ความเก่ง... ที่ไม่มีใครสู้
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒)
สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง เหลืออีกหนึ่งเดือนเท่านั้นเราก็จะได้ส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นปี พ.ศ. ๒๕๔๓ การส่งท้ายปีเก่านี้ ถ้าหากเราคำนึงให้ดีก็เหมือนกับการส่งชีวิตที่เรามีโอกาสมาอยู่ในโลกนี้ให้ยืนยาวอยู่ต่อไป แต่ถ้าพูดตามหลักความจริงแล้วก็คือ เราชราภาพลงหรือแก่ลงนั่นเอง เมื่อความแก่มาถึงก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บตามมาเบียดเบียน และในที่สุดเราจะได้พบกับสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้นคือความตาย
เราจึงจำเป็นจะต้องดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทหากจะพูดในความหมายกว้าง ๆ ก็คือเราไม่ควรทำอะไรโดยคาดหวังหรือคาดคะเน เราต้องตั้งใจทำที่ปัจจุบัน เพราะว่าปัจจุบันคือความจริง หรือจะพูดให้คล้องจองก็คือ อดีตคือความปด อนาคตคือความผัน แต่ปัจจุบันนั้นคือความจริง เพราะคนเราเจ็บปวด สุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่ปัจจุบัน
ถ้าเราเล่าว่าเมื่อวานนี้หรือเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หรือเมื่อเดือนก่อนหรือปีก่อนเราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้ ได้รับความทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ มีความสุขเช่นนั้นเช่นนี้ ก็เป็นการเล่าถึงเรื่องราวในอดีตทั้งสิ้น แม้แต่ความรำพึงรำพันวิตกกังวลห่วงใยไปในอนาคตว่า เราจะเป็นยังไงนะ จะมีกินมีใช้มีบ้านอยู่หรือไม่ เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร
แต่ขณะปัจจุบันนี้ทั้งดิฉันและท่านผู้ฟังทุกคนยังมีชีวิตอยู่ การฟังรายการวิทยุหรือทำการงานต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ก็เกิดขึ้นที่ปัจจุบันทั้งสิ้น การรับรู้อารมณ์ทั้งหลาย เช่นตากระบทรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่องตึงก็รู้สึกได้ที่ปัจจุบัน
เราจึงต้องวางชีวิตให้เข้าใจในเรื่องปัจจุบัน และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ได้รับทราบกันถ้วนทั่วแล้วว่าการงานนั้นหายากมาก และเพราะเหตุที่ชีวิตของแต่ละคนนั้นล้วนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน ดิฉันจึงจำเป็นต้องพูดเรื่อองกรรมเป็นหลักใหญ่ โดยจะพูดถึงส่วนรวม เพื่อเป็นข้อคิดสักนิดว่า คนเราอาจจะเก่งเกินอันแต่ไม่เก่งเกินกรรม
|