มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิจัยเจาะลึกวงจรแห่งชีวิต




วิจัยเจาะลึกวงจรแห่งชีวิต



ถาม : สังขารการทำบุญและบาปนั้นเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยได้อย่างไร? ความชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะชาติเป็นปัจจัยอย่างไร?
ตอบ : เหตุปัญจุปาทานขันธ์หรือขันธ์๕เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่ได้สดับเพราะไม่รู้อริยสัจ ๔ ในราตรีอันยาวนานแห่งความไม่รู้เขายึดมั่นอัตตา และคิดว่า “นั่นเป็นของเรา นี้เป็นอัตตาของเรา” ฉะนั้นเขาจึงร่าเริงและยึดมั่นต่อความร่าเริง ความคิดสร้างภพ ก็นำไปสู่การเกิดใหม่ ในความคิดแห่งการสร้างภพนั้นไม่มีญาณ เธอติดอยู่ในภพเพราะว่าเธอปรารถนาภพ



อุปมาว่าด้วยเมล็ดพืช
เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ปลูกในนาที่อุดมสมบูรณ์ ถ้าว่าวิญญาณดับ ภพก็ดับ นี้เป็นความหมายของสังขารที่เกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเข้าสู่ภพและรวมกับภพ ภพก็จะดำเนินสืบต่อไป ดังนั้น จึงมีการสืบต่อกันไปอยู่เรื่อย ๆ วิญญาณจะไม่แยกจากจิตในภพ เพราะฉะนั้น วิญญาณจึงเกิดขึ้นเพราะมีสังขารเป็นปัจจัย



หรือจะอุปมาว่าด้วยพระอาทิตย์
ถ้าปราศจากพระอาทิตย์เสียแล้ว จะไม่มีแสงสว่างหรือการเพิ่มแสงสว่างในโลกนี้ฉันใด ถ้าปราศจากวิญญาณเสียแล้ว นามรูปก็จะตั้งอยู่ไม่ได้และก็จะเจริญไม่ได้ ฉันนั้น
หรือจะอุปมาว่าด้วยไม้อ้อ ๒ มัด
มัดไม้อ้อ ๒ มัดจะต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะตั้งอยู่ได้ ฉันใด นามรูปจะเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยก็ฉันนั้น เพราะอาศัยอายตนะภายในเป็นปัจจัย เจตสิกเหล่านั้นอื่นจึงจะ เกิดขึ้นร่วมกัน การเจริญมนายตนะเกิดเพราะอาศัยนาม เพราะอาศัยมหาภูตรูป ๔ อาหารและอุตุเป็นปัจจัย อายตนะภายใน ๕ อื่นอีกจึงเจริญและเพิ่มพูนยิ่งขึ้น อายตนะอื่นไม่อาศัยสิ่งเหล่านี้ เพราะการประชุมกันของอินทรีย์อื่น ๆ อารมณ์ ธาตุและวิญญาณ ผัสสะจึงจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงจะเกิดขึ้น โดยอาศัยผัสสะ บุคคลจึงเสวยทุกข์ สุข และอุเบกขา ถ้าว่าบุคคลไม่ถูกต้องผัสสะเสียแล้ว เวทนาก็จะไดไม่เกิดขึ้น ปุถุชนผู้ขาดการประสบทุกข์และเอาชนะทุกข์ได้ เขาปรารถนาความสุขสบายจึงเจริญอุเบกขา(๔๘)ดังนั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด เพราะตัณหาบุคคลจึงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่น่ารัก เพราะฉะนั้น เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิด เพราะอุปาทานนั้น บุคคลจึงหว่านเมล็ดพืชแห่งภพ เพราะฉะนั้น เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยภพจึงเกิด เพราะผลกรรมของเขาเอง บุคคลจึงเกิดขึ้นในสถานที่แตกต่างกัน เหตุนั้น จึงมีการเกิดใหม่ และเพราะมีชาติ จึงมีชราและมรณะ ดังนั้นเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ



อุปมาว่าด้วยเมล็ดพืช หน่อ และลำต้น
เมล็ดข้าวเปลือกมีเพราะลำต้นข้าวเปลือกเป็นปัจจัย ฉันใด สังขารเกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัยฉันนั้น หน่อที่แตกออกมีได้เพราะเมล็ดพืช(๔๙) เป็นปัจจัย วิญญาณเกิดขึ้นก็เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย ใบจะมีได้ก็เพราะหน่อเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนนามรูปจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย กิ่งจะมี่ได้ก็เพราะมีใบเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนสฬายตนะจะเกิดขึ้นเพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย ลำต้นจะมีได้ก็เพราะมีกิ่งเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนผัสสะจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย ดอกจะมีได้ก็เพราะมีลำต้นเป็นปัจจัยเปรียบเหมือนเวทนาจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย น้ำหวานในดอกไม้จะมีได้ก็เพราะมีดอกไม้เป็นปัจจัย เปรียบเหมือนตัณหาจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย รวงข้าวจะมีได้ก็เพราะมีน้ำหวาน เป็นปัจจัยเปรียบเหมือนอุปาทานจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย เมล็ดข้าวจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีรวงข้าวเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนภพจะมีได้ก็เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย หน่อจะมีได้ ก็เพราะมีเมล็ดข้าวเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนชาติจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีภพเป็นปัจจัย ฉะนั้น สภาวธรรมที่สืบต่อเกี่ยวเนื่องอย่างมากมาย บุคคลจึงไม่สามารถจะทราบอดีตหรืออนาคตได้
เพราะฉะนั้น สังสารวัฏสืบต่อมาตั้งแต่การเกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย บุคคลไม่สามารถจะทราบ อดีตหรืออนาคตแห่งสังสารวัฏได้



โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 เม.ย. 2550 , 07:22:57 น.] ( IP = 58.9.109.244 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


สาเหตุให้เกิดอวิชชา
ถาม : อวิชชามีเพราะอะไรเป็นปัจจัย?
ตอบ : ตามความจริงแล้ว อวิชชามีอวิชชาเป็นปัจจัย อนุสัยกลายเป็นปริยุฏฐานกิเลส(กิเลสเครื่องรุมล้อม) ก็กลายเป็นปัจจัยของอนุสัย
อนึ่ง กิเลสทั้งปวงเป็นปัจจัยของอวิชชาตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า “จากการเกิดขึ้นของอาสวะ อวิชชาก็เกิดขึ้น รากเหง้าแห่งอวิชชาก็เกิดขึ้น” อนึ่งเปรียบเหมือนการเกิดขึ้นแห่งจิตในขณะเดียว
เมื่อเห็นรูปด้วยตา ปุถุชนผู้ขาดการสดับตรับฟังจึงเพิ่มตัณหา ความสนุกสนานร่าเริงทั้งสิ้นในเวลานั้นก็คือความลุ่มหลงของจิต นี้เรียกว่า “อวิชชา” เพราะการยึดมั่นถือมั่นในอวิชชานี้บุคคลจึงสร้างเหตุปัจจัยแห่งสังขาร เพราะการยึดมั่นถือมั่นในสังขารเหล่านี้ บุคคลจึงสร้างเหตุปัจจัยแห่งวิญญาณขึ้นและรู้ธรรมที่สัมปยุตของจิตและรูปารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังขาร เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงเกิดขึ้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดปีติ เพราะปีติและรูปารมณ์ที่ให้เกิดปีติเป็นปัจจัย อินทรีย์ล้วน ๆ จึงเกิดขึ้น ดังนั้น เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะ ๖ จึงเกิดขึ้น เพราะผัสสะที่เป็นสุขเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น เพราะสุขเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิดขึ้น เพราะความยึดมั่นในความสุขทั้งสิ้นและเพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิดขึ้น เพราะความยึดมั่นและเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยภพจึงเกิดขึ้น เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงเกิดขึ้น และเมื่อสัตว์เริ่มถึงจุดจบ นี้เรียกว่าชรา การแตกสลายและการสูญสิ้นนี้เรียกว่า มรณะ
เพราะฉะนั้น ในชั่วขณะเดียวเท่านั้นปัจจยาการทั้ง ๑๒ อย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน




ถาม : บรรดาองค์ประกอบแห่งปัจจยาการทั้ง ๑๒ อย่าง สภาวะที่เป็นกิเลสมีเท่าไรที่เป็นกรรมมีเท่าไร ที่เป็นวิบากมีเท่าไร ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันมีเท่าไร สภาวะที่เป็นเหตุปัจจัยมีเท่าไร ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน ปฏิจจสมุปบาทเป็นคำสั่งสอนประเภทไหน อะไรคือความแตกต่างแห่งสภาวะทั้ง ๒ อย่าง ทำไมปฏิจจสมุปบาทจึงมีความลึกซึ้งยิ่งนัก?
ตอบ : กิเลสมี ๓ อย่างคือ อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน กรรมมี ๒ อย่างคือสังขาร และภพ วิบากมี ๗ อย่างคือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติ และชรามรณะ

อุปมาว่าด้วยสีของนายช่าง
ในที่นี้ กิเลสเป็นเหตุของชีวิตในอนาคต เปรียบเหมือนสีของช่าง อารมณ์ของกิเลส ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง เหมือนวัสดุที่นายช่างทาสี กิเลสก่อให้เกิดภาพเหมือนสีที่ต่างกันของนายช่าง ปัจจยาการ ๒ อย่างนี้เป็นอดีตกล่าวคืออวิชชาและสังขาร
ปัจจยาการ ๒ อย่างนี้เป็นอนาคตกล่าวคือ ชาติและชรามรณะ ปัจจยาการอีก ๘ อย่างเป็นปัจจุบัน กล่าวคือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทานและภพ เพราะฉะนั้น กาลทั้ง ๓ แบ่งได้ดังกล่าวมานี้



เพราะฉะนั้น บุคคลควรจะรู้ว่า สังสารวัฏดำเนินมาอย่างหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ องค์ของปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ อย่างไม่ควรจะสอนแยกจากกัน ยิ่งกว่านั้นปฏิจจสมุปบาท ที่ไม่ได้ประกอบด้วยองค์ทั้ง ๑๒ อย่าง ก็ไม่พึงสั่งสอน
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน?
ตอบ : ปัจจยาการทั้ง ๑๒ อย่างนี้เป็นปัจจัยแก่กันและกัน เพราะฉะนั้น ปัจจยาการเหล่านี้ จึงเรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” ปัจจยาการทั้ง ๑๒ อย่าง เป็นภาวะที่เกิดขึ้นพร้อมแล้ว
ถาม : อะไรเป็นความแตกต่างกันระหว่างสภาวธรรมทั้ง ๒ อย่างนั้น?
ตอบ : หน้าที่ของปฏิจจสมุปบาทแต่ละกรณีมีความแตกต่างกันและยังไม่สมบูรณ์ บุคคลจึงไม่อาจจะพูดถึงได้ สภาวธรรมเหล่านั้นเป็นปัจจัยหรือว่าไม่เป็นปัจจัย ก็ไม่อาจที่จะอธิบายได้ สภาวธรรมของปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นพร้อมแล้วได้ทำภาระหน้าที่เสร็จแล้วและได้รับเหตุปัจจัยแล้ว นี้เป็นข้อที่แตกต่างกันระหว่างสภาวธรรมทั้ง ๒ อย่าง
ถาม : ทำไมปฏิจจสมุปบาทจึงลึกซึ้งยิ่งนัก?
ตอบ : บุคคลสามารถจะรู้วิธีและลักษณะที่มือวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารเป็นต้น แต่ว่าบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว ย่อมสามารถรู้แจ้งหน้าที่ ลักษณะ และธรรมชาติ ของปฏิจจสมุปบาทได้ โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่น สภาวะเหล่านี้ จึงจัดเป็นธรรมชาติอันลึกซึ้งของปฏิจจสมุปบาท


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 เม.ย. 2550 , 07:24:09 น.] ( IP = 58.9.109.244 : : )


  สลักธรรม 2


ปฏิจจสมุปบาทรุ้ได้ โดย ๗ วิธี
อนึ่ง ปฏิจจสมุปบาทควรจะรู้ได้โดย ๗ วิธี คือ โดยสนธิ ๓ กลุ่ม ๔ อาการ ๒๐ จักร ลำดับ พิจารณา และสงเคราะห์
โดยสนธิ ๓
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทโดยสนธิ ๓ อย่างไร?
ตอบ : ในที่นี้ ช่วงต่อระหว่างสังขารกับวิญญาณเป็นสนธิที่ ๑ ช่วงต่อระหว่างเวทนาและตัณหาเป็นสนธิที่ ๒ และช่วงต่อระหว่างภพกับชาติเป็นสนธิที่ ๓
ผลปัจจุบันมาจากเหตุคือกรรมกิเลสในอดีต นี้เป็นสนธิที่ ๑
กิเลสปัจจุบันมาจากผลปัจจุบัน นี้เป็นสนธิที่ ๒ ผลอนาคตมาจากกิเลสปัจจุบัน นี้เป็นสนธิที่ ๓ สนธิที่ ๑ และ ๓ เป็นเหตุผลสนธิและภวสนธิ สนธิที่ ๒ เป็นผลเหตุสนธิ และนภวสนธิ
ถาม : ภวสนธิเป็นไฉน?
ตอบ : บุคคลยังไม่แทงตลอดขันธ์ อายตนะ และธาตุ ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ในภพภูมิแตกต่างกัน ไม่มีสิ้นสุดเพราะมีกรรมกิเลสในอดีตเป็นปัจจัย นี้เป็นภวชาติสนธิ
ความตายของผู้ทำความชั่วที่มีอวิชชาและตัณหา
ถาม : สนธิสำเร็จอย่างไร?
ตอบ : ในที่นี้ บุคคลสร้างกรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาและตัณหา คือ ผู้ทำความชั่วเมื่อใกล้จะตายย่อมเป็นทุกข์ เขาย่อมนอนบนเตียงเป็นที่ตาย จะไม่เห็นโลกนี้และโลกหน้า เขาสิ้นสติและไม่สามารถจะเรียกสติกลับคืนมาได้ ในขณะนั้น เขาเป็นทุกข์เพราะความชั่วจากการเกิดใหม่ สติพลัดพรากจากจิตของเขา และกำลังถดถอยถอยลง เขาก็จะสูญเสียอินทรีย์ทีละน้อย ร่างกายของเขาก็จะแตกสลาย ชีวิตินทรีย์ก็จะแตกทำลาย ร่ายกายของเขาจะเป็นเหมือนใบตาลแห้งในเวลานั้น เขาจะเป็นประดุจคนนอนหลับและฝัน



กรรม กรรมนิมิต คติ คตินิมิต
เพราะกรรมเป็นปัจจัย ธรรม ๔ อย่างย่อมเกิด คือ กรรม กรรมนิมิต คติ คตินิมิต
ถาม : กรรมเป็นไฉน?
ตอบ : กรรม คือ ความดีและความชั่วที่บุคคลทำไว้หนักบ้างเบาบ้างมากบ้างน้อยบ้าง กรรมนิมิตที่ปรากฏเป็นวิบากตรงกับกรรมที่ทำไว้แล้ว
คติ สุคติเกิดเพราะอาศัยปัจจัยแห่งบุญ ทุคติเกิดเพราะอาศัยปัจจัยแห่งบาป
คตินิมิต ในขณะเข้าไปสู่ครรภ์ อารมณ์ ๓ อย่างจะรวมตัวกันทำให้เกิดใหม่ การเกิดใหม่อาศัยที่เกิด กล่าวคือ พระราชวัง บ้านเรือน ภูเขา ต้นไม้ หรือแม่น้ำ อันสมควรแก่คติ คตินิมิตที่สมควรก็จะเกิด และบุคคลเมื่อพิง หรือนั่ง หรือนอน บนเตียงเป็นที่ตายของเขา กำหนดนิมิตนั้น ภายหลังจิตที่เป็นชวนะเสพกรรมในอดีต หรือว่ากรรมนิมิต คติหรือว่าคตินิมิตสิ้นสุดลง จิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ขาดตอน จิตเพียงแต่กรรมหรือว่ากรรมนิมิต คติหรือคตินิมิตเท่านั้น จะกลับกลายมาเป็นอารมณ์ของปฏิสนธวิญญาณ ซึ่งเปรียบเหมือนการต่อตะเกียงจากตะเกียง หรือเปรียบเหมือนไฟที่ลุกไหม้อาศัยมาจากเปลวไฟ
ในครรภ์ของมารดา อาศัยความไม่บริสุทธิ์ของมารดา บิดา รูป ๓๐ สมบูรณ์โดยการกระทำของอายตนะ ๑๐ ในขณะของชรา รูป ๔๖ ย่อมสมบูรณ์
ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป และนามรูปก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ดังนั้น การสืบต่อแห่งภพย่อมจะสมบูรณ์ ในที่นี้ ความสำเร็จของสนธิทั้ง ๓ อย่าง ควรจะเข้าใจตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
การแบ่งกลุ่ม ๔
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทโดยกลุ่ม ๔ เป็นไฉน?
ตอบ : อวิชชาและสังขารเป็นกลุ่มของกรรมกิเลสฝ่ายอดีต วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนาเป็นกลุ่มของผลในปัจจุบัน ตัณหา อุปาทานและภพเป็นกลุ่มของกรรมและกิเลสในปัจจุบัน ชาติ ชราและมรณะเป็นผลในอนาคต ฉะนั้น บุคคลควรรู้โดยเป็นกลุ่ม ๔ ดังนี้



อาการ ๒๐ อย่าง
ถาม : รู้ปฏิจจสมุปบาทโดยอาการ ๒๐ อย่างเป็นไฉน?
ตอบ : รู้โดยการยึดมั่นถือมั่นแห่งอวิชชา ตัณหาและอุปาทานในอดีต โดยการติดแน่นแห่งกิเลสนิมิต โดยการยึดมั่นแห่งสังขารของภพในอดีตโดยการเกาะแน่นแห่งกรรมนิมิต โดยการเกาะเกี่ยวแห่งวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา โดยชาติ ชรามรณะของวิบากนิมิตในปัจจุบันที่ถูกยึดมั่นถือมั่น โดยการติดแน่นแห่งตัณหา อุปาทาน และโดยกิเลสนิมิตของการยึดมั่นถือมั่นในปัจจุบัน โดยการเกาะเกี่ยวแห่งปัจจุบันภวสังขารที่ติดแน่นทางกรรมนิมิต โดยการยึดติดแห่งชาติ ชรา และมรณะ อนาคตวิญญาณ นามรูป อายตนะ ๖ ผัสสะ เวทนาที่เกาะเกี่ยวกัน สภาวธรรม ทั้ง ๒๔ อย่างนี้เป็นอาการ ๒๐ อย่าง
ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ในอธิธรรมว่า “ในอดีตกรรมภพ ความโง่เขลาคืออวิชชา ความขวนขวายคือสังขาร ความต้องการคือตัณหา ความยึดติดคืออุปาทาน เจตนาคือภพ ฉะนั้น สภาวธรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ ในกรรมภพเป็นสาเหตุแห่งการกลับมาเกิดในปัจจุบัน จากความสุกงอมแห่งอายตนะ ในกรณีเช่นนี้ ความโง่เขลาเป็นอวิชชา ความขวนขวายเป็นสังขาร ความต้องการเป็นตัณหา ความยึดติดเป็นอุปาทาน เจตนาเป็นสาเหตุแห่งการเกิดใหม่ในอนาคตกาลเบื้องหน้า ในกรณีดังกล่าวนี้ การกลับมาเกิดเป็นวิญญาณ การก้าวลงสู่เบื้องต่ำเป็นนามรูป ความเป็นอวัยวะที่มีความรู้สึกเป็นอายตนะ สภาวธรรมที่กระทบกระทั่งเป็นผัสสะ ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์เป็น เวทนา เพราะฉะนั้น สภาวธรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ในภพคือ การกลับมาเกิดใหม่เป็นปัจจัยแห่งวิบากกรรมที่บุคคลได้ทำเอาไว้แล้ว ดังนั้น บุคคลควรจะทราบเรื่องปฏิจจสมุปบาท โดยอาการทั้ง ๒๐ อย่าง ดังนี้”


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 เม.ย. 2550 , 07:26:04 น.] ( IP = 58.9.109.244 : : )


  สลักธรรม 3


โดยจักร
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทโดยจักรเป็นไฉน?
ตอบ : อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ เพราะฉะนั้นชาติจึงเป็นปัจจัยแห่งชรามรณะ ดังนั้น กองทุนทั้งปวงจึงเกิดขึ้น ฉะนั้น ธรรมทั้งหมดจึงจัดเป็นกองแห่งทุกข์ ความไม่รู้เรียกว่า อวิชชา และอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร เพราะฉะนั้นบุคคลควรจะรู้ปฏิจจสมุปบาทโดยจักร ดังนี้




อนุโลมและปฏิโลม
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทโดยลำดับเป็นไฉน?
ตอบ : ลำดับมี ๒ อย่าง ลำดับเหล่านั้นคือ อย่างแรกเริ่มต้นจากอวิชชา และอีกอย่างหนึ่ง เริ่มต้นจากชราและมรณะ อนึ่ง คำถามที่เริ่มต้นจากอวิชชาควรจะตอบโดยอนุโลมและคำถามที่เริ่มต้นจากชราและมรณะควรจะตอบโดยปฏิโลม
อีกอย่างหนึ่ง เพราะสภาวธรรมที่เริ่มต้นจากอวิชชาเป็นสิ่งที่คงที่ บุคคลสามารถจะมองเห็นวิถีทางแห่งอนาคตได้ เพราะสภาวธรรมที่เริ่มด้วยชราเป็นจุดจบ บุคคลสามารถที่จะเห็นวิถีทางในอดีตได้ ฉะนั้น บุคคลควรจะรู้โดยลำดับ ดังนี้

ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทโดยพิจารณาเป็นไฉน?
ตอบ : ปฏิจจสมุปบาทมี ๒ อย่างคือ ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโลกิยะและปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโลกุตตระ ในที่นี้ สภาวธรรมที่เริ่มต้นจากอวิชชาเป็นโลกิยะ
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโลกุตตระเป็นไฉน?
ตอบ : ทุกข์อาศัยทุกข์ ศรัทธาอาศัยศรัทธา ปีติอาศัยปีติ ปัสสัทธิอาศัยปัสสัทธิ สัมมาทิฏฐิกาศัยสัมมาทิฏฐิ นิพพิทาอาศัยนิพพิทา วิราคะอาศัยวิราคะ วิมุตติอาศัยวิมุตติญาณ ของนิพพาน นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโลกุตตระ



ปฏิจจสมุปบาท ๔
อนึ่ง ปฏิจจสมุปบาท ๔ ที่แสดงไว้มีดังนี้คือ กิเลสกรรมเป็นเหตุ เมล็ดพืชเป็นเหตุ กรรมเป็นเหตุ สามัญกรรมเป็นเหตุ
ถาม : กิเลสกรรมที่เป็นเหตุเป็นไฉน?
ตอบ : สภาวธรรมที่เริ่มต้นจากอวิชชา
ถาม : เมล็ดพืชเป็นเหตุเป็นไฉน?
ตอบ : เปรียบเหมือนการสืบต่อกันของเมล็ดพืชและหน่อที่แตกออก
ถาม : กรรมเป็นเหตุเป็นไฉน?
ตอบ : เปรียบเหมือนการเปลี่ยนแปลงของรูป
ถาม : สามัญกรรมเป็นเหตุเป็นไฉน?
ตอบ : เปรียบเหมือนแผ่นดิน หิมะ ภูเขา ทะเล พระอาทิตย์ และพระจันทร์
มีคำสอนอื่นอีกว่า สามัญกรรมไม่เป็นเหตุ รูปวิญญาณ สภาวธรรมและอุตุเป็นเหตุ ไม่มีสามัญกรรมตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
ไม่มีการแบ่งส่วนกรรมให้แก่กันได้ ไม่มีใครแย่งชิงผลกรรมได้ ผลบุญที่ได้รับนั้นมาด้วยตัวมันเอง
ดังนั้น บุคคลควรทราบโดยการพิจารณา ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 เม.ย. 2550 , 07:27:30 น.] ( IP = 58.9.109.244 : : )


  สลักธรรม 4


โดยสงเคราะห์
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทโดยสงเคราะห์เป็นไฉน?
ตอบ : มีสงเคราะห์ ๔ อย่างคือ ขันธสงเคราะห์ อายตนสงเคราะห์ ธาตุสงเคราะห์และสัจจสงเคราะห์ในที่นี้อวิชชา สังขาร ผัสสะ ตัณหา อุปาทาน และภพ สงเคราะห์ในสังขารขันธ์ วิญญาณสงเคราะห์ในวิญญาณขันธ์ นามรูปสงเคราะห์ในขันธ์ ๔ สฬายตนะ สงเคราะห์ในขันธ์ ๒ เวทนาสงเคราะห์ในเวทนาสงเคราะห์ในเวทนาขันธ์ ชาติชราและมรณะสงเคราะห์ในรูปขันธ์และสังขารขันธ์ อวิชชา สังขาร ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา และมรณะ สงเคราะห์ในธรรมายตนะวิญญาณสงเคราะห์ในมนายตนะ นามรูปสงเคราะห์ในอายตนะภายใน ๕ สฬายตนะสงเคราะห์ในอายตนะภายใน อวิชชา สังขาร ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชราและมรณะสงเคราะห์ในธรรมธาตุ วิญญาณสงเคราะห์ในมโนวิญญาณธาตุ นามรูปสงเคราะห์ในธาตุ ๕ สฬายตนะสงเคราะห์ในสัจจะ ๑๐ สภาวธรรมอื่นๆ อีก ๙ อย่างสงเคราะห์ในทุกขสัจองค์ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโลกุตตระสงเคราะห์ในมรรคสัจ ความดับแห่งปฏิจจสมุปบาทสงเคราะห์ในนิโรธสัจ บุคคลควรรู้ปฏิจจสมุปบาทโดยการสงเคราะห์ด้วยวิธีเหล่านี้ บุคคลจึงสามารถเข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทได้ นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 เม.ย. 2550 , 07:29:55 น.] ( IP = 58.9.109.244 : : )


  สลักธรรม 5

ตามที่ได้ยินได้ฟังมา

ปฏิจจะฯ นัยแรก เริ่มต้นที่ สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา...จนถึง ภพ ชาติ ชรา มรณะ ไปเอี่ยวกับโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส... และสรุปว่า สังขิตเตนะปัญจุปาทานะขันธา ทุกขา หรือ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์
พอทุกข์นี้เกิด สัญญาทำงาน จึงได้เรียนรู้ว่า อะไรเป็นกามคุณ อะไรเป็นกามทุกข์ การยึดติดเกิดขึ้น ก่อร่างเป็นอวิชชาคือความคิดรวบยอดของเรื่องนั้นๆ เพื่อรองรับผัสสะระหว่างสฬายตนะภายนอกและในทั้ง ๖ คู่ที่จะกระทบกับ

อีกนัยยะหนึ่ง ทุกข์เริ่มเกิดเมื่ออวิชชาที่ก่อร่างเป็นความคิด รองรับผัสสะที่จะเกิดขึ้น

ตามที่เราได้เรียนมา มีแนวการสอยอยู่ ๒ สำนักที่ว่ามานี้

อีก ๒ ค่ายใหญ่คือ ค่ายหนึ่งยึดเอาปฏิจจะฯที่ว่าด้วยภพชาติแห่งทุกข์ ๑ เรื่อง ซึ่งจะรองรับได้ดีกับหัวข้อ อเนกชาติสังสารังสันธาวิสังอนิพพิสังฯ เมื่อเรายังำม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นเอนกชาติฯ
ส่วนอีกค่าย กล่าวว่า มีปฏิจจะรอบใหญ่ด้วย เมื่อมีอวิชชาของพ่อแม่ที่มีจุดเกิดที่สะดือ เสพเพศรสกันด้วยอวิชชา แล้วเกิดตัณหา วิญญาณของคนที่อยากจะมาเกิดดด้วยตัณหาที่ตรงกันก็มาปฏิสนธิในสฬายตนะ เกิดทารกน้อยผู้ทุกข์ทนในโลกนี้ ฯลฯ
บางค่ายยอมรับเฉพาะนัยแรก บางค่ายยอมรับทั้งสองนัย แต่ก็ยังดีที่พูดเรื่องปฏิจจะฯ เพราะชาวพุทธพูดถึงกันน้อยเต็มที

อธิบายพอสังเขปนะคะ

โดย เจน ณ เนรัญชรา - [16 ก.ย. 2550 , 13:44:06 น.] ( IP = 124.157.172.168 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org