| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒
ตอนที่ (๑) อ่านที่นี่
...มีความรู้สึกว่า จิตใจได้เจริญเติบโต และก้าวหน้าไปในทางที่ดีกว่าเดิม บ้างไหมคะ หลังจากที่ได้อ่านคำเตือนจากพ่อในห้องนั่งเล่นแห่งความรักตอนที่ ๑ ที่หลวงพ่อเตือนพวกเราว่า ต้องแพ้ให้เป็น แพ้ให้ถูกวิธี ไม่ใช่แพ้พ่าย
ซึ่งผู้ที่แพ้เป็น แพ้อย่างถูกวิธี ไม่ยอมแพ้พ่ายนั้น ย่อมเป็นผู้ที่กำลังก้าวไปสู่ความเป็น ผู้ชนะโลก ดังคำเตือนที่ท่านฝากมาในสัปดาห์นี้ ว่า
...บางคนอยากให้งานที่รับผิดชอบเสร็จเร็วๆ แต่ก็เกียจคร้านที่จะทำ ก็ต้องมีข้อคิด ว่าคนเราเกิดมาก็คล้ายคลึงกัน ...มาแตกต่างกันภายหลัง และแตกต่างมากก็ตรงรู้จักรับผิดชอบตนเองให้ดีทำหน้าที่ให้ลุล่วง
สังคม และโลก รวมทั้งหน้าที่ตนเองนั้น หลวงพ่อท่านบอกว่า นั่นคือสนามฝึกชีวิตคนเราได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเราต้องใช้ชีวิตในสังคมและโลกใบนี้อยู่ ต้องเร่งทำงานชีวิตให้เสร็จสมบูรณ์ไป เพื่อจะได้มีเวลาพอที่จะหาทางปฏิบัติออกจากสังคมและโลกที่แสนวุ่นวายใบนี้ และก็ต้องเป็นผู้ฉลาดให้ โดยเฉพาะการให้กำลังใจผู้อื่น เพื่อเขาจะได้มีชีวิตที่ดีนั้น เป็น บุญกุศล และเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
คนบางคนโง่เกินไป ไม่สามารถทำความดีได้แม้เพียงให้กำลังใจคนอื่น มิหนำซ้ำยังเชี่ยวชาญในการทำลายกำลังใจคนอื่นเสียอีก ท่านบอกว่าคนแบบนั้นเป็น คนรกโลก
ผู้ฉลาดในการให้กำลังใจผู้อื่นอย่าใช้แค่คำเตือน แต่ต้องบอกถึงเหตุผลที่ดีกว่าไปด้วยเสมอ ไม่เช่นนั้นคำเตือนจะเป็นพิษภัยถ้าใจเขาไม่ยอมรับโดย วยุรี [4 เม.ย. 2550 , 15:13:22 น.] ( IP = 58.9.94.201 : : )
สลักธรรม 1บางคนที่ไม่เข้าใจถึงคุณค่าของการให้กำลังใจผู้อื่นก็อาจหงุดหงิดและคิดตำหนิบุคคล หรือเรื่องราว แต่ถ้าหากได้รู้จักคุณค่าของการให้กำลังใจแล้วก็จะมองเห็นถึง ความเมตตาที่ปรากฏความปรารถนาดีที่ต้องการให้ผู้อื่นบังเกิดกุศลจิตขึ้นมาแทนที่อกุศลที่กำลังครอบครองใจ และก็จะคลายจากความรุ่มร้อนลงได้กับเรื่องราว
และสำหรับผู้ที่เฝ้าระมัดระวังตนเองให้ไม่ประมาทพลาดไปในความไม่ดีนั้น หลวงพ่อท่านบอกว่ากำลังสร้างทางไปสู่ความเป็น ผู้ชนะโลก เพราะจิตใจของคนเราจะแข็งแกร่งได้ ก็ต่อเมื่อชีวิตได้ผ่านทั้งความผิดพลาดและความถูกต้องมาแล้ว คนที่ไม่เคยทำอะไรผิดไม่มี
ความผิดทำให้เรารู้ว่าที่ถูกควรทำอย่างไร และเมื่อทำผิดไปแล้ว ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ว่ายอมรับความผิดด้วยความพร้อมจะแก้ไข ไม่ใช่ยอมรับว่าผิดไปแล้ว แล้วก็แล้วไปเท่านั้น ...เพราะคนรู้แค่นั้นก็คือคนที่โตไม่ได้ในความดี
ส่วนคนยอมรับความผิด แต่มองไม่เห็นประโยชน์ของความถูกที่พึงแก้ไข เขาเหล่านั้นก็จะไม่ประสบอารมณ์ที่สบายได้เลย มิหนำซ้ำยังทำให้เร่าร้อนอีกได้ด้วย เพราะโทษตนเอง
เพราะทุกอย่างอยู่ที่ความคิด เช่นคนที่มีปมด้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมัวพะวงกังวลแต่เรื่องปมด้อยของตนจนไม่คิดจะทำอะไร ไม่กล้าทำอะไร ปมด้อยนั้นก็จะกลายเป็นภัยอย่างมาก
แต่ปมด้อยอันเดียวกันนั่นเองจะเป็นแรงเร่งเร้าเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งใช้เป็นประโยชน์ โดยการที่เขาจะเพิ่มความพยายามมากขึ้น ระมัดระวังตนมากขึ้น มีความตั้งใจแรงกล้าขึ้น เพื่อจะให้ประสบความสำเร็จ เพื่อมาลบปมด้อยเขาให้ได้ เช่นมีความรู้สึกปมด้อยว่าตนความจำไม่ค่อยดี(เรียนธรรมะ) ก็ต้องเพิ่มความเพียรให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าเพียงบ่นแล้วก็หมกตนอยู่ในความขี้เกียจต่อไป ปมด้อยนั้นก็จะยิ่งเติบโตและจะต้องกลายเป็นรอยด่างแน่นอน เพราะมันเห็นชัดกว่าปม หรืออย่างผู้ที่เกียจคร้านทำงานไม่ทัน เมื่อหันไปมองเห็นงานที่เต็มโต๊ะ นั่นก็เสมือนรอยด่างที่เกิดมาจากปมของความไม่ขยันนั่นเองโดย วยุรี [4 เม.ย. 2550 , 15:20:59 น.] ( IP = 58.9.91.21 : : )
สลักธรรม 2และนอกจากภัยที่เกิดจากปมด้อยแล้ว หลวงพ่อท่านยังสอนเรื่องภัยพิบัติของความโกรธอีกว่า สนิมเป็นอันตรายมากต่อศาสตราวุธฉันใด ความโกรธก็เป็นอันตรายต่อจิตใจมากฉันนั้น
เพราะบางคนนั้นมีความโกรธเป็นเหตุ จนทำตนประสบความเสื่อม ประสบภัยต่างๆทั้งในปัจจุบันและอนาคตชาติ ความโกรธประดุจเมฆบังแสงอาทิตย์คือ สติ ปัญญา ความรู้ ความสามารถ เพราะเมื่อความโกรธเกิดขึ้น สติก็ไม่มีพลังพอที่จะกั้นแรงอันเชี่ยวกรากของความโกรธได้ เมื่อความโกรธท่วมสติ ก็เหมือนน้ำที่ไหลแรงพังทำนบลงมาท่วมบ้านเรือน(ใจ)ให้เสียหายเลย
หลวงพ่อท่านบอกว่า ลูกๆชอบใช้คำว่า โกรธจนลืมตัว ท่านบอกว่านั่นไม่ใช่ แต่เป็นอาการของการขาดสติไป (คือบ้านั่นเอง) เพราะเมื่อขาดสติ ปัญญาก็โผล่ขึ้นมาช่วยไม่ได้เลย เพราะสติเป็นตัวขนปัญญามาใช้ในเหตุการณ์เฉพาะหน้า ปัญญาที่มาช่วยได้นั้น เราเรียกกันว่าสัมปชัญญะ
เพราะเมื่อขาดสติเสียแล้วปัญญาก็เกิดไม่ได้จึงทำอะไรลงไปด้วยอารมณ์ หรือด้วยอำนาจโทสะ ไม่ใช่ด้วยอำนาจของสติปัญญา หรือเหตุผลเลย
ท่านสอนเสมอว่าคนขาดสติ(คนบ้า)เสมือนเป็นตัวตลกของบัณฑิต หาใช่คนสำคัญที่ควรใส่ใจ
ในยามที่รุ่มร้อน การได้คุยกับผู้ที่มีรู้และมีความสงบมากกว่า จะทำให้เรามีความสงบตามไปด้วย เพราะเสมือนได้รับน้ำเย็นมากักตุนไว้ยามจิตใจถูกความร้อนแผดเผา เพราะการไม่คบคนพาล คบบัณทิต เป็นมงคลของชีวิตข้อแรกที่จะนำชีวิตไปสู่ความเจริญ การคบบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตรก็เท่ากับว่า มีผู้แนะนำ มีเพื่อนร่วมทางที่ดี และมีความปลอดภัย ไม่ชักนำไปในทางเสียหาย โบราณจึงสอนไว้ให้รู้จักเลือกคบคนโดย วยุรี [4 เม.ย. 2550 , 15:27:01 น.] ( IP = 58.9.99.46 : : )
สลักธรรม 3หลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า ในยามที่เกิดปัญหา เราควรหลบใจจากกิเลส แต่ไม่ควรหลบคนหรือปัญหา เพราะชะตากรรมเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อมีมาถึงก็ต้องยอมรับและปล่อยให้พ้นไปให้ได้ ท่านบอกว่า เหมือนพายุฝนใครจะไปห้ามได้ แต่ถึงจะมีมรสุมชีวิตอย่างไร ท่านก็บอกว่าอย่าทอดทิ้งความเพียรเพื่อเป้าหมายของชีวิตชะตากรรมเป็นสิ่งที่รู้ไม่ได้ แต่ความเพียรเป็นสิ่งที่เรารู้ได้และอยู่ในอำนาจของเราเองว่าจะเพียรมากน้อยแค่ไหน
ด้วยรักจากหลวงพ่อเสือ
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๐
โดยเฉพาะตอนสุดท้ายที่หลวงพ่อสอนว่า ...ในยามที่รุ่มร้อน การได้คุยกับผู้ที่มีรู้ และมีความสงบมากกว่า จะทำให้เรามีความสงบตามไปด้วย นั้น
อาจารย์เล่าว่า สืบเนื่องมาจากสัปดาห์นั้นท่านรู้สึกไม่สบายใจจากปัญหาที่รุมเร้ามารอบด้าน จึงไปหาหลวงพ่อ ทันทีที่พบกัน หลวงพ่อก็ตั้งคำถามว่า ....มีอะไรจะให้พ่อช่วยได้บ้าง
แล้วก็ปล่อยให้อาจารย์พูด ๆๆๆๆๆๆๆ ไปจนจบ โดยที่หลวงพ่อไม่พูด ไม่ตอบ และไม่ท้วงติงอะไรเลย พออาจารย์พูดจบ ท่านก็บอกว่า
..เราพ่อลูก ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิด้วยกันเลย เรามานั่งสมาธิด้วยกันดีไหม พอนั่งสมาธิเสร็จ ท่านก็เอามือมาจับเข่าอาจารย์ไว้ แล้วพูดว่า
เป็นอย่างไรบ้างลูก... นั่งสมาธิแล้วรู้สึกดีขึ้นไหม จิตใจสงบขึ้นบ้างไหม ...แต่พ่อนั่งแล้ว จิตใจพ่อไม่สงบเลย เพราะพ่อมัวแต่ฟุ้งไปว่าลูกพ่อคงจะมีสภาพจิตใจที่ดีกว่าเดิม แล้วถึงอย่างไรพ่อก็มั่นใจว่าลูกพ่อต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ
โดย วยุรี [4 เม.ย. 2550 , 15:40:14 น.] ( IP = 58.9.99.46 : : )
สลักธรรม 4
เป็นอย่างไรบ้างคะกับความรักที่ได้รับในห้องนั่งเล่นครั้งนี้ ฟังแล้วรู้สึกว่าได้รับสัมผัสกับความรักของพ่อที่ถ่ายทอดลงสู่จิตใจของลูก ยามใดที่เรารู้สึกเร่าร้อนเอง หรือยามใดที่เราต้องประสบกับความรุ่มร้อนของบุคคลอื่น ก็จะได้นึกถึงวิธีการที่หลวงพ่อให้กับอาจารย์ ซึ่งดูเสมือนว่าน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่านแถมบรรจุมาเต็มจนล้นกา(ใจ)นั้น ถูกหลวงพ่อค่อยๆบรรจงรินออกทีละน้อยๆ ขณะเดียวกันท่านก็พยายามเติมน้ำเย็นลงไปแทน ทำให้อุณหภูมิที่สูงจนปรอทแทบแตกนั้นค่อยๆ ลด จนน้ำที่เดือดนั้นสงบนิ่งจนเย็นไปในที่สุด
เรื่องของอาจารย์ที่นำมาเล่านั้น ตรงกับคำเตือนที่หลวงพ่อท่านฝากมาให้พวกเราในวันนี้ว่า .ต้องเป็นผู้ฉลาดให้ โดยเฉพาะการให้กำลังใจผู้อื่น เพื่อเขาจะได้มีชีวิตที่ดี
แล้วก็ภาวนาว่า ขออย่าให้เราต้องเป็นหนึ่งในกลุ่มของ คนที่โง่เกินไป จนไม่สามารถทำความดีได้ แม้เพียงแค่การให้กำลังใจคนอื่น มิหนำซ้ำยังเชี่ยวชาญในการทำลายกำลังใจคนอื่นเสียอีก เพื่อจะได้ไม่เป็น คนรกโลก
นอกจากไม่โง่เกินไปแล้ว ก็ขอให้ไม่ขาดสติจนเป็นตัวตลกของบัณฑิต แต่ให้อยู่ในสายตาของบัณฑิตที่ช่วยชี้แนะให้เดินทางถูก ใช้ชีวิตให้ไม่ประมาท จนพลาดไปทำในสิ่งไม่ดี
กราบขอบพระคุณหลวงพ่อที่ช่วยชี้แนะให้เห็นลูกได้เห็นจุดบกพร่อง จะได้แก้ไขที่ตนเอง เพื่อจะได้เป็นกำลังเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
![]()
โดย วยุรี [4 เม.ย. 2550 , 15:45:17 น.] ( IP = 58.9.99.46 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |