มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความเก่ง... ที่ไม่มีใครสู้








ความเก่ง... ที่ไม่มีใครสู้
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒)



สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง เหลืออีกหนึ่งเดือนเท่านั้นเราก็จะได้ส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นปี พ.ศ. ๒๕๔๓ การส่งท้ายปีเก่านี้ ถ้าหากเราคำนึงให้ดีก็เหมือนกับการส่งชีวิตที่เรามีโอกาสมาอยู่ในโลกนี้ให้ยืนยาวอยู่ต่อไป แต่ถ้าพูดตามหลักความจริงแล้วก็คือ เราชราภาพลงหรือแก่ลงนั่นเอง เมื่อความแก่มาถึงก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บตามมาเบียดเบียน และในที่สุดเราจะได้พบกับสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้นคือความตาย

เราจึงจำเป็นจะต้องดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทหากจะพูดในความหมายกว้าง ๆ ก็คือเราไม่ควรทำอะไรโดยคาดหวังหรือคาดคะเน เราต้องตั้งใจทำที่ปัจจุบัน เพราะว่าปัจจุบันคือความจริง หรือจะพูดให้คล้องจองก็คือ อดีตคือความปด อนาคตคือความผัน แต่ปัจจุบันนั้นคือความจริง เพราะคนเราเจ็บปวด สุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่ปัจจุบัน

ถ้าเราเล่าว่าเมื่อวานนี้หรือเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หรือเมื่อเดือนก่อนหรือปีก่อนเราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้ ได้รับความทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ มีความสุขเช่นนั้นเช่นนี้ ก็เป็นการเล่าถึงเรื่องราวในอดีตทั้งสิ้น แม้แต่ความรำพึงรำพันวิตกกังวลห่วงใยไปในอนาคตว่า เราจะเป็นยังไงนะ จะมีกินมีใช้มีบ้านอยู่หรือไม่ เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

แต่ขณะปัจจุบันนี้ทั้งดิฉันและท่านผู้ฟังทุกคนยังมีชีวิตอยู่ การฟังรายการวิทยุหรือทำการงานต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ก็เกิดขึ้นที่ปัจจุบันทั้งสิ้น การรับรู้อารมณ์ทั้งหลาย เช่นตากระบทรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่องตึงก็รู้สึกได้ที่ปัจจุบัน

เราจึงต้องวางชีวิตให้เข้าใจในเรื่องปัจจุบัน และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ได้รับทราบกันถ้วนทั่วแล้วว่าการงานนั้นหายากมาก และเพราะเหตุที่ชีวิตของแต่ละคนนั้นล้วนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน ดิฉันจึงจำเป็นต้องพูดเรื่อองกรรมเป็นหลักใหญ่ โดยจะพูดถึงส่วนรวม เพื่อเป็นข้อคิดสักนิดว่า คนเราอาจจะเก่งเกินอันแต่ไม่เก่งเกินกรรม

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:21:42 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



การที่เราเกิดมาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็เพราะอาศัยอดีตเหตุคือกรรมเก่า จึงได้ปัจจุบันผล และในปัจจุบันเราก็ทำปัจจุบันเหตุอีก เพราะมีกายทวาร วจีทวาร มโนทวาร ที่จะทำการกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้เป็นไปในทางที่ดี (กุศล) บ้าง ในทางที่ได้ดี (กุศล) บ้าง ซึ่งจะเป็นพืชเชื้อใหม่ หรือเป็นลำต้นใหม่ให้ออกดอกออกผลไปในอนาคต

และในขณะนี้ เราแต่ละคนก็กำลังทำกรรมกันอยู่ อย่างดิฉันกำลังทำกุศลกรรม ท่านผู้ฟังก็กำลังทำกุศลกรรมซึ่งย่อมต้องมีผล และนอกจากจะได้ผลในปัจจุบันกาล คือทำให้จิตใจผ่องแผ้ว และสิ่งที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ ซึงเป็นการสร้างบุญบารมีธรรมในปัจจุบันแล้ว ผลของบุญนี้ ยังต้อส่งผลในชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย

สำหรับท่านผู้ฟังที่เคยศึกษาพระอภิธรรมปิฎก ท่านก็จะนึกถึงเรื่องชวนจิตได้ว่าจิตนั้นทำงานกันอย่างไร รับอารมณ์ เสพอารมณ์ และให้ผลอย่างไร ด้วยการเรียนถึงเหตุปัจจัยนั่นเอง แต่ในรายการนี้จะไม่พูดถึงเรื่องราวที่หนักเกินไป เพราะเราจะทำหน้าที่เป็นเพื่อนคิด และเป็นมิตรที่คอยตอบคำถามหรือแนะนำให้ท่านผู้ฟังมีโอกาสนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะที่กำลังหางานทำอยู่ ทั้งหาให้ตนเองหรือหางานให้ลูกหลานญาติพี่น้อง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:23:08 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2



ท่านจะต้องมีข้อคิดประจำใจว่า เราทำกรรมาไม่เท่ากันผลจึงไม่เท่ากัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรท้อแท้ต่อโชคชะตา เพราะว่าการกระทำทุกอย่างนั้น หากมีธรรมะประจำใจแล้ว พระธรรมหรือธรรมะจะนำไปสู่เกียรติยศได้

ดังมีตัวอย่างในเรื่องของบัณฑิตโบราณ ตอนพระเจ้านันทชัยโกรพราชเสียพนันแก่ปุญณกะทำให้ต้องเสีย วิธุรบัณฑิตไป แต่ก่อนที่ท่านวิธุรบัณฑิตจะจากไป ท่านได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนบุตรธิดาของตน และสิ่งที่ท่านวิธุรบัณฑิตเลือกมาอบรมในครั้งนั้นก็คือ ราชวสดีธรรม หมายถึงธรรมอันเป็นข้อปฎิบัติเพื่อให้บุตรหลานที่มีโอกาสเข้ารับราชการใต้เบื้องพระยุคลบาท ใช้ยึดถือเป็นแนวทางการปฎิบัติเพื่อไปสู่ความสำเร็จ นอกจากนั้นยังสร้างความเจริญรุ่งเรือง และนำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่ตนเองและตระกูลได้

ดิฉันได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่องนี้แลได้รับประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นเรื่องที่ทันสมัย แม้จะเป็นคำสอนที่นานแสนนานแล้วก็ตาม แต่ถ้าเราลองศึกษาและนำมาปฎิบัติตามหรือจดจำเอาไว้เป็นหลักการ ก็จะสามารถนำหลักการเหล่านี้มาเอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้กับตนเอง บุตรธิดา และเพื่อนฝูงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับราชการ หรือดำเนินธุรกิจส่วนตัวใด ๆ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:23:37 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3



ถ้าหากหัดการปฎิบัตินี้แล้ว ดิฉันคิดว่าผู้ปฎิบัติก็จะสามารถนำชีวิตไปสู่ความเจริญได้ หลักการที่ท่านวิธุรบัณฑิตให้ไว้เป็นแนวทางที่จะทำงานรับราชการหรือบริหารตนเองให้เกิดความเจริญความก้าวหน้าได้มีดังนี้

๑. เมื่อเข้าทำงานครั้งแรก อย่าเพิ่งไปเรียกร้อง หรือตั้งข้อแม้อะไรมาก


ส่วนมากเราจะพบว่า เวลาไปสมัครงานเขาจะมีแบบกรอกข้อความ ชื่อ นามสกุล วุฒิการศึกษา ความสันทัดต่าง ๆ อาชีพที่เคยทำ สถาบันการศึกษา และต้องการเงินเดือนเท่าไหร่ หรือมีข้อแม้อะไรบ้าง และส่วนมากก็จะกรอกว่าต้องการเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ แล้วผู้สมัครงานส่วนมากก็ถูกปฎิเสธเพราะมีข้อแม้มาก

ยิ่งในยุคนี้เมื่อเราไปสมัครงานก็ไม่ควรจะไปเรียกร้องหรือมีข้อแม้อะไรมากนัก จนกว่าจะได้แสดงความสามารถให้เจ้านายเห็น เมื่อเจ้านายเห็นและรู้ซั้งถึงความดีของเรา เห็นความสามารถของเราแล้ว เราก็จะได้รับความไว้วางใจ และการยกย่องจากเจ้านาย นี้คือหลักข้อที่หนึ่งซึ่งท่านบัณฑิตได้ให้ไว้

๒. อย่าเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป จนกลายเป็นการอวดเก่ง หรืออย่ากลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย

คือ อย่างกล้าอะไรมากเกินไป หรือย่ากลัวอะไรมากเกินไป แต่ให้มีความรอบคอบมีความระมัดระวังโดยเฉพาะกระทำทุกอย่างให้มีสติ (สติคือความระลึกรู้สึกตัว) ใช้ไปให้พร้อมกัน ไว้ว่าจะเป็นการเขียน การพูด สัมภาษณ์ ต้องใช้สติ อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด อย่าใช้อารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่ ด้วยความหุนหันพลันแล่น บ้าปิ่นอย่างนั้นไม่ใช่หนทางที่ดี

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:24:16 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4



๓. ฉลาดในการทำงาน

คือ ประกอบไปด้วยสติปัญญา มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะมีความขยันในภารกิจที่เราได้รับมอบหมายทุกครั้ง ทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างตรงเวลา โดยไม่เลือกว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน และไม่เบี่ยงเบนงานนั่นเอง เมื่อเรารับผิดขอบงานได้ดี ความสามารถดีชื่อเสียงเกียรติคุณของเราก็ดีตามไปด้วย

๔. ไม่ควรตีตนเสมอในทุกๆ เรื่อง

เช่น เราทำงานอยู่ในสำนักงานก็ไม่ควรไปนั่งในที่นั่งของนาย แม้จะมีโอกาส หรือเก้าอี้นั้นว่างอยู่ ท่านก็ห้ามไม่ให้ตีตนเสมอ และไม่ควรใช้ของร่วมกับนายโดยไม่จำเป็น ไม่กินอยู่บริโภค ให้ทัดเทียมรวมทั้งเครื่องแต่งตัว เครื่องประดับ ท่าทาง กิริยา มารยาท

โดยเฉพาะอย่าเหลิง อย่างถือว่าเป็นคนโปรดปราน และตีตนเสมอ หรือชะล่าใจว่าเป็นคนที่เจ้านายรัก เคยเป็นเพื่อนกับเจ้านายอยู่ เคยรู้จักสนิทสนมกันมาก่อน ไม่ใช่เป็นการกระทำของบัณฑิต

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:26:53 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5



๕. วางตัวให้ถูกกาลเทศะ

โดยสำรวมกิริยามารยาทไม่คำนองกาย ไม่คะนองวาจา และต้องระวังกาย วาจา ใจ และมารยาทให้น่าไว้วางใจ คือทำตนเองให้มีความน่าเชื่อถือมีความสุจริตอยู่เสมอต้องมีปฎิภาณไหวพริบ รู้จักนั่งยืนในที่เหมาะกับฐานะของตนเองและกาลอันสมควร

โดยเฉพาะการรู้จักกาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องมีกาย วาจาใจเรียบร้อยอ่อนโยน สุภาพ ทำให้ผู้ที่คบหาได้รับความสุขกายสุขใจเสมอ และต้องไม่มักโกรธหรือฉุนเฉียวง่าย

๖. อย่าให้เจ้านายระแวงว่าจะไปตีท้ายครัว

เมื่อมีโอกาสไปบ้านเจ้านาย ก็อย่าให้เจ้านายมีความรู้สึกหวาดระแวงว่าเข้าบ้านแล้ว จะไปทำความเสื่อมเสียให้ หรือกินบนเรือนขี้รดบนหลงคา หรือกระทำการหักหลง อันนี้ผิดนะคะ ท่านไปยักยอกเงินทองหรือสมบัติของท่าน หรือไปกระทำตนสนิทสนมกับคนอื่นหรือคู่แข่งในธุรกิจการงานของเจ้านาย

แต่ให้ทำตนให้เจ้านายเกิดความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ที่วางใจได้อย่าให้ผู้เป็นเจ้านายของเราหมดความไว้วางใจ และเราต้องเป็นผู้ที่รักษาความลับได้ เช่น ท่านให้คำปรึกษาอะไร หรือท่านจะพูดจาระบายอารมณ์อะไรกับเรานั้น ก็เท่ากับเราเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจ

จึงไม่ควรเอาสิ่งที่เป็นความลับไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นฟัง หรือไปขายข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเจ้านาย อันนี้เป็นการคอรรัปชั่นโดยตรงและเป็นการทรยศด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:27:59 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6



๗. อย่าเกียจคร้าน อย่าดื่มสุรา อย่าทำร้ายทารุณสัตว์เลี้ยง หรือทำร้ายญาติมิตรบริวารของเจ้านาย

คือ ให้ตั้งตนเองอยู่ในศีล ๕ ให้ครบนั่นเอง เพราะว่าศีลเป็นอาภรณ์ หรือเป็นเกราะป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ได้อย่างดีที่สุด

๘. อย่าถือตัวว่าเป็นคนมีความรู้ดีกว่า แล้วกล่าวถ้อยคำหยาบคายก้าวร้าวในที่ประชุม

ไม่ว่าเราจะมีความรู้ขนาดไหน โบราณท่านว่า “ พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ” ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องอวดความรู้เมื่อเราทำงาน ผลงาน คือ สิ่งที่โชว์ความสามรรถของเราโดยตรง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:29:11 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7



๙. ก่อนที่จะกล่าวโทษใคร หรือกล่าวคุณของใครต้องพินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดถี่ถ้วน ทั้งเรืองดี และเรื่องไม่ดี

พูดจาก็ให้ระวังปาก ไม่พูดจาขัดเคืองใจใคร ต้องเป็นคนพูดเป็น พูดเก่ง พูดดี โดยเฉพาะมีวาจาสุภาษิต อย่าพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ให้กล่าวแต่ความจริง ควรใช้คำอ่อนหวานสมานมิตรเสมอไป

๑๐. ไม่ขัดลาภยศของใคร ๆ

คือไม่คัดค้านการเลื่อนยศ เลื่อนขั้น เงินเดือน เงินรางวัลของใคร ไม่ทำตนเองไปขัดขางทัดทานไปทุกเรื่องจนเสียการเสียงาน ต้องอ่อนโยน ในภาวะที่ควรอ่อนโยน ฟังเสียงหมู่มาก เป็นต้น

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:29:45 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 8



๑๑. อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเห็นแก่ได้

ไม่โลภมาก ต้องรู้จักคำว่า “พอ” ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือก่อนให้เกิดความสิ้นเปลืองในสิ่งที่ไม่ควร คือวางตัวเองให้เหมาะสม รู้จักฐานะ

๑๒. ช่วยระวังรักษากฎระเบียบประเพณีไม่ให้เกิดการละเมิด

คือ เมื่อมีกฎระเบียบ นอกจากจะต้องรักษาแล้ว ยังต้องคอยระวังโดยไม่ทำตัวออกนอกลู่นอกทาง คือตนเองไม่ทำตนเป็นผู้ผิดระเบียบนั่งเอง และต้องกล้าที่จะฟังฝ่าอุปสรรคหรือต่อสู้เพื่อรักษาความถูกต้องไว้ คือยอมตายดีกว่าผิดระเบียบ หรือยอมตายดีกว่าผิดศีลในทางธรรมนั่งเอง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:30:17 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 9



๑๓. อย่าหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ หรือเรื่องชู้สาว จนเสียเวลา เสียการงาน เสียกำลังใจ

เพราะว่าเมื่อจิตประหวัดไปในเรื่องความรักมากด้านเพศตรงข้ามแล้ว ก็จะทำให้เสียการงาน เสียเวลาด้วย เมื่อทำงานแล้วต้องแบ่งเวลาให้ถูก สิ่งไหนเป็นงานส่วนรวม สิ่งไหนเป็นหน้าที่รับผิดชอบสิ่งไหนเป็นเรื่องส่วนตัว ต้อแยกแยะให้ออก จะเอามาปนกันไม่ได้

๑๔. ต้องเป็นผู้เลี้ยงดูบิดามารดา เคารพนับถือผู้เฒ่าผู้แก่

มีการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เรารู้จักก็ดี หรือเราไม่รู้จักก็ดี เมื่อเห็นท่านอาวุโสกว่าก็ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีมารยาทให้สมกับความเป็นไทย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:30:57 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 10



๑๕. ควรเกรงกลัวต่อความผิด

ถ้าเป็นภาษาธรรมะ คือมีหิริโอตตัปปะ เกรงความชั่ว กลัวผลบาป ต้องมีความประพฤติดีโดยฝึกจิตให้ดี ให้รู้จักข่มใจของตนเอง อย่าให้ยินดีในการทำบาป เตือนตนเองเสมอว่า เรื่องอกุศลต่าง ๆ ไม่ทำดีกว่า ฝึกให้มีอัธยาศัยอันมั่นคงอ่อนน้อม รู้จักประมาณในการโภชนา

เพราะว่าตามหลักธรรมนั้น ถ้าผู้ใดเป็นผู้ที่มีนิสัยมักโกรธ แล้วยังนอนมากเกินไป รับประทานอาหารมากเกินไปจะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญจิตใจ และเจริญสติปัญญาโดยตรง

๑๖. เมื่อเรามีความรู้อยู่แล้ว ก็ต้องใฝ่หาความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติมอยู่เสมอ

เพราะตรงกับหลักที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่พ้นจากการเรียนคือ ไม่ต้องเรียน อะไรอีกแล้ว มีอยู่ท่านเดียวเท่านั้น คือพระอรหันต์ บุคคลนอกนั้นยังต้องเป็นผู้หาประสบการณ์ ต้องหาความรู้เพิ่มเติมให้กับชีวิตเสมอ

เพราะว่าในโลกแห่งชีวิตนี้ เรามีสิ่งที่ยังไม่รู้อีกมากมาย ถ้าหากเราไม่ได้ศึกษาธรรมะ เราจะไม่เข้าใจเลยว่าสิ่งที่เรายังมีรู้คืออะไร

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มี.ค. 2550 , 10:31:19 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org