| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถามเรื่องในพระไตรปิฎกครับ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1เรื่องที่จงกรมและเรือนไฟ
[๗๘] สมัยนั้น ทายกทายิกาในพระนครเวสาลีเริ่มจัดปรุงอาหารประณีตขึ้นตามลำดับ ภิกษุทั้งหลายฉันอาหารอันประณีตแล้ว มีร่างกายอันโทษสั่งสมมีอาพาธมาก
ครั้งนั้น หมอชีวกโกมารภัจได้ไปสู่เมืองเวสาลีด้วยกิจจำเป็นบางอย่างได้เห็นภิกษุทั้งหลาย มีร่างกายอันโทษสั่งสม มีอาพาธมาก ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายมีร่างกายอันโทษสั่งสม มีอาพาธมาก ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค ได้โปรดทรงอนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ภิกษุทั้งหลายจักมีอาพาธน้อย
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้หมอชีวกโกมารภัจเห็นแจ้ง สมาทานอาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา จึงหมอชีวกโกมารภัจลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณกลับไป ฯ
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=7&A=589&Z=656&pagebreak=0โดย TaRa (Tara) [5 เม.ย. 2550 , 10:39:40 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 3http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=29&A=559&Z=1310&pagebreak=0
โดย TaRa (Tara) [5 เม.ย. 2550 , 10:53:30 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 4ขอบคุณครับ
โดย หน่อมแน้ม (หน่อมแน้ม) [5 เม.ย. 2550 , 11:19:45 น.] ( IP = 222.123.160.232 : : )
สลักธรรม 5ใครที่ยังสอนว่า นิจจัง(เที่ยง) สุขขัง(เป็นสุข) อัตตา(มีตัวตน) ไม่ใช่พระอริยบุคคล
อัฏฐานบาลี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(อริยะบุคคลชั้นโสดาบันขึ้นไป) จะพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสภาพเที่ยงนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสภาพ เที่ยงนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงยึดถือ สังขารไรๆ โดยความเป็นสุขนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุขนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงยึดถือ
ธรรมไรๆ โดยความเป็นตนนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงยึดถือธรรมไรๆ โดยความเป็นตนนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
ที่มา
อ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=753&Z=789&pagebreak=0
โดย หน่อมแน้ม [5 เม.ย. 2550 , 18:59:11 น.] ( IP = 58.9.151.132 : : )
สลักธรรม 6ขอร่วมแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสังโยชน ๑๐ ที่อาจเป็นประโยชน์ทางด้านพระอภิธรรมด้วย
ธรรมเหล่าใดย่อมผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า สังโยชน์
สังโยชน์ หรือสัญโญชน์ มี ๒ นัย คือ ตามนัยแห่งพระอภิธรรมและ ตามนัยแห่งพระสูตร มีจำนวนนัยละ ๑๐ ประการ ดังต่อไปนี้
สังโยชน์ตามนัยแห่งพระอภิธรรม
๑. กามราคสังโยชน์ โลภเจตสิกที่ในโลภมูลจิต ๘
๒. ภวราคสังโยชน์ โลภเจตสิกที่ในทิฏฐิวิปปยุตต ๔
๓. ปฏิฆสังโยชน์ โทสเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒
๔. มานสังโยชน์ มานเจตสิกที่ในทิฏฐิวิปปยุตต ๔
๕. ทิฏฐิสังโยชน์ทิฏฐิเจตสิกในทิฏฐิสัมปยุตต ๔
๖. สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ทิฏฐิเจตสิกในทิฏฐิสัมปยุตต ๔
๗. วิจิกิจฉาสังโยชน์ วิจิกิจฉาเจตสิกที่ในวิจิกิจฉาจิต
๘. อิสสาสังโยชน์ อิสสาเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒
๙. มัจฉริยสังโยชน์ มัจฉริยเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒
๑๐. อวิชชาสังโยชน์ โมหเจตสิกที่ในอกุสลจิต ๑๒
สังโยชนตามนัยแห่งพระสูตร
๑. กามราคสังโยชน์ โลภเจตสิกที่ในโลภมูลจิต ๘
๒. รูปราคสังโยชน์ โลภเจตสิกที่ในทิฏฐิวิปปยุตต ๔
๓. อรูปราคสังโยชน์ โลภเจตสิกที่ในทิฏฐิวิปปยุตต ๔
๔. ปฏิฆสังโยชน์ โทสเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒
๕. มานสังโยชน์ มานเจตสิกที่ในทิฏฐิวิปปยุตต ๔
๖. ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิเจตสิกที่ในทิฏฐิสัมปยุตต ๔
๗. สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ทิฏฐิเจตสิกที่ในทิฏฐิสัมปยุตต ๔
๘. วิจิกิจฉาสังโยชน์ วิจิกิจฉาเจตสิกที่ในวิจิกิจฉาจิต
๙. อุทธัจจสังโยชน์ อุทธัจจเจตสิกที่ในอกุสลจิต ๑๒
๑๐. อวิชชาสังโยชน์ โมหเจตสิกที่ในอกุสลจิต ๑๒
เมื่อรวมองค์ธรรมของสังโยชน์ ตามนัยแห่งพระอภิธรรม และตามนัยแห่ง พระสูตรเข้าด้วยกันแล้ว ก็ได้องค์ธรรม ๙ คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก มานเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก วิจิกิจฉาเจตสิก อิสสาเจตสิก มัจฉริยเจตสิก อุทธัจจเจตสิก และ โมหเจตสิกโดย TaRa [5 เม.ย. 2550 , 19:00:55 น.] ( IP = 58.9.151.132 : : )
สลักธรรม 7สังโยชน์จำแนกเป็น ๒ จำพวก คือ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ หมายความว่า สังโยชน์อันเป็นกิเลสธรรมมีส่วนในเบื้องต่ำ
อุทธังภาคิยสังโยชน์ หมายความว่า สังโยชน์อันเป็นกิเลสธรรมมีส่วนในเบื้องสูง
ตามนัยแห่งพระอภิธรรม
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๗ คือ กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉา อิสสา มัจฉริยะ
อุทธังภาคิยสังโยชน์ ๓ คือ ภวราคะ มานะ อวิชชา
ตามนัยแห่งพระสูตร
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉา
อุทธังภาคิยสังโยชน์ ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาโดย TaRa [5 เม.ย. 2550 , 19:02:21 น.] ( IP = 58.9.151.132 : : )
สลักธรรม 8การประหารสังโยชน์โดยลำดับแห่งกิเลส
ตามนัยพระอภิธรรม
กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ พึงประหารโดย อนาคามิมัคค
มานสังโยชน์ พึงประหารโดย อรหัตตมัคค
ทิฏฐิสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ พึงประหารโดย โสดาปัตติมัคค
ภวราคสังโยชน์ พึงประหารโดย อรหัตตมัคค
อิสสาสังโยชน์ มัจฉริยสังโยชน์ พึงประหารโดย โสดาปัตติมัคค
อวิชชาสังโยชน์ พึงประหารโดย อรหัตตมัคค
ตามนัยแห่งพระสูตร
โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐิสังโยชน์ สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์
อนาคามิมัคค ประหาร กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์
อรหัตตมัคค ประหาร รูปราคสังโยชน์ อรูปราคสังโยชน์ มานสังโยชน์ อุทธัจจสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์
http://www.abhidhamonline.org/aphi/p7/011.htmโดย TaRa [5 เม.ย. 2550 , 19:03:59 น.] ( IP = 58.9.151.132 : : )
สลักธรรม 9ฝนทำไมจึงตก-เพราะกบมันร้อง เป็นการแฝงธรรมมะ เรื่องปฏิจสมุปบาท แบบชาวบ้านๆ หรือเปล่าครับ
แทบทุกท่านคงจะเคยได้ยิน
ฝนทำไมจึงตก -->เพราะกบมันร้อง
กบทำไมจึงร้อง --> เพราะท้องมันเสีย
ท้องทำไมจึงเสีย --> เพราะข้าวมันดิบ
ข้าวทำไมจึงดิบ --> เพราะไฟมันดับ
ไฟทำไมจึงดับ --> เพราะฟืนมันเปียก
ฟืนทำไมจึงเปียก --> เพราะฝนมันตก
นี่ก็เช่นกัน
ยายกะตาปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า หลานไม่เฝ้า กามากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี หลานร้องไห้ไปหานายพราน ขอให้ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี นายพรานตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาหนู ขอให้ช่วยกัดสายธนูนายพราน นายพรานไม่ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี หนูตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาแมว ขอให้แมวช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน นายพรานไม่ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี แมวตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาหมาขอให้ช่วยกัดแมว แมวไม่ช่วยกัดหนู หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี
หมาตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาไม้ค้อนให้ย้อนหัวหมา หมาไม่ช่วยกัดแมว แมวไม่ช่วยกัดหนู หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี ไม้ค้อนตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาไฟให้ช่วยไหม้ไม้ค้อน ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา หมาไม่ช่วยกัดแมว แมวไม่ช่วยกัดหนู หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี
ไฟตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาน้ำให้ช่วยดับไฟ ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา
หมาไม่ช่วยกัดแมว แมวไม่ช่วยกัดหนู หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน นายพรานไม่ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี น้ำตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาตลิ่งให้ช่วยพังทับน้ำ น้ำไม่ช่วยดับไฟ ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา หมาไม่ช่วยกัดแมว แมวไม่ช่วยกัดหนู หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี
ตลิ่งตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาช้างให้ช่วยถล่มตลิ่ง ตลิ่งไม่ช่วยพังทับน้ำ น้ำไม่ช่วยดับไฟ ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา
หมาไม่ช่วยกัดแมว แมวไม่ช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน นายพรานไม่ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี ช้างตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"
หลานจึงไปหาแมลงหวี่ให้ช่วยตอมตาช้าง
ช้างไม่ช่วยถล่มตลิ่ง ตลิ่งไม่ช่วยพังทับน้ำ
น้ำไม่ช่วยดับไฟ ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน
ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา หมาไม่ช่วยกัดแมว แมวไม่ช่วยกัดหนู หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน นายพรานไม่ช่วยยิงกา กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี แมลงหวี่ตอบว่า "ข้าจะช่วยตอมตาช้างให้ตาเน่าทั้งสองข้าง"
ช้างตกใจจึงรีบไปช่วยถล่มตลิ่ง ตลิ่งจึงรีบไปช่วยพังทับน้ำ น้ำจึงรีบไปช่วยดับไฟ ไฟจึงรีบไปไหม้ไม้ค้อน ไม้ค้อนจึงรีบไปย้อนหัวหมา
หมาจึงรีบไปช่วยกัดแมว แมวจึงรีบไปช่วยกัดหนู หนูจึงรีบไปกัดสายธนูของนายพราน
นายพรานจึงรีบไปช่วยยิงกา กาจึงเอาถั่วเอางาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนานมาคืนหลาน หลานเอาถั่วเอางาไปให้แก่ยายกะตา ยายกะตาก็เลิกด่าเลิกตีหลานแต่นั้นมาโดย หน่อมแน้ม [5 เม.ย. 2550 , 19:08:01 น.] ( IP = 58.9.151.132 : : )
สลักธรรม 10ผมเองไม่มีหลักฐานอะไรชัดเจน
แต่มาจากการอนุมาน(เดานั่นแหละ)
เหมือนกับบรรพบุรุษจะสอนว่า
ทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีเหตุมีผล เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน
มีเหตุมีปัจจัยก็เกิด
หมดเหตุหมดปัจจัยก็ดับ
แต่การที่จะสอนด้วยธรรมมะของพุทธองค์
อาจจะยากเกินไปสำหรับเด็กๆ
จึงแต่งนิทาน หรือบทกลอนขึ้นมา เพื่อปลูกฝัง
ให้เด็กรู้จักวิเคราะห์ สืบสาว หาเหตุหาผล
ไม่ทราบว่า มีท่านผู้รู้ใด มีข้อมูลที่มาที่ไป
ของบทกลอน หรือิทานเหล่านี้บ้าง ว่ามาจากไหน
ตรงตามที่ผมอนุมาน(เดา) หรือเปล่ารับโดย หน่อมแน้ม [5 เม.ย. 2550 , 19:08:28 น.] ( IP = 58.9.151.132 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |