มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปัญญาพัฒนาตน ๒




ปัญญาพัฒนาตน
จากหนังสือธรรมสารทัศน์...
โดยพระธรรมกิตติวงศ์


ตอนที่ (๑)

ปัญญาที่เกิดจากการคิด
ปัญญาประเภทที่สอง เรียกว่า จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด ปัญญาประเภทนี้มีเหตุเกิดจากการใช้สมองให้เป็นประโยชน์ ปัญญาประเภทแรกมุ่งเน้นเหตุเกิดที่บุคคลอื่น คนอื่นช่วยทำให้เกิดหรืออาศัยคนอื่นบอก อาศัยคนอื่นสอนแนะนำ จึงเกิดปัญญาขึ้นมา แต่ปัญญาประเภทนี้มุ่งเหตุเกิดที่ตนเอง คืออาศัยการนึกคิดไตร่ตรอง การพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนของตนเอง โดยสรุปก็คือ ปัญญาเกิดจากการคิดอย่างถูกวิธีและมีระเบียบนั่นเอง

การคิดเป็นเรื่องของสมองและจิตใจประกอบกัน คนเราเกิดมาต้องคิดเป็น ต้องรู้จักคิดให้เป็น ฝึกหัดคิดก่อนทำ ก่อนพูด โดยคิดอย่างถูกต้อง มีเหตุมีผล การคิดเป็นทำให้ไม่ผลีผลาม ไม่ให้ผิดพลาด และไม่ให้พลั้งเผลอในกิจต่างๆ ธรรมชาติสร้างสมองไว้ในหัวมนุษย์ไว้ให้ใช้คิด จึงเรียกสมองอีกอย่างหนึ่งว่า “หัวคิด” แสดงว่าทุกคนมีหัวคิดติดตัวมาเสมอกัน แต่ว่าบางคนก็ใช้ บางคนก็ไม่ได้ใช้

หัวคิดนี้ต้องใช้บ่อยๆ จึงจะคิดได้ดีและคิดได้เร็ว มีหัวคิดแต่ไม่รู้จักคิด ไม่เคยคิด ถึงเวลาจะคิดก็มักคิดไม่ออก หนักเข้าหัวคิดเลยถูกปิดตันไปเสียเลย การใช้หัวคิดบ่อยๆ จนคิดได้ คิดเป็น และคิดถูก ย่อมทำให้เกิดปัญญาตามมา ปัญญาประเภทนี้เป็นปัญญาที่ประคับประคองปัญญาประเภทแรกด้วย

กล่าวคือการศึกษาเล่าเรียนก็ดี การได้ยินได้ฟังก็ดี การได้รู้ได้เห็นจากการอ่าน การโฆษณาหรือคำบอกเล่าก็ดี ย่อมมีทั้งข้อเท็จข้อจริง มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ถูกสิ่งยังไม่อาจตัดสินว่าดีชั่ว เท็จหรือจริง เป็นเพียงบ่อเกิดปัญญาที่มีศรัทธาคือความเชื่อเป็นมูลฐานเท่านั้น คือ เพราะเชื่อจึงได้ความรู้ เพราะเชื่อจึงสามารถอ่านได้ พูดได้ เขียนได้

ต่อมาเมื่อนำเรื่องที่เชื่อนั้นมาไตร่ตรองให้รอบคอบด้วยเหตุด้วยผล นำมาพิจารณาโดยสืบหาถึงต้นตอ สืบค้นจนถึงเค้า สืบสาวให้ตลอดสาย ก็จะเข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างแจ่มแจ้ง เกิดปัญญาใหม่ขึ้นมา ปัญญาชนิดนี้เองที่เรียกว่าจินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด

โดย เซิ่น..นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 07:39:20 น.] ( IP = 58.8.46.184 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

การคิดเป็นหรือรู้จักคิดนี้ นอกจากทำให้เกิดปัญญาทางหนึ่งแล้ว ยังเป็นเหตุให้คนเราไม่หลงผิด ไม่หลงในสิ่งงมงายไร้สาระด้วย ป้องกันตนจากความเชื่อด้วยศรัทธาที่ผิดๆ ได้ด้วย ทั้งป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคำโฆษณาคำเล่าลือและมงคลตื่นข่าวทั้งปวงได้เช่นกัน

มีตัวอย่างให้เห็นอยู่บ่อยๆ ที่มีการโฆษณาหรือเล่าลือให้ฝูงชนตื่นเต้นอัศจรรย์ไปตามๆ กันว่ามีหมอวิเศษที่นั่น มีบ่อน้ำวิเศษที่โน่น มีอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ แม้กระทั้งการเล่นกลธรรมดาๆ ก็อ้างว่าวิเศษอย่างนี้ เสียงโฆษณาประเภทนี้มีมนต์ขลังเสมอมา สามารถปิดหูปิดตาและปิดหัวคิดผู้คนได้ไม่น้อย จึงพากันแห่แหนไปดูไปขอและไปเช่ากันมาแม้ด้วยราคาแพงๆ กว่าจะรู้ว่าเสียท่า ก็เสียเวลาและเสียเงินไปเสียแล้ว นี่แสดงว่าคำลือคำโฆษณาเท่านั้นที่วิเศษและศักดิ์สิทธิ์กว่าอะไรทั้งหมด

และข่าวลือหรือคำบอกเล่านี่อีกนั่นแหละที่สร้างความแตกแยก สร้างความแตกร้าว สร้างความเข้าใจผิด ทั้งสร้างความยุ่งเหยิงให้กับบ้านเมืองมาทุกระยะ ในเรื่องนี้ท่านจึงบอกว่าให้คิดเป็น ให้คิดเสียก่อนเชื่อคิด คิดอย่างมีเหตุมีผล อาศัยเหตุอาศัยผลเป็นหลักคิด ไม่ใช่ผลีผลามเชื่อ เมื่อพลาดแล้วจึงมานั่งคิดด้วยความเสียใจและเสียดาย

โดย เซิ่น..นำมาฝาก (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 07:39:58 น.] ( IP = 58.8.46.184 : : )


  สลักธรรม 2

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงศรัทธาไว้ที่ไหน จะต้องแสดงปัญญากำกับศรัทธาไว้ด้วย พระองค์ไม่ได้ปฏิเสธศรัทธาว่าไม่ควรเชื่ออะไรเสียเลย แต่วิธีการก็คือให้เริ่มต้นด้วยศรัทธา ให้อาศัยศรัทธาเป็นเหตุนำชักจูงให้เกิดผล คือการพิจารณา การใช้ความคิด เพื่อให้เกิดปัญญาอย่างถูกต้องในสิ่งที่ตนศรัทธาหรือเชื่อถือนั้น

โดยสรุปก็คือ ท่านมุ่งให้คนเราเป็นนักคิด มุ่งให้คิดเป็น ให้ใช้ความคิดในกิจการทั้งปวงซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้น ธรรมชาติสร้างสมองมาให้มนุษย์รู้จักใช้คิด มิใช้สร้างมาเพื่อต้มแกงกิน สร้างมาเพื่อให้มนุษย์มีความรอบคอบ ก่อนทำอะไรหยุดคิดสักนิดหนึ่ง ย่อมทำให้ตัดสินใจได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

คนคิดเป็นเรียกว่าคนทำงานด้วยสมอง ทำงานด้วยปัญญา คนอย่างนี้ย่อมได้รับค่าตอบแทนที่สูง และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานรวดเร็ว ท่านเปรียบคนทำงานด้วยสมองใช้ปัญญาเหมือนกับม้าฝีเท้าจัด ซึ่งย่อมวิ่งนำม้าที่หมดกำลังชนิดที่เรียกว่าไม่เห็นฝุ่นฉะนั้น การคิดจึงเป็นเหตุให้เกิดปัญญาที่จะพัฒนาคนได้อีกประการหนึ่ง

โดย เซิ่น..นำมาฝาก (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 07:40:32 น.] ( IP = 58.8.46.184 : : )


  สลักธรรม 3

ปัญญาที่เกิดจากการอบรม
ปัญญาประการสุดท้ายเรียกว่า ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการอบรมใจ ปัญญาข้อนี้ทำให้เกิดขึ้นได้จากการทำสมาธิทางใจ จากการทำใจให้สงบให้หยุดให้นิ่งด้วยวิธีสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม ปัญญาที่เกิดจากสมาธิเป็นปัญญาชั้นสูง เป็นปัญญาขั้นละเอียด เป็นปัญญาผ่องใส เป็นปัญญาบริสุทธิ์ ถึงขั้นเป็นสัมมาญาณะ คือความรู้ชอบ ความรู้อย่างถูกต้อง และถึงขั้นเป็นสัมมาวิมุติ คือความหลุดพ้นจนบรรลุนิพพานได้

ปัญญาที่เกิดจากการอบรมใจให้สงบ หรือที่เกิดจากใจสงบนี้จะกลั่นกรองปัญญาระดับต้นๆ คือปัญญาที่เกิดจากการศึกษาและการนึกคิดไตร่ตรองให้บริสุทธิ์ถูกต้องอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่าปัญญานั้นจะเจริญงอกงามขึ้นเรื่อยๆ เป็นกระบวนการ คือเริ่มแรกได้ศึกษาเล่าเรียน ได้ยินได้ฟังแล้วก็เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ ด้วยความเชื่อก่อนต่อมาก็ใช้ความคิดประกอบความเชื่อนั้น จนเกิดความรู้ใหม่ที่ประกอบด้วยเหตุผลซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง

ต่อมาได้มีการฝึกฝนอบรมใจ ได้มีการปฏิบัติทางจิต จนกระทั้งจิตสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน การนึกคิด การไตร่ตรองพิจารณา และการรู้เห็นเพราะประจักษ์ผลของการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็จะละเอียดยิ่งขึ้น ประณีตยิ่งขึ้น แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น และเจริญถึงขีดสุดถึงขั้นรู้ขั้นเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง คือปัญญาที่เชื่อตามเหตุผลกลายมาเป็นปัญญาที่รู้เห็นประจักษ์ด้วยตัวเอง เป็นปัญญาขั้นสมบูรณ์ ปัญญาขั้นนี้แหละที่สามารถระงับดับทุกข์ได้จริง สามารถแก้ปัญญาชีวิตได้ถูกต้องแท้จริง เพราะเข้าใจเรื่องชีวิตอย่างถูกต้องนั่นเอง

โดย เซิ่น..นำมาฝาก (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 07:41:04 น.] ( IP = 58.8.46.184 : : )


  สลักธรรม 4

ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
การดำเนินชีวิตด้วยปัญญาหรือการพัฒนาตนเองด้วยปัญญาที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก็ดี ด้วยปัญญาที่เกิดจากการนึกคิดก็ดี เป็นการดำเนินชีวิตในแง่ทำให้ชีวิตเกิดความมั่ง มีความสมบูรณ์ด้วยปัจจัยแห่งการครองชีพ ไม่เดือดร้อนด้วยสิ่งบำรุงบำเรอชีวิตตามแบบของชาวโลกทั่วไป รวมทั้งทำให้ชีวิตมีเกียรติยศชื่อเสียง มีพวกพ้องบริวาร มีหน้าตาในสังคม แต่เวลาชีวิตมีปัญหาจริงๆ หรือมีทุกข์จริงๆ จำต้องแก้ปัญหาด้วยปัญญาขั้นอบรมใจ ปัญญาที่เป็นขั้นสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะแก้ปัญหานั้นได้ถูกจุดและระงับปัญหานั้นได้ตลอดไป

ปัญหาในขั้นนี้มุ่งให้เราทั้งหลายได้คิดถึงใจของตนเองบ้าง ทั้งมิใช่ให้คิดถึงใจในแง่หาวัตถุปัจจัยมาบำรุงบำเรอใจให้สนุกสนาน มิใช่ให้ใจบกพร่องในสิ่งที่ปรารถนา เพราะนั่นเท่ากับเป็นการมอมเมาใจให้ยึดมั่นถือมั่น ให้หลงผิด ให้มัวเมา ให้จมปลักอยู่ในกองทุกข์ยิ่งขึ้น แต่มุ่งหาวิธีที่จะให้ใจได้รับความสงบได้รับความสุขอย่างแท้จริงบ้าง เป็นการยกระดับใจให้ได้รับความสุขแท้จริงของชีวิตอันหาได้ยาก วิธีที่กล่าวนี้ท่านแนะนำไว้มาก เรียกกันว่าทำสมาธิ ทำกรรมฐานบ้าง บำเพ็ญสมถะบ้าง ก็สุดแต่จะเรียกกัน

จุดมุ่งหมายก็เป็นแบบเดียวกันคือต้องการให้ใจสงบ ให้ใจหยุดคิดฟุ้งซ่าน หยุดคิดเรื่องรอบๆ ตัวในชีวิตประจำวันเสียบ้าง เมื่อใจหยุดคิดฟุ้งซ่านได้ในขณะนั้น ใจก็จะหยุดนิ่ง เมื่อใจหยุดใจนิ่งแล้ว ใจก็จะสงบ เมื่อใจสงบ ความสุขก็เกิดขึ้น ปัญญาบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้น ความปลอดโปร่งโล่งใจก็เกิดขึ้น

โดย เซิ่น..นำมาฝาก (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 07:41:48 น.] ( IP = 58.8.46.184 : : )


  สลักธรรม 5

หากใช้ปัญญานั้นไปพิจารณาเรื่องปัญหา เรื่องความทุกข์ของตน ก็จะมองเห็นทั้งสาเหตุและวิธีแก้ไขได้อย่างแจ่มแจ้ง ปัญหาบางอย่างจะหมดไปโดยอัตโนมัติเองโดยไม่ต้องแก้ ทั้งนี้เพราะมองเห็นสภาพความจริงของมันและยอมรับสภาพความจริงนั้นด้วยใจที่สงบเยือกเย็นนั้น

นอกจากนี้ อำนาจสมาธิยังสามารถแก้อุปนิสัยของคนได้อย่างดี คนที่เคยใจร้อนจะกลายเป็นคนใจเย็นขึ้น คนที่เคยเป็นคนเจ้าอารมณ์จะมีเหตุผลขึ้น คนที่เคยใจแคบจะเป็นคนมีอัธยาศัยใจกว้างขึ้น คนที่เป็นคนเจ้าทุกข์จะกลับแจ่มใสขึ้น ตลอดจนคนที่เคยเกกมะเหรกเกเร ดื้อด้าน แข็งกระด้าง จะเป็นคนว่านอนสอนง่าย มีความอ่อนน้อม มีกิริยามารยาทเรียบร้อยขึ้น เหล่านี้เป็นผลจากากรทำสมาธิทั้งสิ้น และเป็นผลที่ผู้ปฏิบัติประจักษ์ด้วยตนเอง เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครบังคับเคี่ยวเข็ญ เพราะสามารถฝึกตนด้วยตนเองได้ สามารถสร้างระเบียบในตนด้วยตนเองได้

ฉะนั้น ในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ถูกต้อง จะต้องแก้ที่คน และให้เขาแก้ที่ตัวเขาเองด้วยความใจสมัครของเขาเอง โดยให้สร้างปัญญาขึ้นอบรมใจนี้เกิดขึ้นแก่คนทั่วไป การแก้ปัญหาตรงจุดนี้เท่านั้นจึงจะแก้ได้ หาไม่แล้วจะไม่มีทางแก้ปัญหาต่างๆ ได้เลย ยิ่งแก้ก็ยิ่งยาก ยิ่งสางก็ยิ่งยุ่ง เหมือนที่แก้ๆ กันอยู่ทุกวัน

แม้ในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน ขอให้ท่านทั้งหลายลองฝึกอบรมใจให้เป็นสมาธิดูบ้าง เริ่มต้นง่ายๆ ก่อนคือ ฝึกไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอนสักวันละ ๕ นาที ๑๐ นาที หรือก่อนปฏิบัติกิจประจำวันก็ไหว้พระสวดมนต์ก่อนสัก ๕ นาที ๑๐ นาที ทำให้ทุกวัน ทำให้บ่อย ทำให้เป็นปรกตินิสัยแล้ว จะเกิดความเคยชินไปเอง เมื่อชำนาญดีแล้ว อาจขยายเวลาให้นานกว่านั้นก็ได้ อาจขยายไปถึงฝึกนั่งสมาธิหลังจากไหว้พระสวดมนต์ต่อไปอีก ๕ นาที ๑๐ นาที ทำเป็นปรกตินิสัยแล้ว จะเป็นผลประจักษ์ด้วยตนเอง จะได้รู้ด้วยตัวเองว่าจิตใจสุขุมเยือกเย็นขึ้น ละเอียดประณีตขึ้น สติปัญญาว่องไว ทำงานกระฉับกระเฉงขึ้น ทั้งยังทำงานคล่องตัวขึ้น นี่เป็นผลแห่งการทำสมาธิอบรมใจ แม้เพียงครั้งละ ๕ นาที ๑๐ นาที เท่านั้น หากทำได้นานกว่านี้และบ่อยครั้งกว่านี้ ผลจะมากมายขนาดไหน เท่าที่สังเกตและสอบถามดู คนที่เรียบร้อย ใจดี ใจเย็น คนที่เป็นคนดีน่าเคารพนับถือ คนที่มั่งมีศรีสุข มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส คนเหล่านี้มักสวดมนต์ไหว้พระเก่งทั้งนั้น

โดย เซิ่น..นำมาฝาก (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 07:43:57 น.] ( IP = 58.8.46.184 : : )


  สลักธรรม 6

ปัญญาพัฒนาคนตามที่ได้บรรยายมานี้ ก็พอสรุปลงได้ว่า ความรู้ความฉลาดเท่านั้นที่จะยกระดับฐานะและจิตใจตนเองให้สูงขึ้นได้โดยลำดับ การศึกษาเล่าเรียน การใฝ่หาความรู้ไว้เสมอ ย่อมเป็นอุปการะในการทำมาหากิน เป็นอุปการะในการครองชีพได้อย่างไม่ฝืดเคือง การรู้จักคิด รู้จักพินิจพิจารณาก่อนทำก่อนพูดย่อมเป็นอุปการะในการทำกิจต่างๆ ไม่ได้ผิดพลาด เป็นอุปการะในการแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ ได้โดยง่าย ตลอดจนเป็นอุปการะในการไม่ทำให้ถูกหลอกถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้อื่นได้ง่าย

และการอบรมใจให้ฉลาดรอบรู้ในหลักความจริง ย่อมเป็นอุปการะในการแก้ปัญหาและแก้ทุกข์ได้อย่างถูกต้อง ทำให้เกิดความสงบสุขทางใจอย่างแท้จริง ผู้หวังความเจริญ หวังความก้าวหน้า หวังพัฒนาคน พึงสร้างปัญญาทั้ง ๓ ประการนี้ไว้ให้เกิดมีในตนเถิด ก็จะพบความสำเร็จในชีวิตตามที่ต้องการโดยสมบูรณ์ และจะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเพราะดำเนินชีวิตอยู่ด้วยปัญญาดังที่บรรยายมา

ธรรมปาฐกถาธรรมในวันนี้ ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีและความเจริญงอกงามในธรรมและเจริญงอกงามในปัญญาจงเกิดมีแก่ท่านผู้ฟังทุกๆ ท่านเทอญ.

โปรดติดตามเรื่องต่อไป


โดย เซิ่น..นำมาฝาก (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 07:45:06 น.] ( IP = 58.8.46.184 : : )


  สลักธรรม 7


อนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำประโยชน์มาให้เสมอ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 12:27:46 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8

การได้ยิน ได้ฟังมากทำให้เป็นคนมีความรู้กว้างขวางมากจริงๆนะครับคุณเซิ่น

และการดำเนินชีวิตที่เป็นไปควบคู่กับปัญญาก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงๆเลยนะครับ ขอบคุณมากครับที่นำสิ่งดีๆมาฝากให้อ่านเสมอครับ

โดย พี่เณร (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 12:31:48 น.] ( IP = 58.9.139.250 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org