มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลักแปดประการเป็นงบประมาณของความจริง (๑)









หลักแปดประการเป็นงบประมาณของความจริง

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๒ )


สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง เมื่อคราวที่แล้วได้นำเรื่องราวในบทเพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียนมานำเสนอแก่ท่านผู้ฟังเพื่อจะทำให้เราทั้งหลาย จุดประกายความหวังด้วยความตั้งชีวิตไว้บนรากฐานของความเป็นจริง

เราพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งใดเป็นของจริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งที่มีผู้มาชี้แนะเรานี้ จะเป็นหลักคำสอนที่ตรงต่อความเป็นจริง

พระพุทธองค์ทรงวางหลักตัดสินไว้อย่างแจ่มชัดแล้วว่าคำสั่งสอนขององค์พระตถาคตเจ้านั้น เมื่อฟังแล้วปฏิบัติแล้วเป็นไปเพื่อสิ่ง ๘ ประการ คือ

๑. เพื่อคลายจากความกำหนัด
๒. สร้างความปราศจากทุกข์
๓. ฟังแล้วไม่สะสมกองกิเลส
๔. ทำให้เป็นคนมักน้อย
๕. ทำให้เป็นคนสันโดษ
๖. ทำให้ชีวิตนั้นหรือการกระทำของเรานั้นสงบสงัดจากหมู่คณะ
๗. มีวิริยะ คือ ความเพียรอันตรงต่อทางแพ่งมรรคผลนิพพาน
๘. เป็นคนเลี้ยงชีวิตง่าย


โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2550 , 10:06:55 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ถ้าเราทำความเข้าใจและท่องหลัก ๘ ประการข้างต้นนี้ได้อย่างแม่นยำแล้ว เราก็จะฟังธรรม หรือปาฐกถาธรรมได้อย่างวางใจ เพราะเรามีหลักตัดสินอยู่แล้ว

หลักคำสอนของพระพุทธองค์เป็นไปเพื่อคลายจากความกำหนัด เพราะความกำหนัดเกิดขึ้นจากความเห็นผิดคือ มีโมหะอวิชชา และมีตัณหาเป็นตัวเยื่อเมือก เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์ โดยเฉพาะกามตัณหา ความยินดีติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ต่าง ๆ ทำให้เราเกิดความกำหนัดซ้ำแล้วซ้ำอีก

คำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้นแสดงให้เห็นว่า อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

เมื่อเราศึกษาเล่าเรียนก็เท่ากับเป็นการเพิ่มเติมทิฎฐุชุกรรม หรือเรียกว่า สร้างสัมมาทิฎฐิ คือ ความเห็นให้ตรงต่อสภาพความเป็นจริงว่า ธรรมดาแล้วธรรมชาตินี้ เราแก้ไขทุกข์กัน ที่เราเห็นว่าเป็นสุขนั้นเรามีความเห็นผิด ที่เรารู้สึกสุขนั้น เพราะทุกข์เบาบางลงเท่านั้นเอง เพราะลักษณะของรูปและนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มีความทุกข์มาเบียดเบียนอยู่เสมอ การที่จะมีสุขในรูปนามจึงไม่มี

และทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจว่าการไม่สะสมกิเลส คือเราสามารถทำกิเลสให้เบาบางลงโดยวิธีอย่าอยู่อย่างอยาก ทำให้ความทุกข์ที่มีมากก็จะน้อยลงไปสู่ความปราศจากทุกข์ ส่วนการไม่สะสมกองกิเลสคือ เมื่อเราได้ศึกษามาแล้วว่า ความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นเหมือนกองกิเลสเอาผลาญจิตใจอยู่ตลอดเวลา

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2550 , 10:08:41 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2



โลภะคือ สภาวะของความอยากได้ ซึ่งนักปราชญ์ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนชะลอม ลักษณะของชะลอมมีการสานไปสานมา ถักต่อกันไปมา มีตายเยอะแยะ เราลองนำชะลอมไปตักน้ำ พอยกชะลอมขึ้นมาน้ำก็รั่วไหลออกหมด ตักเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม

โทสะท่านเปรียบเสมือนลูกระเบิดทำลาย ขณะที่เรากำระเบิด แล้วระเบิดในมือของเราได้ระเบิดขึ้น ตูมแรกตัวเราเองก็จะมอดไหม้ ต้องได้รับความเจ็บปวดจากอำนาจของระเบิด ถ้าระเบิดมีดินประสิวมาก ก็จะมีแรงดันมาก เช่นเดียวกับความโกรธที่มีมาก็มีอำนาจลุกลามไปทำให้ทุกอย่างถูกทำลายจนหมดลงได้

ส่วนโมหะกิเลสนี้เปรียบเสมือนความมืด

เมื่อเรารู้จักอกุศลเหล่านี้แล้วว่าเป็นของไม่ดี เราจึงต้องหาที่อยู่ของมันให้ได้ว่า มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ใจของเราตลอดเวลา แล้วทำอย่างไรถึงจะหมดไป ก็การที่มาหมั่นทำความดีอยู่นี้จะเป็นคู่ปรับเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับกิเลส การพาชีวิตที่ประกอบด้วย กาย วาจา และใจ มาทำคุณงามความดี เมื่อตั้งอยู่ในความดีได้บ้างแล้ว กองกิเลสที่มีอยู่ก็เบาลงบางลง และสามารถตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทได้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2550 , 10:09:11 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3



การที่เราแสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แล้วเราก็รู้ว่า เราต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็จะทำให้เรามักน้อย อยู่ในทางสมควรเหมาะแก่การกระทำงานของตนเอง

มีความสันโดษ คือ ยินดีตามมียินดีตามได้ หยุดความทะเยอทะยาน ดิ้นรนไปกับความทุกข์

สงัดสงบจากหมู่คณะ เพราะเรารู้เรื่องราวจะไม่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ตนเป็นที่ตนต้องแก้ไขที่ตน

มีวิริยะ คือ มีความเพียร ความเพียรนี้มีทั้งความเพียรในทางดี และความเพียรในทางชั่ว เราจะต้องรู้หลักว่าความเพียรที่ชอบนั้น คืออะไรบ้าง เมื่อศึกษาแล้วความเพียรมี ๔ อย่าง คือ เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษา

เพียรละบาปอธรรม คือ อกุศลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทางกาย วาจา ใจ ของเรานี้ให้หมดไป และบาปอกุศลต่าง ๆ ที่เคยมีต้องทำให้หมดลงไปด้วย ขึ้นชื่อว่า “บุญ” ควรทำให้คุ้น คบค้าสมาคมกับบุญให้คุ้นเคยโดยเฉพาะบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เราต้องทำให้มีในชีวิตของเรา เมื่อมีแล้วต้องทำบุญที่สูงขึ้นไป คือ ภาวนามัยนี้ให้เกิดขึ้น อย่าให้เสื่อมไป นี่คือหลักของความเพียร

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2550 , 10:09:51 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4



เมื่อเรารู้จักชีวิตจริงแล้วว่าชีวิตเราต้องการอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เป็นปัจจัยที่จะทำให้เราอยู่รอด และก็ปลอดภัยจากทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากความหิว ความเจ็บป่วย การง่วงเหงาหาวนอน และเหลือบยุง ลิ้น ไร ก็จะทำให้เราเป็นคนไม่เลือกมาก เลี้ยงชีวิตง่าย

ทุกวันนี้ทุกอย่างในโลกก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป โดยเปลี่ยนในทางดีก็มีและเปลี่ยนไปในทางไม่ดีก็มี แต่วิบากของเราที่แต่ละคนทำกรรมมาเฉพาะตน ทำให้เราได้รับผลของกรรมแตกต่างกัน และผลักดันให้เรามีการแสวงหาที่ต่างกันไป

แต่ในการแสวงหาทั้งหลายนั้นไม่ว่าจะเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขที่เคยได้รับมามากแล้ว เราก็ต้องเจอสิ่งที่มากตามมา คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ โลกธรรมเหล่านี้ เราหนีไม่พ้น แต่เราสามารถทำจิตของเราให้พ้นจากความวุ่นวายยุ่งเหยิงเหล่านี้ได้ โดยเรากลับมาแสวงหาทรัพย์ที่ปลอดภัย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2550 , 10:10:28 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5



ทรัพย์มี ๒ ชนิด คือ ทรัพย์ภายใน และทรัพย์ภายนอก

ทรัพย์ภายนอก ได้แก่ แก้ว แหวน เงิน ทอง นา ไร่ โฉนดที่ดิน สมุดเงินฝากธนาคาร เป็นต้น ที่เรามีมาภายหลังการเกิด เพราะเรามามือเปล่า ๆ ไม่มีใครกำโฉนดที่ดินมาตั้งแต่อดีตชาติไม่มีใครสักคนเดียวมีของติดตัวมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว เรามามือเปล่าเหมือนกันเหมด ผ้าสักชิ้นจะปิดกายก็ไม่มี

การที่เรามีอาภรณ์เครื่องประดับร่างกายที่หามาตกแต่งอย่างสวยงาม และใหม่อยู่เสมอนั้น เพราะเคยทำทานเอาไว้ จึงเป็นเรื่องของโภคทรัพย์ทั้งปวง ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ก็เป็นเพียงทรัพย์ชั่วคราว เป็นที่พึ่งอย่างทรัพย์ถาวรไม่ได้ เป็นทรัพย์ที่ไม่ปลอดภัย

โดยเฉพาะในสมัยนี้หาความปลอดภัยยากมาก ถ้ามีทรัพย์สมบัติมากก็อาจจะถูกโจรกรรมสารพัดวิธี จึงจัดทรัพย์ภายนอกว่าเป็นทรัพย์ที่ไม่ปลอดภัย มีความวิบัติต่าง ๆ ได้เสมอ เช่น มีอัคคีภัยเกิดขึ้นไฟก็จะเผาผลาญทรัพย์ต่าง ๆ ไหม้หมดบ้าน เป็นต้น

ทรัพย์ภายใน เรียกว่า อริยทรัพย์ ได้แก่ คุณสมบัติของความดีทั้งหลาย เป็นสมบัติที่ไม่มีใครมาจี้มาปล้นได้ มีคุณธรรม เป็นต้น คุณธรรมเมื่อทำแล้วก็จะฝังแน่นอยู่ในจิตใจของเรา นับว่าเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐ เป็นเครื่องเอื้ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไกลของเรา

เช่น เราหมั่นทำทาน มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขาธรรม สิ่งเหล่านี้ก็จัดเป็นทรัพย์ภายในเหมือนกัน ทรัพย์ภายในเป็นทรัพย์ที่ปลอดภัยไม่ต้องกังวลว่าจะสูญหาย

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2550 , 10:11:09 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

สวัสดีครับน้องกิ้ฟ วันนี้พี่เณรได้ความรู้เกี่ยวกับ งบประมาณชีวิตที่พิชิตความเข้าใจผิดเห็นผิดที่น้องกิ้ฟ กรุณานำมาลงไว้ให้ได้รับประโยชน์นี้ครับ

ขอบพระคุณอย่างมากนะครับ ที่นำความรู้เพื่อสร้างความเจริญมาสู่ชีวิตเพื่อนร่วมทางแห่งชีวิตครับ

โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2550 , 10:40:25 น.] ( IP = 58.9.101.162 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟค่ะ...มาติดตามอ่านแล้วก็ได้ทราบหลักตัดสินแปดอย่างที่จะเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2550 , 13:43:12 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org