มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสังสารวัฏ




ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสังสารวัฏ


กระบวนการแห่งสังสารวัฏ


คำว่า “สังสารวัฏ” หมายความว่า การหมุนเวียนแห่งโลกหรือชีวิต, เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก. เขียน สังสารวัฏฏ์ ก็มี
คำว่า “สังสารวัฏ” หมายถึง ภพที่เวียนเกิดเวียนตาย, การเวียนตายเกิดอยู่ในโลก : สังสารวัฏ หรือสังสารวัฏฏ์ก็เรียก
คำว่า “สังสารวัฏ” มาจากคำว่า “สังสาระ - การท่องเที่ยวไป” กับ “วัฏฏ” -
วง กลม”



ในกระบวนการแห่งสังสารวัฏหรือการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งมีหลักกรรมเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สิ้นกิเลสอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกรรม ตราบนั้นมนุษย์ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในพระพุทธศาสนา หลักกรรมเป็นหลักที่แสดงถึงความเป็นไปของมนุษบย์และสัตว์ตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย ดังนั้นหลักสังสารวัฏที่เนื่องอยู่กับหลักกรรมจึงเป็นไปตามเหตุปัจจัยเช่นเดียวกัน กระบวนการที่เป็นไปตามหลักแห่งเหตุปัจจัยในพระพุทธศาสนานั้นก็คือ กระบวนการแห่งปฎิจจสมุปบาทหรือหลักปัจจยการนั่นเอง หรือจะมองในแง่ของกรรมก็ได้แก่วัฏฏะ ๓ คือ กิเลส กรรม วิบาก หมายความว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปเป็นปุถุชน คือเป็นผู้ยังมีกิเลสในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก มนุษย์ย่อมมีการกระทำทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง และทางใจบ้าง เจตนาเป็นสิ่งทำให้การกระทำของมนุษย์จัดเป็นกรรมซึ่งเกิดจากแรงหนุนของกิเลส กิเลสจึงเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำ เมื่อมีกรรมหรือการกระทำก็ย่อมมีวิบากหรือผลของการกระทำ วิบากเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกิเลส แล้วทำให้เกิดกรรมและวิบากวนเวียนเป็นวงกลมอยู่อย่างนี้เรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด ซึ่งสามารถแยกประเภทองค์ ๑๒ ของปฏิจจสมุปบาท ตามหน้าที่ของมันในวงจรได้เป็น ๓ พวก เรียกว่าไตรวัฏฏ์ คือ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มี.ค. 2550 , 10:41:55 น.] ( IP = 58.8.39.194 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

กิเลส คือตัวสาเหตุผลักดันให้คิดปรุงแต่งกระทำการต่าง ๆ ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
กรรม คือกระบวนการกระทำหรือกรรมที่ปรุงแต่งชีวิตให้เป็นไปต่าง ๆ ได้แก่ สังขาร (กรรม)ภพ
วิบาก คือสภาพชีวิตที่เป็นผลแห่งการปรุงแต่งของกรรม และกลับเป็นปัจจัยเสริมสร้างกิเลสต่อไปได้อีก ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
การเกิดใหม่ของสัตว์นั้น พระพุทธศาสนาแสดงว่าต้องอาศัยกรรม ในกระบวนการของกรรม การเกิดใหม่ของสัตว์อาจมีปัญหาว่า อะไรไปเกิดเมื่อตัวตนไม่มีการเกิดใหม่จะเป็นไปได้อย่างไร



พระพุทธศาสนา แสดงหลักการเวียนว่ายตายเกิดว่าเป็นไปตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย กล่าวคือ การเกิดใหม่ของสัตว์นั้นต้องอาศัยกรรมไปเกิด แต่กรรมที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปเกิดนั้นก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน นั่นคือจิตหรือวิญญาณเป็นปัจจัยให้คิดปรุงแต่งเจตนาออกไปเป็นการกระทำ และการกระทำจะชื่อว่าเป็นกรรมและก่อให้เกิดผลคือวิบากได้นั้นก็จะต้องประกอบด้วยกิเลส เป็นเหตุของกรรมนั้น องค์ประกอบของเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงจะมีผลให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏเกิดขึ้นได้ และเป็นไปได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งมีพุทธพจน์แสดงเปรียบเทียบองค์ประกอบของการเกิดใหม่ว่า ดูกรอานนท์ เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว…ปานกลาง…ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลในกามธาตุ, รูปธาตุ, อรูปธาตุ จักไม่มีแล้ว กามภพ รูปภพ อรูปภพ พึงปรากฏบ้างหรือหนอ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มี.ค. 2550 , 10:43:38 น.] ( IP = 58.8.39.194 : : )


  สลักธรรม 2


พุทธพจน์แสดงว่า “ตัณหา” เป็นเชื้อหรือเครื่องผูกมัดสัตว์ต้องมาเกิดอีกหลังจากตายแล้ว ตัณหาเป็นเชื้อที่เหลืออยู่กับจิตปรุงแต่งจิตให้เป็นกรรม และสะสมกรรมนั้นไว้ในจิต เมื่อร่างกายเสื่อมสลายหรือแตกทำลายไป ตัวเชื้อในจิตจึงถือปฏิสนธิในร่างกายใหม่ของภพใหม่หรือชาติใหม่ต่อไป ดังพุทธพจน์ว่า
ดูกรวัจฉะ ในยามใดแลสัตว์ทอดทิ้งกายนี้และเข้าถึงกายอื่น เรากล่าวสัตว์นั้นว่ามีตัณหาเป็นเชื้อ ดูกรวัจฉะ เพราะว่าในยามนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น
เมื่อดูจากพุทธพจน์แสดงว่า คนเราตายแต่กายหรือร่างกายเท่านั้นที่สลายไป ส่วนกระบวนการทางจิตหรือ “กรรม” ของสัตว์นั้นยังคงดำเนินอยู่ต่อไปตามอำนาจของกรรมโดยที่มีตัณหาเป็นเสมือนเชื้อของกรรมนั้น



ส่วนเรื่องการไปถือปฏิสนธิในร่างใหม่นั้นในอภิธรรมปิฎกแสดงไว้ในเรื่องที่เกี่ยวกับจิตว่า จิตของมนุษย์เกิดดับเป็นดวง ๆ ติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนกำลังจะตายนั้นจิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ที่เรียกว่า “จุติจิต” จะดับลงและในทันทีนั้นเองจิตดวงใหม่ก็จะเกิดขึ้นในภพใหม่ทันที โดยไม่มีอะไรกั้นกลางระหว่างจิตทั้งสอน จิตดวงใหม่ในภพใหม่นี้เรียกว่า “ปฏิสนธิจิต” แปลว่า จิตผู้ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างชาติหนึ่งกับอีกชาติหนึ่ง เมื่อทำหน้าที่ของมันแล้วปฏิสนธิจิตก็ดับไป ดังนั้น การเชื่อมต่อกันนี้จึงไม่ใช่เป็นการเดินทางของวิญญาณอมตะอย่างที่เรียกว่าอัตตาหรือตัวตนเที่ยงแท้ลอยออกจากร่างเก่าไปแสวงหาที่อยู่ในร่างใหม่ดังเช่นคำสอนในศาสนาพราหมณ์แต่อย่างใด


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มี.ค. 2550 , 10:44:49 น.] ( IP = 58.8.39.194 : : )


  สลักธรรม 3


พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดใหม่เป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย หรือกฏแห่งเหตุและผลเท่านั้นเองซึ่งได้แก่ “กรรม” กรรมเป็นปัจจัยให้สัตว์ที่ตายจากชาติหนึ่งสืบต่อกันในฐานะสมาชิกสายกรรมสายเดียว กล่าวคือ เมื่อคนเราใกล้ตาย จิตแสดงอาการเคลื่อนคือพรากจากร่างกายลักษณะนี้เรียกว่า จุติจิต พอจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้น ปฏิสนธิจิตนี้ปรากฏหรือยึดเหนี่ยวอารมณ์อย่างเต็มที่จุตินั้นยึดอยู่ แล้วก็ดับไปในภพหน้า ดังนั้นที่สุดแห่งปัจจุบันชาตินี้กำหนดด้วยจุติจิตดวงนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นปรารภอารมณ์อย่างเดียวกันอันชนกกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลปรุงแต่งให้ปฏิสนธิในโลกหน้า ปฏิสนธิจิตนั้นมีอวิชชาแวดล้อมแล้วมีตัณหาเป็นมูลเหตุ มีสังขาร (กรรม) ปรุงแต่งให้เกิดมีเจตสิกธรรมคอยประคองค้ำชูปฏิสนธิจิตนั้นจึงหมายเอาวิปากจิต เพราะสืบต่อภพหน้า


……………………
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ อักษรเจริญทัศน์ ๒๕๓๑), หน้า ๘๐๔.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๓๑๗.
สุนทร ณ รังสี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๔๓), หน้า ๒๒๖.
องฺ.ติก. ๒๐/๕๑๖/๒๕๒.
สํ.สฬา. ๑๘/๘๐๐/๔๒๙.
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๔๓, หน้า ๒๗๐–๒๗๒.


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มี.ค. 2550 , 10:46:23 น.] ( IP = 58.8.39.194 : : )


  สลักธรรม 4

หมายความว่าผู้ที่สิ้นอาสวะ แล้ว ไม่ต้องรับผิดชอบกรรมเก่า ๆ ที่ยังไม่สนองหรอคับ จาเหมือนติดหนี้แล้วก็หนีหนี้แบบนี้ป่ะคับ

โดย บูค้าบ - [13 มี.ค. 2550 , 13:20:45 น.] ( IP = 58.9.173.133 : : )


  สลักธรรม 5

โดย น้องกิ๊ฟ [14 มี.ค. 2550 , 11:45:15 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org