มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระรัตนตรัย (๒)








พระรัตนตรัย (๒)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๒)


ตอนที่ผ่านมา


ที่ได้กล่าวมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความแม่นยำ ส่วนคำว่าพุทธะ หรือ พุทโธ เรานำมาเป็นคำภาวนาว่า พุทโธ ในการทำสมาธิ ที่เรียกว่า พุทธะ มีความเข้าใจได้อย่างเดียวเท่านั้น

พุทธะ หมายถึง ผู้ตรัสรู้ธรรมโดยลำพังด้วยพระองค์เองและสอนผู้อื่นให้ตรัสรู้ตาม

ส่วนพระธรรมที่พระองค์สอนนั้นมีถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ แต่ถ้าเรียกว่า ธรรม เราก็จะต้องเข้าใจว่าเป็นสภาพอย่างหนึ่งที่เป็นกุศลก็มี อกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี เพราะกุศลเป็นธรรมชนิดหนึ่ง อกุศลก็เป็นธรรมชนิดหนึ่ง อัพยากฤตเป็นธรรมชนิดหนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายได้เพียรพยายามสร้างสรรค์กุศลและละเว้นจากอกุศล

คำว่า พระธรรม มีความหมายได้ ๓ อย่าง คือ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มี.ค. 2550 , 20:35:13 น.] ( IP = 58.9.235.24 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



พระวาจาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนเราเรียกกันว่า ปริยัติธรรม ส่วนข้อปฏิบัติ เรียกว่า ปฏิบัติธรรม หมายถึง การดำเนินชีวิต หลีก ละ ลด และเลิกความชั่วแล้วก็มาทำความดี ละความชั่วออกทางกาย วาจา และใจ เพียรประพฤติและปฏิบัติธรรม ให้อยู่ในกุศลทั้งกาย วาจา และใจ

เพียรพยายามทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองจนกระทั่งบรรลุธรรมอันวิเศษได้ ตามที่พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุก่อนด้วยข้อปฏิบัติธรรม เมื่อบรรลุแล้วก็เรียกว่า ปฏิเวธธรรม นี่คือพระธรรม

พระสงฆ์ มีความเข้าใจได้ ๒ อย่าง คือ

ถ้าพระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป จะมีอำนาจที่ทำสังฆกรรมให้สำเร็จได้ เรียกว่า สมมุติสงฆ์ ท่านผู้ฟังคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตาม จนได้บรรลุคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าประสงค์ให้ปฏิบัติตามนั้นเรียกว่า อริยสงฆ์ จะเห็นความแตกต่างว่า ถ้าเรียกภิกษุตั้งแต่ ๔ รูป ขึ้นไป เรียกว่า สมมุติสงฆ์ แต่ถ้าปฏิบัติตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เราเรียกว่า พระอริยสงฆ์

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มี.ค. 2550 , 20:37:05 น.] ( IP = 58.9.235.24 : : )


  สลักธรรม 2



คราวนี้เรามาทำความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้ามีคุณวิเศษอย่างไร ทำไมจึงจะต้องนับถือคุณของพระพุทธเจ้านั้น ว่าโดยย่อมี ๒ อย่าง คือ

๑. คุณในพระองค์เอง

๒. คุณเกื้อกูลแก่ผู้อื่นอย่างหนึ่ง


คุณสองอย่างนี้ แตกต่างกันอย่างไร ข้อที่บอกว่าพระพุทธเจ้ามีคุณในพระองค์ก็เพราะว่ามีความประพฤติทางกาย วาจา ใจ บริสุทธิ์ทั้งที่ลับและที่แจ้ง และตรัสรู้ความดับทุกข์ทางใจทั้งปวงได้ ข้อนี้เป็นคุณในพระองค์เอง

ส่วนข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม ให้ละเว้นสิ่งชั่วและทำในสิ่งที่ควรทำ เจริญในสิ่งที่ควรเจริญขึ้น ได้บรรลุคุณประโยชน์ต่าง ๆ เป็นขั้นเป็นตอนไป มีความดับทุกข์เป็นที่สุด ข้อนี้จัดว่าเป็นคุณเกื้อกูลแก่บุคคลอื่น เราต้องทราบว่าพระพุทธเจ้านั้นอุบัติมาเพื่ออะไร

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มี.ค. 2550 , 20:40:50 น.] ( IP = 58.9.235.24 : : )


  สลักธรรม 3



พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มีคุณอะไรบ้างที่เราควรจะนับถือ

๑. เมื่อใครประพฤติแล้ว ย่อมรักษาผู้นั้นมิให้ตกต่ำไปในสิ่งชั่วร้าย

๒. ให้ผู้นั้นดับทุกข์ใจทั้งปวงได้ เพราะพระธรรมเป็นสิ่งที่สอนให้ละคลายจาก ความทุกข์


ส่วนพระสงฆ์ มีคุณ ๒ อย่าง คือ

๑. คุณในตัว

๒. คุณเกื้อกูลแก่ผู้อื่น


ข้อที่พระสงฆ์ปฏิบัติกาย วาจา ใจ จนดับทุกข์ทั้งปวงได้ เป็นคุณสมบัติในตัวของพระสงฆ์รูปนั้น ๆ ส่วนข้อที่พระสงฆ์นำมาสั่งสอน เทศน์ และปาฐกถาให้ผู้อื่นรู้ เพื่อปฏิบัติกาย วาจา ใจ ให้ถูกต้อง จนดับทุกข์ทั้งปวงได้ การนำคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประกาศสืบต่อ ให้ผู้ที่เกิดมาภายหลังได้รับทราบ คือคุณที่เกื้อกูลแก่ผู้อื่น

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มี.ค. 2550 , 20:41:22 น.] ( IP = 58.9.235.24 : : )


  สลักธรรม 4



นี่คือสิ่งละอันพันละน้อยให้เราทำความเข้าใจในหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเราจะได้รู้ว่าสิ่งที่เรานับถือนั้น มีคุณสมบัติมีคุณวิเศษอย่างแท้จริง ไม่ใช่นับถือโดยใบสำมะโนครัวหรือสืบทอดกันมา

คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ความตายเป็นของธรรมดา ซึ่งเรียกว่า สามัญลักษณะ แต่ชีวิตภายหลังความตายสำคัญยิ่งนัก เพราะไม่มีอะไรที่มนุษย์คนไหน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือยาจก จะนำติดตัวไปได้เลย ดินสักก้อนก็เอาไปไม่ได้

จะเห็นว่าคนในสมัยก่อนที่นิยม เลี่ยมฟันทอง พอตายแล้วก็นำฟันทองไปไม่ได้ จะมีสมบัติพัสถานมากมายบ้านช่องหลายหลัง แต่พอตายก็นอนเหยียดยาวมือแข็งทื่อ แม้น้ำรดศพที่ปรุงจนหอมใส่ดอกมะลิใส่กลีบกุหลาบ ก็ไม่เห็นผู้ตายนั้นกำไปได้เลย แต่สิ่งที่จะนำไปได้คือ บาป-บุญ คุณ-โทษ อันเป็นกุศลกรรม และอกุศลกรรม ซึ่งจะเป็นคติ(ที่ไป)

ไปในภพภูมิต่าง ๆ ซึ่งมีถึง ๓๑ ภูมิ ในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าจิตก่อนตายซึ่งเรียกว่า มรณาสันนกาล จับอารมณ์ที่ดี คือ นึกถึงกุศล นึกถึงอุปกรณ์ที่เคยทำบุญทำทานไว้ และมองเห็นสิ่งที่สวยงาม เช่น เห็นราชรถ เห็นวิมานต่าง ๆ กรรมนิมิต กรรมอารมณ์ และเจตนากรรม ก็ทำให้ผู้นั้นมีที่ไปคือ สุคติภูมิ

แต่ถ้าผู้ที่ใกล้จะตายมีมรณาสันนกาล จับอารมณ์ที่ไม่ดี คือ นึกถึงอกุศล นึกถึงอุปกรณ์การฆ่าสัตว์ เช่น ธนู มีด หรือเบ็ดตกปลา หรือเห็นที่ชุ่มแช่รกชัฏ อำนาจกรรมนิมิต กรรมอารมณ์และเจตนากรรม ก็จะนำเขาผู้นั้นไปทุคติภูมิ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มี.ค. 2550 , 20:42:07 น.] ( IP = 58.9.235.24 : : )


  สลักธรรม 5



สุคติภูมิ ได้แก่ มนุษย์ เทวดา ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานนรตีปรนิมมิตตวัสวัตตี พรหม และอรูปพรหม ส่วนทุคติภูมิ ได้แก่ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรกในอบายภูมิต่าง ๆ

ฉะนั้น การไปเกิดในภพภูมิ เราเป็นผู้กระทำทั้งสิ้น เพราะเราเป็นผู้กำหนดกรรม ไม่มีใครดลบันดาลให้เราได้ เวลาเราตั้งใจจะใส่บาตร มีจิตโสมนัสที่จะใส่บาตร ไม่มีใครมาจี้มาปล้นบุญของเราไปได้ จึงมีแต่บาป-บุญ เท่านั้น ที่ผู้ตายจะนำติดตัวไปได้ อยู่ที่ว่ากำลังของบุญ กำลังของบาป อย่างไหนมีกำลังแรงกว่ากัน

ท่านผู้ฟังที่เคารพเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราควรหันหน้ามาศึกษาหาความรู้ความเข้าใจ และสร้างสมบุญบารมีธรรมให้มาก ๆ เพราะว่าชาตินี้ก็สั้นลงแล้ว ชีวิตน้อยนิด ไม่นานก็ตาย ที่หมายของเราคือเป็นศพ

แต่ขณะที่ยังมีชีวิตมีลมหายใจเข้าออก ยังมีความสามารถสวดมนต์ ทำสมาธิ เจริญภาวนา ศึกษาเล่าเรียน เผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับว่าเราได้กระทำบุญ และสร้างสมบุญญาธิการเป็นบารมีติดตามไปชาติหน้า

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มี.ค. 2550 , 20:43:11 น.] ( IP = 58.9.235.24 : : )


  สลักธรรม 6



ชีวิตแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั้น เราเป็นผู้ลิขิตเองบนทางกรรม กรรมดีย่อมให้ผลดี กรรมชั่วย่อมให้ผลชั่ว เป็นของธรรมดา

ส่วนคำว่าแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ คือ อัณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะ และโอปปาติกะ ได้แก่กำเนิดในครรภ์มารดา กำเนิดในฟองไข่ กำเนิดในของโสโครก และกำเนิดโดยบาป-บุญ คือ โอปปาติกะที่กำเนิดโดยบุญ จะเป็นเทวดา พรหมต่าง ๆ

ส่วนโอปปาติกะที่กำเนิดโดยบาปนั้น คือ เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ทุกอย่างเป็นของมีจริง ไม่ต้องสงสัย เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นผู้รู้แจ้งในไตรโลก คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก

พระองค์ทรงรู้ว่า ชีวิตแห่งการเกิดนั้นเป็นทุกข์ยิ่งนัก ไม่มีใครสักคนเดียวเกิดมาแล้วมีความสุขอย่างสถาพร ชีวิตที่บอกว่ามีความสุขนั้นเป็นเพียงสุขเวทนาที่เสวยอารมณ์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ครู่เดียวก็จากไปหมดไป ถึงเราไม่จากเขาไป เขาก็ต้องจากเราไป สิ่งเหล่านั้นไม่จากเราไป เราก็ต้องจากสิ่งเหล่านี้ไป

แต่เรื่องบาปบุญ คุณโทษ ถึงเราอยากจะหนีจากบาป เราก็หนีไม่พ้นจากบาป เราอยากได้บุญ เราต้องทำบุญ เราต้องลงทุนเอง ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว วันนี้รายการหันหน้าเข้าวัด ก็หมดเวลาลงอีกแล้ว

ดิฉันบุษกร เมธางกูร ขออวยพรให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จงเจริญอยู่ในทาน ศีล ภาวนา สามารถเจริญชีวิตอยู่ในมรรคาแห่งสันติสุขทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนา สวัสดีค่ะ!

โปรดติดตามตอนเรื่องไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มี.ค. 2550 , 20:43:58 น.] ( IP = 58.9.235.24 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org