มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กำจัดมลทินใจ








กำจัดมลทินใจ

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๒)


สวัสดีค่ะ! ท่านผู้ฟังรายการทุกท่าน การนำเรื่องต่างๆ ที่เป็นสิ่งควรประพฤติและปฏิบัติในหลักของการดำรงชีวิต ซึ่งทุกคนก็รักและปรารถนาที่จะให้ชีวิตมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข

พูดถึงความร่มเย็นเป็นสุข ถ้าดูแบบผิวเผินความร่มเย็นในปัจจุบันนี้หาได้ยาก แต่ในความจริงแล้ว ความร่มเย็นเป็นสุขเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก ถ้ารู้จักว่าจิตใจของเราเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างความสุขก็ดีความทุกข์ก็ดี อยู่ที่จิตใจทั้งสิ้น

การที่เราได้มีโอกาสมาทำความรู้และความเข้าใจในเรื่องจิต จึงเป็นโอกาสที่สำคัญและเป็นกำไรชีวิตอย่างยิ่ง ที่จะพาตนคือผู้ประพฤติปฏิบัติไปสู่ความราบรื่นและความร่มเย็นได้

โดยเฉพาะหลักคำสอนขององค์พระตถาคตเจ้าหากใครก็ตามนำไปปฏิบัติแล้ว จะได้รับความร่มเย็นเป็นสุขอย่างจริงแท้แน่นอน ดังตัวดิฉันเองได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศอังกฤษเมื่อกลางปีที่แล้ว โดยไปที่วัดอมราวดี ซึ่งมีท่านเจ้าคุณสุเมโธเป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นพระต่างชาติรูปแรกที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นเจ้าคุณเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕

นี่แสดงให้เห็นว่าหลักของพระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นหลักสากล ไม่ว่าใครก็ตามนำไปใช้นำไปประพฤติปฏิบัติก็จะได้รับความอบอุ่นความร่มเย็นที่ตนทั้งสิ้น เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิต

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:39:41 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



การเดินทางของดิฉันในครั้งนั้นตรงกับวันวิสาขบูชา จึงมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับศาสนพิธีที่วัดไทยอมราวดี รู้สึกประทับใจมาก เพราะว่าทุกคนที่นั่นไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ ภิกษุณี หรือ อุบาสก อุบาสิกา ที่ต่างเดินทางทยอยกันเข้ามาที่วัดไทยอมราวดีนั้น ต่างยึดถือและเคร่งครัดอยู่ในวินัย ความเคร่งครัดเป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตอยู่ในกรอบอยู่ในทางเดินอันเป็นมรรคาแห่งสันติสุข

ดังนั้น พระธรรมวินัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องเคร่งครัด ชีวิตของเราเคร่งครัดต่อระเบียบวินัยทางโลกมามากแล้ว และชีวิตทางโลกของเราก็พบแต่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ หาสาระแก่นสารที่จะเป็นประโยชน์อันแท้จริงไม่ได้ ยิ่งนับวันต่างก็กำลังเดินทางไปสู่ความหายนะ ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้คือ ความตาย

การที่เรามีชีวิตอยู่และมีโอกาสเลือกทำในสิ่งที่ดี จึงเป็น โอกาสทองของชีวิต เรารักชีวิตของเรา เราจึงต้องเพียรพยายามเอาใจใส่ดูแลชีวิตชำระจิตใจของเราให้ตรงต่อความเจริญ ซึ่งความเจริญในพระพุทธศาสนานั้นก็คือ ความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง

ดั่งพระคาถาพุทธภาษิตกล่าวว่า อนุปุพฺเพน เมธาวี โถก ํ โถก ํ ขเณ ขเณ กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโน หมายความว่า นักปราชญ์ควรชำระมลทินของตนเองทีละน้อยๆ ชำระไปทุกขณะโดยลำดับดุจช่างทองที่ชำระมลทินแห่งทอง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:41:08 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2



ใจความของพระคาถานี้หมายความว่า พระพุทธศาสนาย่อมมุ่งถึงความบริสุทธิ์คือความหมดจดจากมลทิน มลทินคือเครื่องเศร้าหมอง และความบริสุทธิ์นั้นควรจะทำไปตามลำดับ ค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าว และค่อยๆ เขยิบขึ้นไป

จิตใจของเราจะต้องมีฉันทะ คือความพอใจที่จะชำระล้างมลทินอย่างไม่มีละเว้น ไม่มีวันหยุดราชการ ไม่มีวันหยุดพักผ่อนกับกิเลส นอกจากฉันทะแล้ว เราจะต้องมี วิริยะ คือความเพียร เราต้องเพียรพยายามทำจิตใจชำระล้างมลทินจนกว่าจะถึงที่สุด คือความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง

ฉันทะและวิริยะอาศัยความตั้งใจความศรัทธา คือจิตที่ตั้งมั่น ซึ่งตั้งมั่นอย่างเดียวไม่พอจะต้องมีปัญญา ร่วมกับการตั้งมั่นด้วย คือเราจะต้องวิเคราะห์วิจัย และพิจารณาหาเหตุผลว่า อะไรควรทำ อะไรควรละ อะไรควรรับเข้ามาดำเนินชีวิต อะไรควรที่จะปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการ หรือให้ชีวิตนั้นปลีกออกจากเส้นทางแห่งความหายนะต่างๆ ซึ่งเกิดจากความโง่เขลาคือโมหะอวิชชา

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:41:47 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3



บุคคลที่นับถือพระพุทธศาสนา ควรถือพระคาถานี้เป็นหลัก คือ เพียรชำระมลทินของตนเองทีละน้อย ๆ ทุกขณะไปโดยลำดับอย่างไม่มีการหยุดพัก

พระพุทธองค์มุ่งหมายที่จะให้ชีวิตของทุกคนหมดจดจากกิเลส ด้วยการปูพื้นฐานในการกระทำดีทุก ๆ อย่างไว้ เช่น บุญกริยาวัตถุ ๑๐ เพื่อที่จะให้ชีวิตของเราดีขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่าพื้นเดิมของตนเอง

คนเราเกิดมาที่เป็นมนุษย์ได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีกุศลนำเกิด แต่ถ้าไม่มีกุศลนำเกิดแล้ว ต้องตกต่ำกว่ามนุษย์แน่นอน และชั้นภูมิหรือภพที่ต่ำกว่ามนุษย์ก็คือ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์ในนรก เรียกว่า ทุคติภูมิ เป็นสิ่งที่บาปอธรรมทั้งหลายนำเกิด

การกระทำต่าง ๆ ของคนเราย่อมเกิดความเคยชิน สร้างความสันทัดให้ เช่น คนเคยพูดมากก็ย่อมพูดมากอยู่อย่างนั้น คนรับประทานจุ ชอบรับประทาน ทานบ่อย ๆ ชอบชิม ก็จะติดนิสัยนั้นไปแล้วเป็นโรคอ้วนขึ้นมา เวลาจะลดปริมาณอาหารก็ลดได้ยากฉันใดฉันนั้น การที่เราทำในสิ่งที่ไม่ควร ไม่รู้จักประมาณ ตกอยู่ในความประมาท ชีวิตนั้นจึงแก้ไขยาก แต่ไม่ยากเกินความตั้งใจใหม่

สุภาษิตว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แต่เมื่อเรายังมีโอกาสที่จะหันเหชีวิตหันหน้าเข้าวัด เราก็ควรจะใช้ชีวิตของเราที่เหลืออยู่ให้อยู่ในครรลองครองธรรม เพราะเมื่อผู้ใดปฏิบัติแล้ว ผู้นั้นจะได้รับความร่มเย็นเป็นสุข และในที่สุดก็จะได้สันติสุขโดยไม่ยาก

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:42:21 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4



ความยากจะหมดไปก็ต่อเมื่อมีความเพียร ทุกอย่างไม่หนีความเพียร โดยเฉพาะความเพียรที่จะให้ชีวิตนั้นดีขึ้น ในหลักของพระพุทธศาสนา สอนให้ปฏิบัติเป็นลำดับขั้นไป เช่น ทรงแสดงสิกขา ๓ อย่างไว้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ขั้นที่ ๑ ศีล ได้แก่ การรักษามารยาททางกาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ เพราะกายวาจา มีการกระทำไปในความไม่ดีไม่งามย่อมมีผล อย่างน้อยๆก็เห็นได้ว่า คนพูดไม่เพราะ คนที่ก้าวร้าว ชอบว่าแต่คนอื่นไม่มีใครอยากคบหา สังคมก็ไม่ต้องการ แม้แต่คนในบ้านของตนเองก็ไม่ชอบ ฉะนั้น เราอยากให้เขารักเรา หรืออยากให้เขาดีกับเรา เราต้องรักเขาและดีกับเขาก่อน หลักในการประพฤติความดีที่วางไว้ก็คือ ศีล นั่นเอง

ขั้นที่ ๒ สมาธิ ได้แก่ การรู้จักรักษาใจให้มั่นคง รักษาใจให้แน่วแน่ ควรแก่การงาน และเป็นกลาง คำว่าเป็นกลางในที่นี้หมายถึง ไม่ฟุ้งซ่าน ลักษณะของความฟุ้ง คือ จิตระลึกนึกไปในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย นอกจากนำความน้อยเนื้อต่ำใจตัดอาลัยไม่ขาด นอกจากนั้นยังทำให้ นิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ประการ เกิดขึ้นง่าย ๆ ซึ่งนิวรณ์นี้เป็นเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุถึงความดี

ขั้นที่ ๓ ปัญญา ได้แก่ การได้รู้จักความเป็นไปตามธรรมดา โดยเฉพาะเหตุและผล เพราะธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ

พระองค์ทรงแสดงเทศนาไปตามลำดับ แสดงทานก็เพื่อให้มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัว คือ ต้องปูพื้นฐานให้ตนเองเป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ก่อน เพราะถ้าลองเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้อยู่ร่ำไป จิตใจที่จะเมตตากรุณาก็จะเกิดได้ยากยิ่ง และชีวิตหรือโลกจะผาสุกได้เพราะมีเมตตาค้ำจุน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:43:07 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5



เราจึงจะต้องเมตตาตนเองก่อน คือ ปรารถนาดีต้องการจะให้จิตใจของตนเองหยุดเร่าร้อน หยุดความทุรนทุราย โดยจะต้องมีความรู้จักพอ เมื่อพระองค์ทรงวางทานเป็นที่ตั้งแห่งการทำลายความมัจฉริยะ เพื่อให้จิตใจนั้นเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัว

และต่อจากนั้นก็ทรงแสดงศีล ให้รู้จักรักษามารยาทให้เรียบร้อย และแสดงผลข้างดีแห่งกามที่พึงจะได้ด้วยความเผื่อแผ่ความประพฤติที่เรียบร้อย แสดงโทษของกามทั้งดีและไม่ดี พระองค์ทรงแสดงโทษของกามในส่วนที่ดี เช่น

อำนาจของกามที่เราดูว่าดีที่แอบแฝงอยู่ในด้านดี เช่น เรามีเงินแล้วเราอยากทานอาหารอร่อย ๆ แม้เราไม่ได้โกงเงินใคร เรามีโอกาสมีความสามารถที่จะปรุงรสต่าง ๆ เช่น เราสั่งก๋วยเตี๋ยวมา ๑ ชาม จะเป็นต้มยำหรือจะเป็นก๋วยเตี๋ยวผัดก็แล้วแต่ น้ำส้ม น้ำปลา มะนาว หรืออะไรต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องปรุง เราก็ปรุงได้ เพราะว่าเราเสียเงินแล้ว เรามีสิทธิ์ที่จะปรุง

พอปรุงรสชาติแล้วรู้สึกอร่อย กามก็คือความยินดีในรูปรสอย่างหนึ่ง รสชาติก็อร่อยถูกปาก แต่สิ่งที่ร้ายเกิดขึ้นอยู่ในความอร่อยก็คือ กิเลส เป็นโลภะ นั่นเอง

โลภะ คือ สภาวะแห่งความพอใจ และความพอใจในรสชาตินี้ คือตัวแอบแฝงที่อยู่กับการทานอาหาร รวมทั้งอารมณ์ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อกิเลสพอกพูนขึ้นมากๆ เราก็ไม่สามารถที่จะไปตามเส้นทางที่พระองค์ทรงสั่งสอนได้ เพราะพระองค์ทรงสั่งสอนให้เวไนยสัตว์ทั้งหลาย หลีก ละ ลด และเลิกจากการมีกิเลส เพราะกิเลสเป็นโรคร้ายทางใจ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:43:35 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6



คนบางคนเห็นว่าพระพุทธศาสนาสอนในทางปัญญาอย่างเดียวโดยอ้างธรรมจักรมาเป็นสาธก และมุ่งไปในทางนั้น จนถึงกับคัดค้าน ทาน ศีล และการปฏิบัติอย่างอื่นว่าไม่ใช่พระพุทธศาสนา

ความจริงแล้วพระพุทธศาสนาสอนในทางปัญญา ความมีปัญญาเป็นแก่นแห่งพระพุทธศาสนา สมด้วยคำกล่าวว่า ปยุตฺตํ ธมฺมจริยํ แปลว่าพระพุทธศาสนามีปัญญาเป็นอย่างสูง และก็สอนในทางอื่นอันเป็นพื้นฐานแห่งปัญญาด้วย อาจารย์ทั้งหลายที่สอนศิษย์ ถ้าเห็นว่าศิษย์ได้รับการฝึกหัดในทางอื่นที่ดีแล้ว ก็ต้องสอนให้เรียนรู้ในความรู้ที่สูงขึ้นไป ถ้าหากไม่มีพื้นมาเลยหรือยังบกพร่องอยู่ ก็ต้องสอนให้มีความรู้เป็นพื้นฐาน จนสามารถเรียนรู้วิชาที่สูงขึ้นไปได้

เช่นคนอ่านหนังสือ ถ้าหากยังไม่เข้าใจ ก็ยังไม่สันทัดที่จะทำใจ หรือว่าจะมีใจรักในหนังสือที่ตนอ่านนั้นได้ จึงต้องสอนให้เรียนเป็น และเข้าใจในวิชานั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่ง เขามีความรู้และความทรงจำในเรื่องราวนั้นๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งความสังเกต พิจารณาและเทียบเคียงอยู่ในระดับดีเสียก่อน จึงจะสมควรเรียนเป็นนักตำรับตำรา หรือเป็นนักตำนาน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:45:01 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7



การสอนศาสนาก็เหมือนกัน หากสอนให้แก่คนที่มีอุปนิสัยเคยอบรมมา จะทำให้เข้าใจได้ง่าย เช่น พระปัญจวัคคีย์ ได้เล่าเรียนเรื่องในไตรเพทซึ่งเป็นเรื่องของผู้ที่ครองเรือน จึงทรงเทศนาพระธรรมจักร แสดงอริยสัจ ๔ ให้ฟัง พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นเข้าใจตามได้โดยง่าย

ฝ่ายคนที่ไม่มีอุปนิสัย ทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจ พูดอย่างไรเทศน์อย่างไรก็ไม่เข้าใจ และผู้ที่กล่าวว่าฟังเทศน์ไม่เข้าใจนั้น ไม่ใช่เพราะว่าไม่เคยอบรมมาในพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอนผู้ที่บกพร่อง เป็นคนพาลไม่เรียบร้อย โดยสอนให้รักษาศีล และค่อย ๆ เพิ่มปัญญาบารมีขึ้น

เพราะว่าเราทุกคน เราจะต้องยอมรับอยู่ข้อหนึ่งว่าไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้วก็ไม่ได้ใช้เวลาอันสั้นในการสร้าง ความวิจิตรบรรจงของศาสนวัตถุ หรือสิ่งต่างๆ กว่าจะประดิดประดอยตกแต่งจนเกิดความสวยงาม จะต้องใช้เวลามากฉันใด จิตก็เช่นเดียวกัน กว่าจะฝึกได้เราต้องทุ่มเทความตั้งมั่น และความตั้งใจให้แก่การฝึกจิตนั้น อย่าคิดว่าเป็นเรื่องยาก

เราจะต้องมีความหวัง มีเพลงอยู่เพลงหนึ่ง เนื้อเพลงเพราะมาก “เราต้องสร้างความหวัง ให้เป็นพลังบำรุงใจ หมดความหวังลงไปเมื่อไหร่ ชีวิตหม่นไหม้เศร้าระทม หวังในรักหวังในเรียน หมั่นพากเพียรจะได้ชื่นชม เพราะความหวังเป็นพรพรหมให้มนุษย์สุขสมนานา เมื่อพบความผิดหวัง อย่าชิงชังอย่าหมดศรัทธา เพราะโลกที่รุ่งเรืองมา ก็ด้วยศรัทธาที่มีความหวังเอย."

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:45:40 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8



เนื้อเพลงนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีพลังใจต่อสู้ เพราะเรามีสิทธิ์หวังที่จะมีความสุข แต่ต้องรู้ว่าสิ่งที่ได้ดีมีความสุขอย่างแท้จริงคืออะไร แล้วดำเนินชีวิตให้เป็นไปตามครรลองครองธรรมโดยเฉพาะให้ชีวิตรู้จักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เราต้องค่อย ๆ ฝึกไปเริ่มต้นจากการรักษาศีล ๕

๑. ไม่ฆ่าสัตว์ เพราะชีวิตใครใครก็รัก ชีวิตเราเราก็รัก การฆ่าสัตว์ หรือการทำร้ายสัตว์เป็นการโจรกรรมชีวิตที่ป่าเถื่อนที่สุด ใครทำเราเจ็บนิดนึง เช่น เจ็บใจเพราะมีคนมาด่าว่าเรา เราก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ และถ้ารู้สึกกลุ้มแล้ว เจ็บกายด้วยแล้วก็จะยิ่งทรมาน คนอื่นก็หมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ เราต้องมีเมตตา กรุณา สงสารและหวังดีต่อเขา อยากช่วยเหลือเขา เพราะเขาต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายกับเรา และยิ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้วยแล้วเขาเป็นชีวิตที่ไม่มีทางสู้ เช่น งูพิษที่แผ่แม่เบี้ยหรือพร้อมจะฉกกัดเราก็เพราะเขากลัวอันตราย ทุกชีวิตเกิดมา รักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงไม่ควรทำร้ายใคร

๒. ไม่ลักทรัพย์ สมบัติของใครใครก็หวง การที่จะได้สมบัติมานั้นยาก เพราะคนเราแต่ละคนเกิดมามีมือเปล่า ๆ ดังคำกลอนที่เริ่มต้นว่า เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า ตอนที่ทุกคนยังเล็กอยู่เมื่อเกิดมาไม่ได้กำอะไรมาด้วยเลย กำแต่ความรู้สึก ความสันทัด เอามือกำเผ่าพันธุ์ ทายาท และมรดกคือ อำนาจกรรม ของตนเองมาเท่านั้น ส่วนทรัพย์ทั้งหลายล้วนมาหาในภายหลัง เมื่อเติบโตขึ้นต้องเรียนหนังสือกว่าจะเรียนจบมีงานทำ กว่าจะเก็บหอมรอมริบได้ กว่าจะมีเงินทองแก้วแหวน ของของใครใครก็หวง ของของใครใครก็ห่วง เราห่วงอย่างไร เขาก็ห่วงอย่างนั้น

ฉะนั้น เราก็ควรหยุดเบียดเบียน หยุดฉ้อโกง เมื่อเกิดมามือเปล่าเจ้าจะเอาอะไร เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา เมื่อเราหมั่นเตือนตัวอย่างนี้แล้ว เราก็กินเพื่อแก้ทุกข์ อยู่เพื่อแก้ทุกข์ หาเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก เพราะว่าความอยากไม่ว่าจะหามาได้มากเพียงไหน สมความปรารถนาเพียงใด จะเป็นเศรษฐี หรือมหาเศรษฐี แต่ตายไปก็ไปมือเปล่า ๆ แม้กระทั่งน้ำอบที่เขาราดรินมือเรา เรายังกำหรือรู้สึกถึงความหอมไม่ได้ เงินที่เขาใส่ไปในปาก เราก็เอาไปไม่ได้ ต้องงไว้เป็นสมบัติของโลก เป็นเช่นนี้มานานแล้ว แต่เราไม่เคยมองให้ลึกซึ้ง หรือปลงสังเวช จึงมีแต่ความฟุ้งเฟ้อแสวงหาเพื่อได้มากันมาก ๆ แต่เมื่อหวนคิดถึงหลักความจริง เราก็จะมีสติ มีจิตที่ตั้งมั่นในการสร้างความเพียรชอบ ประกอบไปด้วยปัญญา

๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม เรื่องกามนี้อย่าไปล่วงเกินใคร เพราะทำไปแล้วจะไม่เป็นที่รักของใคร ๆ มีแต่ผู้เกลียดชังมาก เมื่อเราไม่ต้องการให้ใครเกลียด เราก็อย่าไปล่วงเกินเขา

๔. ไม่พูดปด การพูดปดโกหกทำให้เป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ เมื่อเราเล็ก ๆ คงจะได้เรียนเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การโกหกไปครั้งหนึ่ง ให้ผู้อื่นจับได้ เขาก็ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจเราอีก พอถึงเวลาที่เราพูดจริงทำจริง ไม่มีใครเชื่อถือ เมื่อขาดความเชื่อถือแล้ว เราก็จะเข้ากับสังคมอื่นไม่ได้ ฉะนั้น การพูดสัจธรรม คือพูดจริงทำจริงเป็นเรื่องไม่ยาก โดยเว้นจากการพูดปด เพราะการหลอกลวงโกหกใครเป็นสิ่งที่น่าเกลียด ถึงเราเองยังไม่ต้องการให้ใครมาหลอกลวง ฉะนั้น เมื่อเราไม่ต้องการ เราก็อย่าไปหลอกลวงใคร

๕. ไม่เสพสุรายาเมา เพราะเมื่อเสพเข้าไปแล้วจะทำให้ขาดสติ เมื่อขาดสติแล้วสามารถทำบาปต่าง ๆ ได้ นับตั้งแต่ข้อที่ ๑ - ข้อ ๔ ซึ่งกรรมกิเลส ส่วนข้อที่ ๕ นี้ เป็นสิกขาบท

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:46:34 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 9



ฉะนั้น ลำดับของพระพุทธศาสนา จึงสอนเป็นขั้นตอน ท่านที่พยายามฝึกฝนตนเองอยู่ในขณะนี้อยู่แล้ว จงมีกำลังใจทำต่อไป และมองไปข้างหน้าเพราะหนทางของเราจะต้องเดินไปคนเดียวโดยลำพัง จากภพหนึ่งไปอีกภพหนึ่ง จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง เราได้อะไรไปบ้าง สมบัติภายนอก แก้ว แหวน เงินทอง นาสวน บ้านช่องก็เอาไปไม่ได้

แต่สิ่งที่ติดตามเราไปได้ก็คือ บาปบุญ คุณโทษ ฉะนั้นเราควรจะแสวงหาอริยทรัพย์ อริยทรัพย์มีถึง ๗ ประการด้วยกัน ที่สำคัญที่สุดคือ ปัญญา เพราะเมื่อปลูกฝังปัญญาแล้ว ปัญญาจะพาให้เรามีแต่ความสุขความเจริญ คลายจากวิปลาสธรรม คือ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส และอัตตวิปลาส

ที่คิดว่าชีวิตเป็นของดี สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นชีวิต คือ อารมณ์นั้นเป็นสุข มีความเที่ยงแท้ถาวร เป็นเรา เป็นของ ๆ เรา ทั้งที่ชีวิตเราเกิดขึ้นมาเพราะกรรม อาศัยกรรมอยู่ชั่วคราว บางคนอยู่ได้นาน บางคนอยู่ได้ไม่นานแต่ทุกคนต้องตายเหมือนกันหมด ตำแหน่งที่เราไม่ต้องการคือ เป็นศพ จุดหมายปลายทางของเราคือ เมรุ และต้องเผาเป็นเถ้าถ่านไป ตั้งแต่อดีตและต่อ ๆ ไป

ในขณะที่เรามีชีวิตแล้วเราได้พบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสเจริญอยู่ในศีลธรรม เราต้องเร่งรีบแก้ไขนิสัยและจิตใจของเราเพื่อกำจัดมลทิน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:47:13 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 10



ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ปราชญ์ควรชำระมลทินของตนเองทีละน้อย ๆ ทำไปทุกขณะ เพราะกิเลสเกิดขึ้นทุกขณะ ทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ เราต้องคอยแก้ไขไปเป็นลำดับไป ให้เหมือนกับช่างทองชำระมลทินแห่งทอง คือพยายามเป่าแร่สารต่าง ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เหลือแต่ทองคำบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราประดุจดังทองแล้ว อยู่ที่ไหนก็เป็นทอง คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้

วันนี้รายการหันหน้าเข้าวัด ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านถึงเรื่องการที่เราจะตั้งเป้าหมายและวางชีวิตของเรา เพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตและไม่คิดกลับคืนมาเป็นคนเดิม ๆ คนที่มีกิเลสหนา ปัญญาทึบ ถ้าหากท่านเจริญแล้ว ก็ขออนุโมทนาอย่างยิ่ง

และกุศลใดที่เกิดขึ้นจากการกระทำประพฤติปฏิบัติของท่านก็ดี ประกอบกับเจตนาที่บริสุทธิ์ใจของดิฉัน บุษกร เมธางกูร ก็ขอจงเป็นพลวปัจจัยให้เราท่านทั้งหลายได้มีโอกาสศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม และไปสู่ธรรมอันยิ่งใหญ่ก็คือ พระนิพพานด้วยกันทุกท่านนะคะ สวัสดีค่ะ!

โปรดติดตามเรื่องต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มี.ค. 2550 , 10:47:52 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org