
สาเหตุให้เกิดอวิชชา
ถาม : อวิชชามีเพราะอะไรเป็นปัจจัย?
ตอบ : ตามความจริงแล้ว อวิชชามีอวิชชาเป็นปัจจัย อนุสัยกลายเป็นปริยุฏฐานกิเลส(กิเลสเครื่องรุมล้อม) ก็กลายเป็นปัจจัยของอนุสัย
อนึ่ง กิเลสทั้งปวงเป็นปัจจัยของอวิชชาตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า จากการเกิดขึ้นของอาสวะ อวิชชาก็เกิดขึ้น รากเหง้าแห่งอวิชชาก็เกิดขึ้น อนึ่งเปรียบเหมือนการเกิดขึ้นแห่งจิตในขณะเดียว
เมื่อเห็นรูปด้วยตา ปุถุชนผู้ขาดการสดับตรับฟังจึงเพิ่มตัณหา ความสนุกสนานร่าเริงทั้งสิ้นในเวลานั้นก็คือความลุ่มหลงของจิต นี้เรียกว่า อวิชชา เพราะการยึดมั่นถือมั่นในอวิชชานี้บุคคลจึงสร้างเหตุปัจจัยแห่งสังขาร เพราะการยึดมั่นถือมั่นในสังขารเหล่านี้ บุคคลจึงสร้างเหตุปัจจัยแห่งวิญญาณขึ้นและรู้ธรรมที่สัมปยุตของจิตและรูปารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังขาร เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงเกิดขึ้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดปีติ เพราะปีติและรูปารมณ์ที่ให้เกิดปีติเป็นปัจจัย อินทรีย์ล้วน ๆ จึงเกิดขึ้น ดังนั้น เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะ ๖ จึงเกิดขึ้น เพราะผัสสะที่เป็นสุขเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น เพราะสุขเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิดขึ้น เพราะความยึดมั่นในความสุขทั้งสิ้นและเพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิดขึ้น เพราะความยึดมั่นและเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยภพจึงเกิดขึ้น เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงเกิดขึ้น และเมื่อสัตว์เริ่มถึงจุดจบ นี้เรียกว่าชรา การแตกสลายและการสูญสิ้นนี้เรียกว่า มรณะ
เพราะฉะนั้น ในชั่วขณะเดียวเท่านั้นปัจจยาการทั้ง ๑๒ อย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
ถาม : บรรดาองค์ประกอบแห่งปัจจยาการทั้ง ๑๒ อย่าง สภาวะที่เป็นกิเลสมีเท่าไรที่เป็นกรรมมีเท่าไร ที่เป็นวิบากมีเท่าไร ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันมีเท่าไร สภาวะที่เป็นเหตุปัจจัยมีเท่าไร ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน ปฏิจจสมุปบาทเป็นคำสั่งสอนประเภทไหน อะไรคือความแตกต่างแห่งสภาวะทั้ง ๒ อย่าง ทำไมปฏิจจสมุปบาทจึงมีความลึกซึ้งยิ่งนัก?
ตอบ : กิเลสมี ๓ อย่างคือ อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน กรรมมี ๒ อย่างคือสังขาร และภพ วิบากมี ๗ อย่างคือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติ และชรามรณะ
อุปมาว่าด้วยสีของนายช่าง
ในที่นี้ กิเลสเป็นเหตุของชีวิตในอนาคต เปรียบเหมือนสีของช่าง อารมณ์ของกิเลส ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง เหมือนวัสดุที่นายช่างทาสี กิเลสก่อให้เกิดภาพเหมือนสีที่ต่างกันของนายช่าง ปัจจยาการ ๒ อย่างนี้เป็นอดีตกล่าวคืออวิชชาและสังขาร
ปัจจยาการ ๒ อย่างนี้เป็นอนาคตกล่าวคือ ชาติและชรามรณะ ปัจจยาการอีก ๘ อย่างเป็นปัจจุบัน กล่าวคือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทานและภพ เพราะฉะนั้น กาลทั้ง ๓ แบ่งได้ดังกล่าวมานี้
เพราะฉะนั้น บุคคลควรจะรู้ว่า สังสารวัฏดำเนินมาอย่างหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ องค์ของปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ อย่างไม่ควรจะสอนแยกจากกัน ยิ่งกว่านั้นปฏิจจสมุปบาท ที่ไม่ได้ประกอบด้วยองค์ทั้ง ๑๒ อย่าง ก็ไม่พึงสั่งสอน
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน?
ตอบ : ปัจจยาการทั้ง ๑๒ อย่างนี้เป็นปัจจัยแก่กันและกัน เพราะฉะนั้น ปัจจยาการเหล่านี้ จึงเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ปัจจยาการทั้ง ๑๒ อย่าง เป็นภาวะที่เกิดขึ้นพร้อมแล้ว
ถาม : อะไรเป็นความแตกต่างกันระหว่างสภาวธรรมทั้ง ๒ อย่างนั้น?
ตอบ : หน้าที่ของปฏิจจสมุปบาทแต่ละกรณีมีความแตกต่างกันและยังไม่สมบูรณ์ บุคคลจึงไม่อาจจะพูดถึงได้ สภาวธรรมเหล่านั้นเป็นปัจจัยหรือว่าไม่เป็นปัจจัย ก็ไม่อาจที่จะอธิบายได้ สภาวธรรมของปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นพร้อมแล้วได้ทำภาระหน้าที่เสร็จแล้วและได้รับเหตุปัจจัยแล้ว นี้เป็นข้อที่แตกต่างกันระหว่างสภาวธรรมทั้ง ๒ อย่าง
ถาม : ทำไมปฏิจจสมุปบาทจึงลึกซึ้งยิ่งนัก?
ตอบ : บุคคลสามารถจะรู้วิธีและลักษณะที่มือวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารเป็นต้น แต่ว่าบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว ย่อมสามารถรู้แจ้งหน้าที่ ลักษณะ และธรรมชาติ ของปฏิจจสมุปบาทได้ โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่น สภาวะเหล่านี้ จึงจัดเป็นธรรมชาติอันลึกซึ้งของปฏิจจสมุปบาท