มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หน้าตาดี ..หน้าที่ต้องสมบูรณ์







หน้าตาดี หน้าที่ต้องสมบูรณ์
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๒)



สวัสดีค่ะ! ท่านผู้ฟังรายการทุกท่าน รายการหันหน้าเข้าวัดได้มีโอกาสมาพบกับท่านผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราจะทำความเข้าใจในเรื่องชีวิตว่า ชีวิตที่เราแสนรักนั้นจะดีได้อย่างไร จะเป็นสุขได้อย่างไร และจะเป็นประโยชน์ได้อย่างไร ก็ขอนำบทกลอนของท่านผู้รู้ท่านหนึ่งมาให้คำจำกัดความสักเล็กน้อยว่า

ชีวิต จะมีค่าถ้าใช้เป็น ...ชีวิต จะโดดเด่นเพราะสันโดษ

ชีวิต จะไม่มีโทษเพราะเห็นถูก ... ชีวิต จะฝังปลูกเพราะไม่ยึดติด

ท่านสาธุชนที่เคารพ ถึงแม้ว่าอะไร ๆ ในโลกนี้จะมีความแปรเปลี่ยนไปอย่างไรก็ เราจะต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะกรรมที่เราทำมาเอง เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรมเป็นทายาท ทุกคนต่างหนีกรรมไปไม่พ้น ฉะนั้น กฎของกรรม จึงเป็นกฎที่มั่นคงและถาวรเป็นอมตะ

คนที่อยู่ในภพภูมิ ในโลกนี้ ในเมืองไทย ทุกคนก็จะต้องพบเรื่องของกรรมทั้งสิ้น เพราะเราเกิดมาเพราะกรรม เราได้ดีมีสุขเพราะกรรม เราตกทุกข์ได้ยากก็เพราะกรรม

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:01:57 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



กรรมแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ

๑.. กุศลกรรม ผลของกุศลกรรม เรียกว่า วิบากกุศล ให้ผลไปในทางดี

๒. อกุศลกรรม ผลของอกุศลกรรม เรียกว่า วิบากอกุศล ให้ผลไปในทางเสื่อม

๓. อัพยากฤต จัดเป็นกริยา ไม่เป็นบาปเป็นบุญ

ฉะนั้น เราจะใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะมีค่า จากคำจำกัดความที่ว่า ชีวิตจะดีและมีค่าถ้าใช้เป็น เมื่อมองดูเรื่องราวของชีวิต จะเห็นว่าชีวิตอยู่ในสามัญลักษณะด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงควรพิจารณาอยู่เสมอ ๆ ในคุณค่าของชีวิตว่า การที่เราเกิดมาแล้วมีการเปลี่ยนแปลง และในที่สุดก็ต้องแตกสลายไป คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น เป็นสามัญลักษณะ

ถ้าชีวิตจะมีคุณค่าเพียงแต่เกิดมาเพื่อจะต้องแก่ เจ็บ ตาย ก็คงไม่แตกต่างอะไรไปจากสภาพธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา แต่การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ (ความเป็นมนุษย์จะต้องอาศัยกุศลเกิด) และยังได้อยู่ในบวรพุทธศาสนา เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีอะไรดีกว่านี้ คือ ดีกว่าปล่อยให้ชีวิตเกิดมาเพื่อแก่ เพื่อเจ็บ และเพื่อตายไปตามยถากรรมอย่างนี้

เราจะต้องพิจารณาว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะให้ชีวิตมีสาระ เราจะทำอย่างไร จึงจะให้ชีวิตนี้มีค่าบ้าง เราจึงต้องมาพูดถึงสิ่งที่ดีและมีสาระ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเพื่อจะได้ดำรงชีวิตให้ดีมีสาระได้ และก็คงไม่มีอะไร นอกจากต้องใช้ชีวิตนี้ให้เป็นนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:03:01 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อพูดถึงการใช้ชีวิตให้เป็น ฟังดูแล้วรู้สึกว่าง่าย แต่ในทางปฏิบัติถ้าเราไม่รู้ว่า ชีวิตดี หมายถึงอะไร ? การใช้ชีวิตเป็น เป็นอย่างไรถึงจะถูกต้องตามหลักการและตามเหตุผล

การที่เราจะใช้ชีวิตเป็น ก็คือการที่เราทำหน้าที่นั่นเอง “หน้าที่” เป็นเครื่องกำกับวิถีของชีวิตว่า ชีวิตของคนเรานั้นจะมีค่ามีราคาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ได้ถูกต้องหรือไม่

เช่น ทางกาย หลักของพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนให้เราเป็นคนขยันหมั่นเพียร ภาษาบาลีเรียกว่า อุฏฐานสัมปทา คือ ลุกขึ้นตื่นมาแต่เช้า ก้าวไปข้างหน้าทำงานแข่งกับเวลา พัฒนาตนเองและสังคม นี่คือ การใช้ร่างกายในการทำหน้าที่ให้ถูกต้อง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:03:45 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3



การที่เราใช้ร่างกายแสวงหาสิ่งที่ควรแสวง แล้วรักษาสิ่งที่หาได้มานั้น โดยมีความเพียรรักษาไว้เรียกว่า อารักขสัมปทา คือ ต้องรักษาสิ่งที่กายเราอุตส่าห์ลงทุนทำงานไปกว่าจะได้เดือนหนึ่งถึงจะได้เงินเดือน

การแสวงหาทรัพย์เหล่านั้นมา เราต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกาย เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว ถ้าเราไม่รักษาก็จะเสียนั้นมาแล้ว ถ้าเราไม่รักษาก็จะเสียหาย หมดไป เปล่าไป ไม่มีประโยชน์ เราจึงต้องดูแลรักษาให้ดี

การดูแลรักษาจะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญอยู่ที่เรา คือ เราต้องคบคนให้เป็น นั่นเอง การคบหาสมาคมกับกับคนนั้น เปรียบเสมือนการที่เราเข้าไปเลือกหาสิ่งของในห้างสรรพสินค้า ซึ่งในห้างสรรพสินค้าจะมีของนานาประเภท และมีเป็นร้อยเป็นพันในของอย่างเดียวกัน เช่น เสื้อ กางเกง ก็มีหลายแบบ หลายสไตล์ มีหลายหลากสีสัน ซึ่งมีของอยู่มากมายหลายชนิด แต่เราจะเลือกซื้อเฉพาะที่เราต้องการเท่านั้น

เวลาเราไปห้างสรรพสินค้า เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว ก็นำสิ่งนั้นไปใช้สอย สิ่งของนั้นก็เปรียบเสมือนผู้ช่วยเสริมสร้างให้เรามีชีวิตที่ปลอดภัย เมื่อเรามีเพื่อนดีแล้ว เราก็ควรใช้ชีวิตของเราทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล คือทั้งแก่ตนเอง และแก่ผู้อื่นอย่างเหมาะสม

เมื่อเราใช้ร่างกายไปในวิถีทางอย่างนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา คือความไม่พร้อมในด้านปัจจัย ๔ จะไม่มีกับชีวิตของเรา เพราะเราจะใช้ร่างกายนี้เป็น คือ ทำหน้าที่นี้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ เพิ่มพูนความสะดวกให้ทางร่างกายของเรา

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:04:17 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4



การที่เราดิ้นรนและพยายามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยเหลือดลบันดาลให้ตัวเราเอง รับความสำเร็จตามความต้องการ ตามความปรารถนา ก็เพราะว่าเรามีความขัดสนในเรื่องของปัจจัย ๔ นั่นเอง

เราจึงต้องวิเคราะห์ให้ดี ถ้าเราสมหวังมีความพร้อมในปัจจัย ๔ แล้ว ความกระเสือกกระสนดิ้นรนที่จะไปบนบานศาลกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างที่มีข่าวทุกวันนี้ ที่คนแห่กันไปบ้านทรงไทย ไปขัดไปถูไปขอไปบน ก็เพราะอยากได้ลาภ

ความอยากได้ลาภของคนส่วนมากก็คือ อยากถูกหวย อยากถูกลอตเตอรี่ คือ ได้เงินมานั่นเอง แต่ถ้าเราวางชีวิตถูก ขยันทำงาน ใช้เงินเป็น คบมิตรดี พรั่งพร้อมไปด้วยปัจจัย ๔ ความดิ้นรนในสิ่งที่ไร้เหตุผลก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างสมบูรณ์

แต่เพราะเราไม่ครบถ้วนในปัจจัย ๔ เราจึงมีชีวิตอยู่กับความคาดหวังตลอดมา คือ หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น หวังว่าชีวิตจะเป็นอย่างนี้ ความคาดหวังจึงเป็นเหตุของการสร้างสิ่งมืดบอดให้เกิดขึ้นในสังคมไทยมากมาย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:04:44 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5



การเสี่ยงเซียมซีก็ดี การดูดวงก็ดี การดูฤกษ์ดูยาม หรือการทำนายสิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากมนุษย์ แล้วเราก็เชื่อโดยฟังตามกันมา เชื่อโดยตื่นข่าวสารพัด เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้า คือ ไม่ขยันหมั่นเพียร

พระองค์วางหลักให้เรามีความขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ในการรักษาทรัพย์ ให้มีเพื่อนที่ดี และรู้จักใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม ถ้าเราเชื่อหลักขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะอยู่อย่างปลอดภัย และไม่ใช้ชีวิตอย่างคาดหวังอะไรลม ๆ แล้ง ๆ และใช้ชีวิตกับการเสี่ยงเสมอ เมื่อมีความเสี่ยงแล้วก็มีเพลงอยู่ว่า ไม่แพ้ก็ชนะ การคาดหวังเช่นนี้ทำให้คนผิดหวังมามากแล้ว

ฉะนั้น การใช้ชีวิตอยู่กับการคาดหวัง จัดว่าเป็นชีวิตที่อยู่ในโลกอย่างขัดสน และเป็นคนจนทั้งทรัพย์ เป็นคนจนทั้งความคิด ความงมงายเป็นตัวการที่สร้างความมืดบอดให้กับมนุษย์ที่ละเลยในการทำหน้าที่ของตนเอง นี่แสดงให้เห็นว่า เป็นเพราะเราใช้กายของเราไม่เป็น เมื่อทางกายไม่สมบูรณ์ ทางจิตใจก็บกพร่องไปด้วย เพราะกายกับใจสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา

โบราณมีคำสอนอยู่ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อความอุดมสมบูรณ์ขาดหลักการและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ตามหลักที่สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้าทรงวางไว้ให้ จิตใจที่บกพร่องจากความมีปัญญา จึงทำให้กายของเราไม่สมบูรณ์ไปด้วย คือ มีแต่ความคาดหวัง ลงทุนไปในสิ่งลม ๆ แล้ง ๆ ไม่เป็นสาระแก่นสาร

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:05:39 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6



ส่วนทางด้านจิตใจ ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตเพราะคนเราเมื่อจะเสียอะไรก็ตาม ถ้าจะต้องสูญเสียทางร่างกายก็จะเสียไปเรื่อยๆ เมื่อเสียแขน ก็เรียกว่า คนพิการทางแขน เสียขา ก็เรียกว่า พิการทางขา เสียหู ก็เรียกว่า พิการทางหู เสียลูกนัยน์ตา ก็เรียกว่า คนพิการทางตา การเสียอวัยวะก็ยังไม่เท่ากับเสียคน

เพราะการเสียคนไม่ใช่เสียแต่แขน มือ เท้า แต่การเสียคนเกิดขึ้นจากการเสียสุขภาพจิต คือ สุขภาพจิตเสียก็เสียคนทันที สติขาดสัมปชัญญะนั่นเอง ถ้าเราไปรักคนอื่นมาก ๆ ทุ่มเทความรักไปโดยคาดหวังมาก หรือเกลียดคนอื่นมาก ๆ คือ มีจิตใจที่อาฆาตมาดร้าย ปลงไม่ตก อภัยไม่ได้ สภาพจิตที่ไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อนั้นเราก็จะเป็นผู้เสียคนไป

ตามความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของคนเราต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ แต่จิตใจของเราต้องทำให้สงบอยู่เสมอ ตรงกันข้าม ถ้าร่างกายของเราหยุดเคลื่อนไหว เรียกว่า อัมพาต แต่ถ้าจิตใจของเราเคลื่อนไหวอยู่เสมอเราก็จะฟุ้งซ่าน การที่จิตฟุ้งซ่าน คือ ระลึกนึกไปในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และยังไม่เกิดขึ้น

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:06:54 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7



ฉะนั้น ในขณะที่ร่างกายเราเคลื่อนไหว จิตของเราต้องมีความสงบ คือ จิตต้องมีสมาธิ ต้องมีสติ ต้องมีปัญญา คติธรรมที่คนเราควรใส่ใจ คือ ร่างกายเคลื่อนไหว แต่จิตใจต้องสงบ

การเคลื่อนไหวทางร่างกายก็เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น นักกล้ามที่เขายกน้ำหนัก เริ่มยกตั้งแต่ ๑๐ กิโล ขยับไปที่ ๒๐ กิโล และสามารถยกให้หนักขึ้น ๆ เป็น ๑๐๐ กิโล นี่เกิดจากความเคลื่อนไหวทางร่างกาย การวิ่งก็เช่นกัน วิ่ง ๑๐๐ เมตร จนกระทั่งสามารถวิ่ง ๔๐๐ เมตร หรือจะกี่เมตรก็ตาม ต่างก็เป็นการเคลื่อนไหวทางร่างกายทั้งสิ้น

แต่ทางด้านจิตใจต้องไม่ปล่อยให้เคลื่อนไหว คือ ถ้าเราปล่อยจิตใจเคลื่อนไหวเหมือนร่างกาย เราก็จะต้องเสียคนแน่ ๆ เพราะว่านักกีฬาจะต้องมีสมาธิ ก่อนจะสตาร์ทในการวิ่ง จิตเขาจะต้องมีความสงบ ก่อนจะยิงปืน ให้เกิดความแม่น ปืนต้องเคลื่อนไหว ร่างกายต้องเคลื่อนไหวออกไป แต่จิตใจต้องสงบ ถ้าไม่สงบ เป้าหมายก็จะคลาดเคลื่อน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:07:59 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8



อุปมาอุปมัยนี้จะทำให้ท่านเห็นว่าร่างกายจะต้องเคลื่อนไหว แต่จิตใจของเรานั้นไม่ควรปล่อยให้เคลื่อนไหว เพราะเมื่อจิตใจเคลื่อนไหวไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่อยู่กับสิ่งที่ควรอยู่ จะถูกเรียกว่าคนมีจิตฟุ้งซ่าน เมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของนิวรณ์ธรรม กามฉันทะ พยาปาทะ ถีนะมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา

สิ่งเหล่านี้เมื่อเข้ามาในจิตใจ จิตใจก็จะขุ่นมัวเศร้าหมอง สภาพจิตก็จะขุ่นมัวเศร้าหมองตามกลายเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ วิตกกังวลห่วงใย ในที่สุดก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ นี่คือสภาพจิตที่ขาดการควบคุม ขาดการฝึกหัด

ซึ่งตรงกันข้ามกับพุทธพจน์ที่ตรัสว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ดังนั้น เราควรฝึกจิตของเราทุกวัน เพื่อให้ประโยชน์เกิดขึ้น และควบคุมจิตใจของเรา เมื่อเราสามารถควบคุมได้แล้ว เราก็จะเกิดความสุขมาให้

เราต้องให้ความสำคัญกับจิตของเรา อย่าปล่อยให้ฟุ้งซ่าน ต้องหางานทำ โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรม ในแนวทางหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งมี ๒ แนวทาง คือ

๑. สมถกรรมฐาน คือ การฝึกจิตให้สงบ สงบจากนิวรณ์ธรรม

๒. วิปัสสนากรรมฐาน คือ การกระทำจิตร่วมกับการเคลื่อนไหว หรือร่วมกับอารมณ์ ด้วยการรู้สติ ปัญญา

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:09:46 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 9



การฝึกจิตเป็นเรื่องสำคัญ เราฝึกจิตให้ทำหน้าที่เฉพาะอย่างลงไป ในภาษาธรรมะเรียกว่า การเจริญภาวนา หรือการเจริญกรรมฐาน แต่ในบางครั้งบางคนอาจทำนอกลู่นอกทางไปมาก เพราะไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า การเจริญภาวนาคืออะไร กรรมฐานคืออะไร

เมื่อไม่มีความเข้าใจถูกแล้ว จึงคาดการณ์เอาเองว่าผู้ที่ได้เจริญภาวนาแล้ว จะมีลักษณะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

สิ่งที่ปรากฏขึ้นกับจิตที่ฝึกหัดแล้ว คือ จิตจะเกิดความเข้มแข็งความแน่วแน่ เวลาทำอะไรก็จะมีสมาธิควบคุมจิตได้ มีความไม่หวั่นไหว ไม่อ่อนแอ ไม่น้อยใจ ไม่ไหวตามในสิ่งที่มากระทบต่าง ๆ นี่คือการฝึกจิตนั่นเอง และในที่สุดก็รู้เท่าทันอารมณ์มีสติรู้เท่าทัน มีปัญญารู้เท่าทัน เรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ ควบคุมสิ่งที่มากระทบได้ ไม่ทำให้จิตใจนั้นเกิดการกระเพื่อมหวั่นไหวนั่นเอง เพราะจิตที่ไม่หวั่นไหว ท่านจัดว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:10:24 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 10



แต่ถ้าเราไม่ได้ฝึกหัดอบรมตนเองไว้ ก็จะกลายเป็นความเคยชิน ผลที่จะตามมา คือ อาจจะต้องเป็นสมาชิกของโรงพยาบาลโรคประสาทหรือโรงพยาบาลโรคจิตได้ในที่สุด นี่ก็คือผลร้ายที่เกิดจากการไม่ควบคุมจิต ไม่ฝึกหัดจิตให้ถูกต้อง

เวลาของรายการหันหน้าเข้าวัด ได้หมดลงอีกแล้ว ดิฉันก็ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกนั้น จงโปรดบันดาลร่วมกับกุศลกรรมที่ท่านได้ทำมา ขอให้พลวปัจจัยยังให้ชีวิตท่านและครอบครัวทุก ๆ ท่านที่ฟังรายการ ทุก ๆ คน ที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย ได้มีความสุขกาย ได้มีความสุขใจ สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย ขอให้ห่างไกลจากชีวิต ขอคุณงามความดีจงส่งเสริม และสร้างสรรค์ให้ท่านอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสติปัญญา

สำหรับวันนี้ดิฉัน บุษกร เมธางกูร ขอลาจากท่านผู้ฟังไปก่อน ขอความสุขความสวัสดี ความมีศิริมงคลจงเป็นของทุก ๆ ท่าน สวัสดีค่ะ

โปรดติดตามเรื่องต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มี.ค. 2550 , 11:11:16 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org