พยายามเจริญกัมมัฏฐานต่างๆที่มีอยู่ในสติปัฎฐานสูตรเช่น กายคตาสติ ซึ่งเป็นกัมมัฏฐานสำหรับละกามฉันท์ ละความหลงผิด เจริญปัญญาเป็นกายานุปัสสนา

หรือ ฟังธรรมะและพิจารณาธรรมตามว่าด้วยเรื่อง นิวรณ์ ธาตุ อายตนะ ขันธ์ ปฎิจจสมุปบาท อินทรีย์ ฯลฯ เป็นธรรมานุปัสสนา หรือเจริญกัมมัฏฐาน พิจารณา เวทนา ปีติ สุข

พิจารณาจิต กามาวจรจิต รูปาวจรจิต หรือ อรูปาวจรจิต เป็นเวทนาและจิตตานุปัสสนา เมื่อได้เจริญสติมาก อบรมมาก ทำให้มากในสิ่งต่างๆเหล่านี้แล้ว ก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้สติเกิด พอจะสรุปว่าการเจริญสติเป็นการ เจริญปัญญา

การเจริญสติไม่ใช่สติแต่การเจริญสติเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสติ ไม่ทราบว่าจะมีความเห็นอื่นที่แตกต่างไปหรือเห็นด้วยประการใด ขอท่านผู้รู้ได้ชี้แนะเสนอความเห็นให้ด้วย

ขอเจริญในธรรม

โดย อิคิวดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มี.ค. 2550 , 20:58:29 น.] ( IP = 210.246.69.118 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สวัสดีครับคุณอิคิว

คำถามของคุณนั้นเป็นคำถามที่ดีและมีการอธิบายรายละเอียดมาพร้อมแล้วนั้น กระผมขอเสริมเติมความเข้าใจให้ทราบสักนิดว่า...

สติปัฎฐาน4มีกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน...เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน....จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน...และธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น ขอให้ทราบนะครับว่า ฐานทั้ง 4นั้น คือ กาย เวทนา จิต ธรรมนั้นเป็นที่ตั้งระลึกรู้ในสภาพธรรมอันปรากฏแท้จริง ในที่นี้มุ่งหมายถึงสภาพธรรมของรูปและนาม ที่ต้องอาศัยทั้งสติและปัญญาเข้าไปพิจรณาเห็นถึงสภาวธรรมนั้นๆตามปัจจุบันที่กำลังปรากฏครับ

ส่วนที่คุณถามว่าเป็นสติหรือการสติปัฐานนั้น นั่นเป็นเพียงการคิดแยกคำเท่านั้นครับ เพราะถ้าเมื่อใดสติได้ตามไประลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่ปรากฏ ไม่ว่าในฐานใดฐานหนึ่งแล้ว นั่นเท่ากับมีสติปัฏฐานเกิดขึ้นครับ เช่นในขณะนั่ง หรือเดิน ยืน นอนอยู่ในอิริยาบทใดก็ตาม สติและปัญญาเกิดขึ้นระลึกรู้ในขณะนั้นว่าเป็นรูปนั่ง เดิน ยืนหรือนอนที่ปรากฏขึ้น(ตามเหตุปัจจัย)ขณะนั้นนั่นเองคือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานได้เกิดขึ้นแล้วครับ

ส่วนที่ว่าการได้ฟังธรรมะและพิจารณาธรรมตามว่าด้วยเรื่อง นิวรณ์ ธาตุ อายตนะ ขันธ์ ปฎิจจสมุปบาท อินทรีย์ ฯลฯ ที่คุณกล่าวมาว่าเป็นธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น ตรงนี้ไม่ใช่นะครับเพราะนั่นเป็นเพียงสติที่เกิดร่วมกับการฟังโดยมีความเข้าใจคือปัญญาขั้นสุตามยปัญญาเกิดขึ้นเท่านั้นครับ และก็นับเนื่องว่าเป็นการเจริญปัญญาได้ครับแต่ยังไม่ใช่สติปัฏฐาน เพราะสติปัฏฐานนั้นจะเกิดได้ต้องอาศัยขั้นภาวนามยปัญญาครับผม.

ด้วยความเห็นที่ปรารถนาดีนะครับว่า คุณควรกระทำ(เจริญวิปัสสนา)ดูตามหลักการแห่งมหาสติปัฏฐาน แล้วคุณจะพบกับความเข้าใจเด่นชัดได้สักวันแน่นอนครับผม เพราะการเจริญวิปัสสนานั้น เป็นการใช้สติปัญญาให้มีความแคล่วคล่องในสิ่งที่เกิดขึ้นคือ รูปและนาม ตามความเป็นจริง เมื่อใดที่สติปัญญาเกิดเท่าทันปัจจุบันอารมณ์แล้วคุณจะประจักษ์ได้ถึงคำว่า สติปัฏฐานแน่นอนครับ

ขออนุโมทนาในกุศลจิตครับผม.

โดย เทพธรรม [9 มี.ค. 2550 , 08:14:21 น.] ( IP = 58.9.142.19 : : )


  สลักธรรม 2

ได้อ่านทั้งคำถามและคำตอบของท่านทั้งสองแล้ว เห็นว่าควรมาช่วยเพิ่มความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา หรือจะเรียกว่าการเจริญสติปัฏฐานสักนิดนะครับผม

ผู้ประสงค์จะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ควรมีความเข้าใจให้ถูกต้องอย่างน้อยใน ๔ ประเด็นต่อไปนี้เสียก่อนนะครับว่า

๑. วิปัสสนาคืออะไร
๒. อารมณ์ของวิปัสสนาได้แก่อะไรบ้าง
๓. ประโยชน์ของวิปัสสนามีอย่างไร
๔. ธรรมะที่เป็นอุปการะแก่วิปัสสนามีอะไรบ้าง

วิปัสสนาคืออะไร ... โดยหลักการแล้ว วิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญา และปัญญานี้จะต้องรู้หรือเห็นรูป-นามไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนเท่านั้น ถ้าปัญญารู้อย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมานี้แล้ว เช่น เห็นพระพุทธเจ้า เห็นสวรรค์ เห็นนรก หรือเห็นอื่น ๆ อะไรก็ตาม การรู้เห็นเช่นนั้นไม่ชื่อว่า วิปัสสนา

อารมณ์ของวิปัสสนาได้แก่อะไรบ้าง เมื่อหลักการของวิปัสสนากล่าวว่าเป็นปัญญาที่เห็นสภาวะ รูป-นาม หรือขันธ์ ๕ เป็นไตรลักษณ์แล้ว การเจริญวิปัสสนาจะต้องดู หรือจะต้องพิจารณา อะไรจึงจะเห็นไตรลักษณ์ ก็ต้องดูหรือต้องเพ่ง รูป-นามเป็นอารมณ์ ถ้าดูอย่างอื่นก็จะไม่มีเหตุผลพอที่จะรู้หรือเห็นสภาวะของชีวิตตามความเป็นจริง

ประโยชน์ของวิปัสสนามีอย่างไร ประโยชน์เบื้องต้น คือ ทำลายความเห็นผิดที่เห็นรูป-นามว่างาม เที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน และประโยชน์ในที่สุดทำให้ถึงสันติสุขคือพระนิพพาน

ธรรมะที่เป็นอุปการะแก่วิปัสสนามีอะไรบ้าง ในการเจริญวิปัสสนานั้น อาศัยหลักการในสติปัฏฐาน ๔ และมี ธรรมอันเป็นอุปการะที่ต้องเข้าร่วมประกอบกับวิปัสสนา คือ วิปัสสนาภูมิ ๖ ญาณ ๑๖ วิปัสสนาญาณ ๙ และวิสุทธิ ๗ เป็นต้นครับ

ฉะนั้น การทำความเข้าใจในหัวข้อทั้ง ๔ ประการข้างต้น จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติที่จะใช้ตรวจสอบแรงจูงใจของตนเองว่า ดำเนินไปถูกทาง หรือไม่ ผู้ปฏิบัติควรจะต้องรู้ ต้องเข้าใจในหลักการเหตุผลโดยแน่นอนเสียก่อน มิฉะนั้นอาจทำไปอย่างผิด ๆ เพราะไม่เข้าใจหรือหลงผิดได้ครับ และเข้าใจในคำว่าการเจริญสติปัฏฐานได้อย่างถูกต้องด้วยครับ

ด้วยความปรารถนาดีครับผม.

โดย พี่เณร [9 มี.ค. 2550 , 08:25:58 น.] ( IP = 58.9.142.19 : : )


  สลักธรรม 3

ขออนุโมทนา สาธุ
ขอขอบคุณในคำแนะนำของท่านทั้งสอง ที่ทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจยิ่งขึ้นความจริงก็ไม่ได้คิดจะแยกให้มีคำทั้งสองนี้ขึ้นมา แต่เพื่อต้องการจะอธิบาย
ความรู้สึกและความเห็นจึงจำเป็นต้องบัญญัติคำดังกล่าวขึ้น เพื่อสื่อกันให้เข้าใจความหมายเท่านั้นเอง และกระผมเห็นด้วยตามที่ท่านกล่าวว่าสติปัฏฐานนั้นเป็นการเจริญวิปัสสนาตามหลักการแห่งมหาสติปัฏฐานเป็นอารมณ์วิปัสสนา และ ภาวนามยปัญญา นอกเหนือจากสุตามยปัญญาที่มีมาก่อน ซึ่งผมขอกล่าวว่าคำว่าสติปัฏฐานเป็นการเจริญวิปัสสนาแทนคำว่าเป็นการเจริญสติ(ที่ผมบัญญัติขึ้นเอง)
ก็น่าจะถูกต้องกว่า
และการเจริญวิปัสสนา(ปัญญา)นี้เองที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสติเพราะเมื่อปัญญาไม่แก่กล้าหรือไม่เกิดเพราะไม่ได้อบรมมาก ไม่ได้ทำให้มาก แม้สติจะเกิดก็จะไม่มีกำลังไปด้วยเพราะไม่สามารถระลึกอะไรได้
ขอยกตัวอย่าอีกเล็กน้อย สมมุติว่ามีชายสองคน คนแรกไม่รู้ไม่เคยได้ยินสติปัฏฐานสูตรมาก่อน แต่เขาผู้นั้นเจริญวิปัสสนาตามหลักการแห่งมหาสติปัฏฐาน
เรื่อยมาจนกระทั่งมีปัญญาแก่กล้าและบรรลุญาณ เขาผู้นี้ย่อมมีเหตุปัจจัยที่จะมีสติระลึกเท่าทันปัจจุบันอารมณ์ อย่างอัตโนมัติโดยเขาไม่ต้องคิดนึกหรือท่องอะไรเลยและไม่รู้เลยว่านี้เรียกว่าสติปัฏฐาน
ขณะที่ชายอีกคนเขารู้เรื่องสติเขาสำคัญในสติ เขาจึงต้องการให้มีสติ มีคนบอกว่าสติปัฏฐานสูตรก็คือสิ่งที่จะทำให้เขามีสติได้ เขาผู้นั้นจึงทำตามสติปัฏฐานสูตรทุกประการทุกๆข้อความอย่างไม่ผิดเพี้ยนโดยไม่เฉลียวใจเลยว่านี้เป็นเรื่องของอารมณ์วิปัสสนา เขาย่อมทุกข์และลำบากกับการพยายามคิดนึกหรือไม่ก็ต้องจำเนื้อความต่างๆ ที่มีอยู่มากมายหรือพยายามคาดการล่วงหน้าว่าถ้าจะเดิน ถ้าจะยืน ถ้าจะนอนเขา ฯลฯเขาต้องคิดอย่างไรทำอย่างไรเพื่อหวังว่าทำอย่างนี้แล้วจะได้มีสติ
สรุปได้ว่าสติปัฏฐานสูตรนี้ลึกซึ้งยิ่งนักถ้าไม่พิจารณาให้ดี ให้มีโยนิโสมนสิการเข้าถึงหลักและแก่นแท้ของพระสูตรนี้แล้วก็ยากที่จะทำให้บรรลุจุดประสงค์ได้ ผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้จึงควรตั้งสติให้ดีว่าเราควรเจริญวิปัสสนาตามหลักการแห่งมหาสติปัฏฐานเพื่อให้เป็นเหตุปัจจัยให้สติเกิดหรือเรากำลังมุ่งหวังทำให้ตนเองพึงได้มาซึ่งสติด้วยความเป็นสติของเรา
ขอเจริญในธรรม

โดย อิคิว (อิคิว) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 11:21:40 น.] ( IP = 210.246.72.10 : : )


  สลักธรรม 4

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 11:35:21 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org