มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความสงบที่หาได้ง่าย( ๒)









ความสงบที่หาได้ง่าย( ๒)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๒ )

ตอนที่ผ่านมา
กิเลสมีถึง ๑๐ อย่างถ้าจัดเป็น ๒ ต้นตระกูลใหญ่ ๆ คือ ตระกูลโลภะ ตระกูลโทสะ ตระกูลโมหะ หรือจะแบ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง และกิเลสอย่างละเอียด

กิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ การแสดงออกเป็นไปทางกาย วาจา เช่น การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และพูดคำหยาบ

กิเลสเหล่านี้ เราสามารถระงับและบังคับได้โดยการรักษาศีล เพราะศีลแปลว่า ความปรกติเป็นความปรกติที่ควบคุมกายไม่ให้ทุจริต เป็นความปรกติที่ไปคุมวาจาไม่ให้เกิดทุจริต ๔ นั่นเอง

กิเลสอย่างกลาง คือ ความซัดส่ายฟุ้งซ่าน คือการที่จิตระลึกไปในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และยังไม่เกิดขึ้น

สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นและสิ่งที่ผ่านมาแล้วไม่เป็นประโยชน์อะไรกับปัจจุบันมากมายนัก ยังเป็นเหตุให้เกิดความประมาท ทำให้นิวรณธรรม ๕ ประการ คือ กามราคะ พยาปาทะ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เกิดขึ้นมาในอารมณ์ได้

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 13:11:30 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



สิ่งที่จะช่วยบังคับหรือกดไม่ให้กิเลสอย่างกลางเกิดขึ้นมานั้น เราจะต้องอาศัยแต่ศีลก็ไม่ได้ เพราะศีลมีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีลของพระภิกษุสงฆ์คือศีล ๒๒๗ เราจะเห็นว่าศีลไม่สามารถควบคุมจิตได้ เพราะศีลควบคุมแค่กายและวาจา ส่วนจิตใจก็ยังคิดซัดส่ายฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ มีวันวาน วันพรุ่งนี้ มีอาทิตย์ที่แล้ว อาทิตย์หน้า เป็นต้น

จึงต้องอาศัยสมาธิ เช่น การกระทำจิตให้กำหนดอยู่ในอารมณ์ โดยหาคำภาวนาต่าง ๆ เช่น คำว่า สัมมาอะระหัง มาเป็นตัวภาวนา หรือจะเพ่งกสิณต่าง ๆ มีน้ำ ไฟ ลม เป็นต้น

อำนาจของสมาธิ มีเอกัคคตาเจตสิก คือ จิตที่ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว ขณะที่อำนาจจิตเกิดขึ้นก็จะช่วยรักษาจิตนั้นให้มั่นคงตรงต่อการงานที่ตนเองต้องการ คือ ความสงบ แต่เมื่อเลิกการทำสมาธิแล้ว ก็เหมือนกับยกหินที่ทับหญ้าออก หญ้าก็งอกเงยขึ้นมาได้

ฉันใดฉันนั้น จิตเมื่ออยู่ในอารมณ์ของสมาธิหรือองค์ฌานก็ดี ดูเหมือนว่ากิเลสไม่มี เมื่อออกจากการทำสมาธิหรือองค์ฌานเสื่อมไป กิเลสที่เฟื่องฟูขึ้นมาได้อีกเพราะอนุสัยกิเลสหรือกิเลสอย่างละเอียด นั่นเอง

กิเลสอย่างละเอียด จะต้องละโดยอาศัยปัญญาวุธเท่านั้น เพราะปัญญาเป็นเหมือนกับคมมีดคมดาบที่จะสามารถฟาดฟันและขุดรากขุดตอของวัฎสงสารได้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 13:13:14 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2



คำว่า วัฎสงสาร ที่เราได้ยินได้ฟังอยู่บ่อย ๆ คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย

ชีวิตที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ บนถนนชีวิต ๖ สาย มีสุขมีทุกข์ เดี๋ยวเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เวียนว่ายตายเกิดหาที่สิ้นสุดไม่ได้ อันมีอวิชชาเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา และมรณะ รวมเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท

การที่เราจะละกิเลสไปถึงขึ้นละอนุสัยกิเลสที่เป็นกิเลสอย่างละเอียดได้ ก็เหมือนกับการตัดต้นไม้ ถ้ายังไม่ได้ขุดรากถอนโคน ต้นไม้ก็สามารถงอกงามกลับมาได้อีก ดังที่มีการแสดงไว้ในอรรถสารินีอรรถกถาว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ขอเธอจงอย่าตัดไม้ ขอเธอทั้งหลายจงตัดป่า”

ก่อนพระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้น พวกพราหมณ์ได้พยายามให้ทาน รักษาศีล และทำสมาธิเพื่อละกิเลสอย่างหยาบและกิเลสอย่างกลาง โดยที่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ายังมีอนุสัยกิเลสเหลืออยู่ ครั้นได้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความ พอใจ ความไม่พอใจ ก็เกิดขึ้นอีกเพราะอนุสัยกิเลสฟูขึ้นมาในจิตใจเป็นนิวรณ์

ดังนั้น การละนิวรณ์หรือถือศีล เป็นเพียงการตัดกิ่งไม้ หรือต้นไม้ทิ้งเท่านั้นเอง ถ้าได้ปัจจัย เช่นมีฝนตกลงมากิ่งก้านสาขาก็งอกขึ้นมาอีกได้ การตัดป่าด้วยปัญญา หมายถึง การขุดรากถอนโคนต้นไม้พิษให้หมดพืชเชื้อไป ไม่ให้งอกใหม่ได้อีก จึงต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้มาก

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 13:13:34 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3



บางครั้งเราก็ติดอยู่กับการทำสมาธิ เพราะสมาธิทำให้เราสงบ และสงบเป็นบางครั้ง

สงบในขั้นต้น เรียกว่า ขณิกสมาธิ
สงบมากขึ้น เรียกว่า อุปจารสมาธิ
สงบได้นาน เรียกว่า อัปปนาสมาธิ

ดังนั้น พระพุทธประสงค์ที่แท้จริง คือ การทำลาย กิเลสอย่างละเอียด เพื่อที่จะทำให้เราไม่ต้องเวียนวายตายเกิด เมื่อไม่เกิดอีกแล้วเราเอาทุกข์มาจากไหนได้

มีคำพูดที่เล่าต่อ ๆ กันว่า “กระต่ายเจ้าเป็นสัตว์น้อย เอ็งก็ด้อยกว่าข้า เจ้าก็ทรามต่ำช้ำ ข้านี่ซิคน แกคนก็คนป่า ชาวนาก็ต่ำตน แกมันสามัญชน แต่ไม่พ้นความตาย”

นี่คือความจริงที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเข้าไปรู้ว่า ทำไมชีวิตนั้นต้องเกิด ต้องแก่ ต้องตาย จะมีวิธีการอย่างไรทำให้ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ และไม่ต้องตาย นั่นคือการเจริญอยู่ในมรรคอันมีองค์ ๘ จนกระทั่งเกิดญาณปัญญาขั้นที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณ จนถึงญาณ ๑๖ เมื่อได้กระแสพระนิพพานครั้งที่ ๑ ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ครั้งที่ ๒ เป็นพระสกทาคามี ครั้งที่ ๓ เป็นพระอนาคามี ครั้งที่ ๔ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 13:14:03 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4



ฉะนั้น หนทางสายเอกเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ที่พระบรมศาสดาของเราทรงค้นพบเรียกว่า เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก คือ ทางเดียว เท่านั้น เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อล่วงความโศก ความพิไรรำพัน เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เมื่อบรรลุอริยมรรค

วิชาทุกแขนงในโลก สอนให้คนมีความรู้ความสามารถในการประกอบการงานในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ตลอดจนสามารถผลิตวัตถุต่าง ๆ เพื่อความสุขและความสบาย ตอบสนองอารมณ์ เพื่อรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เทคโนโลยีต่าง ๆ มีความทันสมัยขึ้นแต่ไม่สามารถดับทุกข์ได้ เป็นเพียงบรรเทาความทุกข์เท่านั้น

เมื่อประสบความทุกข์ทางกาย ก็มีนายแพทย์คอยเยียวยารักษาให้หายได้เป็นครั้งเป็นคราว บางครั้งก็ไม่หาย เมื่อมีทุกข์ทางใจย่อมเกิดขึ้น ในยามที่ประสบอารมณ์ไม่ดี เช่น มีเรื่องสะเทือนใจหรือมีเหตุมาจากทุกข์ทางกาย ต้องเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไป หรือเป็นโรคร้ายแรงหรือเจ็บไข้ที่อาจถึงแก่ชีวิต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่มีศาสนาใดและวิชาใดในโลกจะเยียวยาทุกข์ทางใจให้หมดไปได้

เพราะเมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ใจย่อมเดือดร้อน ดิ้นรน กระสับกระส่าย หวาดกลัวว่าจะต้องตาย มีเพียงพระบรมศาสดาเท่านั้นที่สามารถทำให้ทุกข์ใจและความกระสับกระส่ายที่เกิดขึ้นในจิตใจหายได้อย่างเด็ดขาด

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 13:14:29 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5


ทำไมชีวิตนั้นต้องเกิด ต้องแก่ ต้องตาย จะมีวิธีการอย่างไรทำให้ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ และไม่ต้องตายเป็นสิ่งที่น่ารู้ยิ่งจริงๆเลยนะครับน้องกิ้ฟ เพราะเป็นการรู้เพื่อดำเนินไปสู่ความสิ้นสุดทุกข์กันจริงๆเลยนะครับ

เพราะถ้าลงยังประมาทขาดปัญญาเสียแล้ว ก็ต้องทนทุกข์กันไป บ้างก็ทำใจได้ บางก็ทำไม่ได้ปัญหาสารพัดจึงมีมามากมายให้เห็นทั้งที่ตนเองและในสังคมนี้จริงๆเลยนะครับน้องกิ้ฟ

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากนะครับ ที่นำสิ่งดีมีค่านี้มาฝากให้อ่านเพื่อประโยชน์แห่งชีวิตจริงๆเลยครับ

โดย พี่เณร(พี่เณร)ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 13:15:18 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

จะต้องอาศัยการศึกษาและการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา จึงสามารถดับทุกข์ได้

ขอบพระคุณค่ะ..ที่นำประโยชน์มาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 16:44:11 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณ คุณน้องกิ๊ฟมากครับ

โดย pop (pop) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 เม.ย. 2550 , 20:41:15 น.] ( IP = 203.172.117.5 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org