มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สรุปสาระธรรมชาติว่าด้วยเรื่องชีวิต




สรุปสาระธรรมชาติว่าด้วยเรื่องชีวิต


ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามธรรมชาติ โดยแสดงถึงกฏที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ หรือสภาวะธรรมต่าง ๆ ตามธรรมชาติ กระบวนการทั้งหมดล้วนเป็นไปตามกระแสแห่งปัจจัย ดังภาษิตของพระอัสสชิว่า ธรรม (ปรากฏการณ์) เหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น



สมมติสัจและปรมัตถสัจ ในแง่ความจริงขั้นสมมตินั้นอาจตอบได้ว่า มนุษย์เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ สูง ต่ำ ดำ ขาว เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นคำจำกัดความแล้วแต่จะคิดเอาตามแต่ละชาติภาษาไป ส่วนมนุษย์ในแง่ความจริงขั้นปรมัตถ์นั้นเป็นเพียงกระบวนธรรม ล้วน ๆ ที่เกิดขึ้น ดับลง เพราะการรวมกันเข้าของเหตุปัจจัย ไม่มีใครสร้างขึ้น หรือเกิดขึ้นเพราะแรงดลบันดาลของใคร ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา ดังนั้นมนุษย์หรือตัวตนแท้ ๆ ไม่มี
-ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามธรรมชาติ โดยแสดงถึงกฏที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ หรือสภาวะธรรมต่าง ๆ ตามธรรมชาติ กระบวนการทั้งหมดล้วนเป็นไปตามกระแสแห่งปัจจัย ดังภาษิตของพระอัสสชิว่า ธรรม (ปรากฏการณ์) เหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น



ในคัมภีร์ชั้นพระไตรปิฎก โดยใช้คำว่า “นิยาม” ดังพุทธพจน์ในธัมมนิยามสูตรว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น คือความตั้งอยู่ตามธรรมดา…..ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง…สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์…ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา…ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่าย
--หลักของนิยาม ตามลักษณะเฉพาะของสรรพสิ่งในธรรมชาติว่า เป็นไปตามเหตุปัจจัย และปรากฏการณ์ต่าง ๆ นั้น มีความเกี่ยวโยงกัน ตามมิติของความสัมพันธ์ในแต่ละด้าน โดยแบ่งนิยามออกเป็น ๕ อย่าง เรียกว่านิยาม ๕


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:10:41 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

พุทธพจน์ในมหาสีหนาทสูตร แสดงไว้ว่า
กำเนิด ๔ เหล่านี้แล ๔ ประการเป็นไฉน คือ (๑) อัณฑชะกำเนิด (๒) ชลาพุชะกำเนิด (๓) สังเสทชะกำเนิด (๔) โอปปาติกะกำเนิด ก็อัณฑชะกำเนิดเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ชำแรกเปลือกแห่งฟองไข่เกิด นี้เราเรียกว่า อัณฑชะกำเนิด……ชลาพุชะกำเนิดเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดชำแรกลำไส้ (มดลูก) เกิดนี้เราเรียกว่า ชลาพุชะกำเนิด…สังเสทชะกำเนิดเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด เกิดในปลาเน่า ในขนมบูด ในเถ้าไคล นี้เรียกว่า สังเสทชะกำเนิด…โอปปาติกะกำเนิดเป็นไฉน เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และพวกเปรต อสุรกาย นี้เรียกว่า โอปปาติกะกำเนิด
--ข้อความในอินทกสูตร ได้กล่าวถึงการถือกำเนิด โดยแสดงลำดับขั้นของการเจริญเติบโตตามวิวัฒนาการของมนุษย์ในครรภ์มารดาว่า


รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดใน ฆนะ จาก
ฆนะเกิดเป็นปัญจสาขา ต่อจากนั้นมีผม ขน และเล็บ เกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์ บริโภคข้าว น้ำ โภชนหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้น ในครรภ์
--องค์ประกอบแห่งขันธ์ ๕ โดเฉพาะส่วนที่เป็นนามธรรม เช่น สัตว์บางชนิดอาจมีองค์ประกอบครบทั้ง ๕ ส่วน คือ มีรูปกาย (รูปขันธ์) ความรู้สึก (เวทนาขันธ์) ความสามารถจดจำ (สัญญาขันธ์) การไตร่ตรองด้วยปัญญาและเหตุผล (สังขารขันธ์) และมีสภาวะการรับรู้หรือจิต (วิญญาณขันธ์) เป็นต้น แต่สัตว์บางเผ่าพันธ์ อาจมีองค์ประกอบเหล่านี้ไม่สมบูรณ์ เช่น อสัญญสัตว์ ซึ่งไม่มีสัญญา เป็นต้น


--การใช้ปัญญาพิจารณา โดเฉพาะเรื่องที่จะนำพาตนเองพ้นจากความทุกข์ แม้ว่าจะมีสัญชาตญาณในชีวิตของสัตว์ คือ มีความรู้สึกรักชีวิต ต้องการความสุข และไม่ต้องการประสบกับความทุกข์ เช่นเดียวกัน ไม่ว่ามนุษย์ หรือสัตว์ ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากกิเลส ดังพุทธพจน์ว่า
เราย่อมไม่พิจารณาเห็นหมู่สัตว์อื่นแม้เพียงหมู่หนึ่ง ซึ่งวิจิตรเหมือนอย่างสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายนี้เลย…คนคิดด้วยจิตนั่นแหละ จิตนั่นแหละวิจิตรกว่าสัตว์ดิรัจฉานแม้เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงพิจารณาจิตของตนเนือง ๆ ว่า จิตนี้เศร้าหมองสัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ เพราะจิตผ่องแผ้ว
“สภาวะจิต” ตามหลักจิตนิยาม ได้แสดงถึงจุดร่วมและความแตกต่างของมนุษย์และสรรพสัตว์เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ นั่นคือ มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหมดในสังสารวัฏ มีความเกี่ยวเนื่องถึงกัน มีการเปลี่ยนสถานะจากมนุษย์ อาจกลับกลายไปเป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือสัตว์ประเภทอื่นเช่น เปรต อสุรกาย สัตว์นรก หรือสัตว์ที่มีจิตใจสูงอย่าง เทพ เป็นต้น
กฏแห่งกรรมในฐานะเป็นนิยามตามธรรมชาติในข้อนี้ ครอบคลุมทั้งพฤติกรรมของมนุษย์ และสัตว์โลกทั้งหลาย



โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:13:14 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 2


ดังพุทธพจน์ในจูฬกัมมวิภังคสูตร ได้แสดงถึงสัตว์โลกทั้งหลายนั้นว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้
ความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลาย จะอิงอยู่กับกฏของกรรมนิยาม ในฐานะกฏกำหนดความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ข้องอยู่ในวัฏฏสงสาร ดังพุทธพจน์ว่า



ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึง จักทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
มนุษย์และสรรพสัตว์จึงอยู่ในฐานะเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม กฏแห่งกรรมจึงเปรียบเสมือนเครื่องควบคุมสรรพสิ่งที่เป็นไปในโลก ดังพุทธพจน์ว่า กมฺมุนา วตฺตตี โลโก แปลว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หรือเป็นไปเพราะกรรม


กฏที่ครอบคลุมให้ทุกสิ่งเป็นไปตามสามัญญลักษณะ โดยขอบเขตของสรรพสิ่งทั้งปวงตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก มีพระพุทธวจนะที่ตรัสแสดงถึงสิ่งทั้งปวง ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสิ่งทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังข้อนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นสิ่งทั้งปวง จักษุกับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับโผฏฐัพพะ ใจกับธรรมารมณ์ อันนี้เรากล่าวว่า สิ่งทั้งปวง
สิ่งทั้งปวงตามพุทธพจน์ดังกล่าว ได้แก่ อายตนะ ๑๒ กล่าวคือ อายตนะภายใน ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ กับอายตนะภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
กระบวนการของการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:14:28 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 3


ดังความใน วชิราสูตร ว่า ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ
ความสืบต่อกันแห่งสังขารธรรมล้วน ๆ กระบวนการแห่งธรรมนี้เกิดขึ้นและดับลงตามเหตุปัจจัย ดังนั้นตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัย ตราบนั้นกระบวนการแห่งธรรมหรือกระบวนการแห่งชีวิตมนุษย์ก็ยังดำเนินต่อไป เมื่อเหตุปัจจัยดับสิ้นลงเมื่อใด กระบวนธรรมก็ดับลงเมื่อนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยเป็นตัวกำหนด
ความเป็นมนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์ก็จะสิ้นสุดลง มนุษย์ตามความหมายในแง่นี้จึงหมายถึงการรวมกันเข้าของส่วนกายกับจิต โดยอาจอุปมามนุษย์กับท่อนไม้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนขึ้น มนุษย์กับท่อนไม้อาจจะเหมือนกันในแง่ของกายภาพ หมายถึงทั้งสองต่างก็เป็นสสาร ต่างก็ตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมดาด้วยกันคือ ไม่ยั่งยืน แปรเปลี่ยนทำลาย และไร้แก่นสาร



กระบวนการของธรรมชาติ ปรากฏเป็นความเคลื่อนไหวที่มีความเปลี่ยนแปลง จากการเกิดขึ้น (อุปาท) ตั้งอยู่ (ฐิติ) และแตกสลายไป (ภังคะ) ซึ่งขณะที่มนุษย์ดำรงอยู่ในกระแสความเปลี่ยนแห่ง “สังขตธรรม” เช่นกันนี้ สถานะของมนุษย์จึงปรากฏและเป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ ดังพุทธพจน์ที่แสดงไว้ในรูปของกฏธรรมชาติ ในธัมมนิยามสูตร (อุปปาทสูตร) ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น คือความตั้งอยู่ตามธรรมดา…..ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง…สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์…ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา…
ความเป็น “กฎ” หรือ “แบบแผน” ของสภาวะธรรมชาติ ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ โดยปราศจากผู้สร้างหรือผู้ควบคุมเป็นหลักดำรงอยู่อย่างนั้น คือ ไตรลักษณ์ ประการที่สอง เป็นการอธิบายความจริง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุปัจจัยในกระบวนการแห่งปัจจัยสัมพัทธ์ อันเป็นกระบวนการชีวิตของมนุษย์ กล่าวตามกฏปฏิจจสมุปบาท



ลักษณะดังกล่าวนี้ปรากฏโดยทั่วไปในพระสุตตันตปิฎก ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแสดงหลักธรรม ทั้งสองประการว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา (กฏไตรลักษณ์) เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร….เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ (กฏปฏิจจสมุปบาท)
ธรรมทั้งปวง “ธรรม” หมายถึง สภาวะหรือสภาพทุกอย่าง ไม่มีขีดขั้นจำกัด ธรรมที่กล่าวถึงในกฏไตรลักษณ์ จึงครอบคลุมสิ่งทั้งปวง ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม ทั้งสังขารและมิใช่สังขาร คือ สภาวะทุกอย่างทั้งหมดรวมถึงนิพพานด้วย ที่เป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน จะเห็นได้ว่าอนัตตาเท่านั้น เป็นลักษณะร่วมของสิ่งทั้งปวง ส่วนอนิจจตาและทุกขตานั้น มีเฉพาะในสังขตธรรมเท่านั้น เว้นพระนิพพาน


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:16:41 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 4

พุทธพจน์ ที่แจกแจงมนุษย์ ตามนัยขององค์ประกอบ
ดังนี้ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา…..รูปไม่เที่ยงเพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสารมิได้…… เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ โสตะ ฯลฯ ชราและมรณะ ไม่เที่ยงเพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะความว่าหาแก่นสารมิได้
ความเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง หรือเป็นอนัตตา โดยนัยว่า หาสาระมิได้ หมายความว่า แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนดำรงคงตัวยืนโรงอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเป็นกระบวนการแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย เป็นผลจากการรวมตัวขององค์ต่าง ๆ ที่ประชุมพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป ดังพุทธพจน์ในอนัตตลักขณะสูตร ว่า



ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
-รูปขันธ์ แปลว่า กองแห่งรูป หมายถึงส่วนที่เป็นร่างกายของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของธาตุ ๔ ที่เรียกว่ามหาภูตรูป คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และไฟ
- อุปาทายรูปคือรูปซึ่งอาศัยมหาภูตรูปด้วย ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเกี่ยวกับรูปไว้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายไปจึงเรียกว่ารูป สลายไปเพราะอะไร สลายไปเพราะหนาวบ้าง สลายไปเพราะร้อนบ้าง เพราะหิวบ้าง เพราะกระหายบ้าง เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง
-ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเกี่ยวกับเวทนาไว้ว่า


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าเวทนา เพราะเสวยอารมณ์จึงเรียกว่าเวทนา เสวยอารมณ์อะไร เสวยอารมณ์สุขบ้าง เสวยอารมณ์ทุกข์บ้าง เสวยอารมณ์ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง
-สัญญาขันธ์ แปลว่ากองแห่งสัญญา ได้แก่ความจำได้หมายรู้ เป็นการกำหนดรู้เครื่องหมายหรือลักษณะของสภาวะธรรมทั้งหลาย สัญญามี ๖ ในวิสุทธิมรรค ท่านพุทธโฆษาจารย์ ได้ให้อธิบายเกี่ยวกับสังขารไว้ว่า
-สังขารทั้งหลาย แม้เป็นอย่างเดียวโดยลักษณะ (แต่)ว่าโดยชาติก็เป็น ๓ คือ กุศล อกุศล อัพยากฤต ในสังขาร ๓ นั้น สังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศลสังขาร ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณ จัดเป็นอกุศลสังขาร ที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณ จัดเป็นอัพยา กฤตสังขาร
วิญญาณขันธ์ แปลว่า กองแห่งวิญญาณ ได้แก่ความรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากอายตนะภายนอกมากระทบกับอายตนะภายใน แล้วทำให้เกิดผลคือ ความรู้หรือวิญญาณ ในที่นี้วิญญาณแบ่งเป็น ๖
-ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณไว้ว่า




โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:19:28 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 5


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าวิญญาณ เพราะรู้แจ้งจึงเรียกว่าวิญญาณ รู้แจ้งอะไร รู้แจ้งรสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้าง รสเผ็ดบ้าง รสหวานบ้าง รสขื่นบ้าง รสไม่ขื่นบ้าง รสเค็มบ้าง รสไม่เค็มบ้าง
-ในคัมภีร์สุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย ได้ถือเอาอายตนะของมนุษย์เป็นหลักในการวิเคราะห์
คือมองมนุษย์ในฐานะที่เป็นการรวมหรือประชุมกันเข้าของอายตนะภายใน ๖ ประการ
พระพุทธศาสนาก็มักจะกล่าวถึงอายตนะภายนอกเป็นคู่กันด้วยเสมอ ซึ่งมี ๖ ประการเช่นกัน คือ ๑) รูป ๒) เสียง ๓) กลิ่น ๔) รส ๕) โผฏฐัพพะ ๖) ธรรมารมณ์ ถ้าเรานำเอาอายตนะภายในและอายตนะภายนอกมาจับคู่กันก็จะได้ ๖ คู่ หรือได้อายตนะ ๑๒ และอาจย่อลงได้เป็น ๒ ส่วน คือ กายและจิต
-พระพุทธศาสนามองมนุษย์ในฐานะเป็นสิ่งที่เกิดจากการรวมตัวกันเข้าของธาตุทั้ง ๖ หรือ
ธาตุ ๑๘


-พุทธพจน์ที่แสดงหลักปฏิจจสมุปบาทไว้ในรูปของกฏธรรมชาติ ที่เป็นกระบวนการของชีวิตอันเป็นธรรมชาติภายในตัวมนุษย์ ดังนี้
พระตถาคตทั้งหลายจะเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ (หลัก) อันนั้นคือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้วย่อมตรัสบอก ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผยจำแนก กระทำให้ตื้น แลตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่น มูลเหตุแน่นอนในธาตุอันนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท
กฏปฏิจจสมุปบาทจึงมีบทบาทอย่างมากต่อจุดมุ่งหมาย ในข้อนี้ถือว่าสำคัญมากที่สุด และยังได้มีการขยายเพิ่มเติมมากที่สุดด้วย ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาถือว่า ปัญหาเรื่องความทุกข์เป็นปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่สุด เปรียบเหมือนบุรุษต้องศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา มิตรอำมาตย์ ญาติสายโลหิตของบุรุษนั้น พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผาตัดมาผ่า บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักบุรุษผู้ยิงเรานั้นว่า เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร คนถูกลูกศรอาบยาพิษ เจ็บหนักปานตาย ป่วยการที่จะแสวงหานายธนู ควรอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรีบรักษาตัวเอง ข้อความเดิมในพระสุตตันตปิฎก โดยเฉพาะในนิทานวรรค สังยุตตนิกาย ถือว่าเป็นพุทธจริยาของพระองค์ ที่ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสั่งสอนสรรพสัตว์ ให้พ้นจากความทุกข์ ดังพุทธพจน์ว่า



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:21:17 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 6

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส และอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือสังขารจึงดับ……..เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัส และอุปายาส จึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
-กระบวนการที่อิงอาศัยกันสืบต่อกันไปเป็นวงเวียน เมื่อหยิบยกส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็จะกระทบถึงส่วนอื่น ๆ ด้วย เช่น วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป คู่ของความเป็นเหตุ (ปฏิจจ อิงอาศัยกัน) และส่วนที่เป็นผล (สมุปบาท) ความเป็นเหตุปัจจัยนี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทธรรม ในขณะที่วิญญาณเองถือว่าเป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยประชุมแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความเสื่อมไป มีความสิ้นไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา คือ เป็นสิ่งหรือธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นตามหลักปฏิจจสมุปบาทเรียกว่า ปฏิจจสมุปันนธรรม
ชราและมรณะ คือ ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น เรียกว่าชรา ส่วนความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธานฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์ นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ นี้เรียกว่า มรณะ


ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นหลักคำสอนที่ได้แสดงสถานะของชีวิต (ไม่จำกัดว่าคนหรือสัตว์ มีเงื่อนไขที่ความทุกข์) โดยขึ้นตรงต่อความสัมพันธ์ตามวิถีแห่งปัจจัยในกระแสธรรมหรือธรรมชาติ ดังพุทธพจน์ว่า
เมื่อเธอรู้….ตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา ย่อมไม่นอนเนื่อง ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้สดับแล้วนี้ เราเรียกว่า ผู้ปราศจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราย่อมกล่าวว่า เป็นผู้ปราศจากทุกข์



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:23:14 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 7


ในวาเสฏฐสูตร ว่าบุคคลจะชื่อว่าเป็น คนชั่วเพราะชาติก็หาไม่ จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่ที่แท้ ชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรม ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม เป็นชาวนาเพราะกรรม เป็นศิลปินเพราะกรรม เป็นพ่อค้าเพราะกรรม เป็นคนรับใช้เพราะกรรม แม้เป็นโจรก็เพราะกรรม แม้เป็นทหารก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตเพราะกรรม แม้เป็นพระราชาก็เพราะกรรม บัณฑิตทั้งหลายมีปกติเห็น ปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็นกรรมนั้นแจ้งชัดตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม เหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น
-ในอัคคัญญสูตร ว่า
เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม …..เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่โดยมาก เหล่าสัตว์พากันจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมา……สมัยนั้นจักวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฏดวงดาว นักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฏ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เท่านั้น ……..ครั้นต่อมา…..เกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฏแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเดี่ยวให้งวดแล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้น….มีรสอร่อยดุจรวงผึ้ง..ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลนพูดว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นี่จักเป็นอะไร แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อเขาเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้วเขาจึงเกิดความอยากขึ้นขึ้น…..



แม้สัตว์พวกอื่นก็พากันกระทำตามอย่างสัตว์นั้น สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น ต่อมาสัตว์เหล่านั้นพยายาม เพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ ด้วยมือแล้วบริโภค…ในคราวที่พวกสัตว์พยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ ด้วยมือแล้วบริโภคอยู่นั้น เมื่อรัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ เมื่อดวงดาวนักษัตรปรากฏแล้ว กลางวันและกลางคืนก็ปรากฏ เมื่อกลางวันและกลางคืนปรากฏแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่ง และกึ่งเดือนปรากฏกอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ…ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก
-ปฏิจจสมุปบาท ได้แสดงถึงสถานะของมนุษย์ โดยไม่อิงกับความเชื่อสุดโต่ง ๒ ประการ คือ ความเชื่อในตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรหรือสัสสตทิฐิ (Eternalism) และกับความเชื่อเรื่องการขาดสูญหรืออุจเฉททิฐิ (Annihilism)


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:25:29 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 8

-ความเป็นไปของมนุษย์ตามกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ฯลฯ กระบวนธรรมที่แสดงในท่ามกลางนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
-องค์ประกอบของเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงจะมีผลให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏเกิดขึ้นได้ และเป็นไปได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งมีพุทธพจน์แสดงเปรียบเทียบองค์ประกอบของการเกิดใหม่ว่า ดูกรอานนท์ เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว…ปานกลาง…ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลในกามธาตุ, รูปธาตุ, อรูปธาตุ จักไม่มีแล้ว กามภพ รูปภพ อรูปภพ พึงปรากฏบ้างหรือหนอ
-พุทธพจน์แสดงว่า “ตัณหา” เป็นเชื้อหรือเครื่องผูกมัดสัตว์ต้องมาเกิดอีกหลังจากตายแล้ว ตัณหาเป็นเชื้อที่เหลืออยู่กับจิตปรุงแต่งจิตให้เป็นกรรม และสะสมกรรมนั้นไว้ในจิต เมื่อร่างกายเสื่อมสลายหรือแตกทำลายไป ตัวเชื้อในจิตจึงถือปฏิสนธิในร่างกายใหม่ของภพใหม่หรือชาติใหม่ต่อไป ดังพุทธพจน์ว่า


ดูกรวัจฉะ ในยามใดแลสัตว์ทอดทิ้งกายนี้และเข้าถึงกายอื่น เรากล่าวสัตว์นั้นว่ามีตัณหาเป็นเชื้อ ดูกรวัจฉะ เพราะว่าในยามนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น
-พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดใหม่เป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย หรือกฏแห่งเหตุและผลเท่านั้นเองซึ่งได้แก่ “กรรม” กรรมเป็นปัจจัยให้สัตว์ที่ตายจากชาติหนึ่งสืบต่อกันในฐานะสมาชิกสายกรรมสายเดียว กล่าวคือ เมื่อคนเราใกล้ตาย จิตแสดงอาการเคลื่อนคือพรากจากร่างกายลักษณะนี้เรียกว่า จุติจิต พอจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้น ปฏิสนธิจิตนี้ปรากฏหรือยึดเหนี่ยวอารมณ์อย่างเต็มที่จุตินั้นยึดอยู่ แล้วก็ดับไปในภพหน้า ดังนั้นที่สุดแห่งปัจจุบันชาตินี้กำหนดด้วยจุติจิตดวงนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นปรารภอารมณ์อย่างเดียวกันอันชนกกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลปรุงแต่งให้ปฏิสนธิในโลกหน้า ปฏิสนธิจิตนั้นมีอวิชชาแวดล้อมแล้วมีตัณหาเป็นมูลเหตุ มีสังขาร (กรรม) ปรุงแต่งให้เกิดมีเจตสิกธรรมคอยประคองค้ำชูปฏิสนธิจิตนั้นจึงหมายเอาวิปากจิต เพราะสืบต่อภพหน้า



กรรมหรือการกระทำ เป็นเรื่องของชีวิตตลอดชีวิตของแต่ละบุคคล การเกิดมาเป็นมนุษย์จึงเกี่ยวเนื่องกับการกระทำตลอดเวลาเช่นกัน เป็นเรื่องของเหตุผลที่คนเราสามารถที่จะไตร่ตรองให้เห็นจริงไปตามเหตุและปัจจัยได้ หลักคำสอนในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏในพระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กันตลอดเวลากับกฏแห่งกรรม และกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนว่า คนเราตายหนเดียวหรือเกิดหนเดียว แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่และยังไม่ได้บรรลุอมตธรรมคือเป็นพระอรหันต์ บุคคลก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น การที่คนเราจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้น พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ภพย่อมจะเกิดมีได้ เพราะอะไรเป็นต้นเหตุ พระพุทธองค์ได้ย้อนถามพระอานนท์ว่า อานนท์ถ้ากรรมที่ทำให้เกิดในกามธาตุไม่มี แล้วกรรมภพจะมีหรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าไม่มี พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปอีกว่า เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว…ปานกลาง…ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก และ“เพราะอะไรเราจึงเวียนว่ายตายเกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เราและพวกเธอ จึงเวียนว่ายตายเกิดสิ้นกาลนานอย่างนี้


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:32:23 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 9

-ในมหาตัณหาสังขยสูตร ได้อธิบายว่าชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันเกิดมีขึ้นได้ต้องอาศัยเหตุ ๓ ประการ ดังพุทธพจน์ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เพราะการประชุมกันพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการการตั้งครรภ์ (ของสตรี) ย่อมมีขึ้น
ในมนุษย์โลกนี้มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดู และสัตว์ที่จะมาเกิดยังไม่ปรากฏ การตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี
ในมนุษย์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่สัตว์ที่จะมาเกิดไม่ปรากฏการตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดามีระดูด้วย สัตว์ที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย เพราะการประชุมกันพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการนี้ การตั้งครรภ์ย่อมมีขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย มารดาย่อมรักษาทารกนั้นด้วยท้องเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง เมื่อล่วงไปเก้าเดือนหรือสิบเดือน มารดาก็ครอดทารกผู้เป็นภาระหนักที่ครอดออกมาแล้วนั้นด้วยโลหิตของตนด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก
ภิกษุทั้งหลาย น้ำนมของมารดานั้นเป็นโลหิตในอริยวินัย


-ในพระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้ เมื่อกล่าวโดยสรุป เหตุเกิดของมนุษย์จะมีขึ้นได้ ต้องประกอบพร้อมด้วยองค์ ๓ ประการ คือ
๑. มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน
๒. มารดามีระดู
๓. มีสัตว์มาเกิด
ในองค์ทั้ง ๓ ประการดังกล่าวนี้ ถ้าขาดองค์ใดองค์หนึ่งไป การตั้งครรภ์ของสตรีก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดังพุทธพจน์ว่า ดูกรอานนท์ ถ้าวิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องแห่งมารดา นามรูป จะพึงเกิดในท้องมารดาได้หรือ
-การให้ผลของกรรม โดยมีกล่าวไว้ดังนี้ คือ
ดูกรอานนท์ เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว…ปานกลาง…ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก
-วิภังสูตร มีความว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้ทรามและประณีต



ในบุญกิริยาวัตถุสูตร ว่าถึงการให้ผลของกรรมด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วย ทาน ศีล ภาวนา
๑. ทำสองข้อแรกน้อย ไม่มีข้อหลังเลย ทำให้ตายไปแล้ว เกิดมีส่วนชั่วในมนุษย์
๒. ทำสองข้อแรกพอประมาณ ไม่มีข้อหลังเลย ทำให้เกิดมีส่วนดีในมนุษย์
๓. ทำสองข้อแรกมาก แต่ไม่มีข้อหลังเลย ทำให้เกิดในเทพชั้นจาตุมมหาราช
๔-๘. ทำเหมือนข้อที่สาม ทำให้เกิดในเทพชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี
-การกล่าวถึงสังสารวัฏ ความเชื่อในพระพุทธศาสนาที่ว่าชีวิตไม่ได้หมายถึงชีวิตมนุษย์ในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น หากแต่มีการสืบต่อกันมา และจะสืบต่อกันไปอีก ในสังสารวัฏอันยาวนาน ตราบใดที่บุคคลยังมีเหตุปัจจัยให้ต้องเกิดต่อไปอีก โดยมีการกล่าวเปรียบเทียบให้เห็นถึงว่า น้ำตาอันเกิดจากควาทุกข์ของมนุษย์ในสังสารวัฏนี้มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทร





ในอัสสุสูตร มีพุทธพจน์ว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุด เบื้องต้นไม่ได้ ฯลฯ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องให้อยู่ เพราะประสบกับสิ่งไม่พอใจ โดยกาลนานนี้…ย่อมมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่
- พระพุทธศาสนามีทรรศนะว่า ชีวิตที่ยังต้องมีการเกิดใหม่นั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กันหรือควบคู่ไปกับกฏแห่งกรรมและผลของการกระทำ โดยสภาวะที่เป็นอยู่ของมนุษย์ในปัจจุบัน เป็นผลจากการกระทำในอดีตชาติ และการกระทำหรือกรรมในปัจจุบันชาติไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม มนุษย์จะได้รับวิบากนั้นในอนาคตชาติอย่างแน่นอน ดังมีพระพุทธพจน์ในอังคุตตรนิกาย ว่า



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:33:24 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )


  สลักธรรม 10

ดูกรอานนท์ เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว…ปานกลาง…ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก และ ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นที่พึงอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้ทรามและประณีต
-พระพุทธศาสนามีความเชื่อว่า ชีวิตของมนุษย์ไม่ได้มีเพียงชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น แต่มีการเวียนว่ายตายเกิดสืบต่อกันมา และจะสืบต่อกันไปอีก ในสังสารวัฏอันยาวนาน ตราบใดที่มนุษย์ยังมีเหตุปัจจัยให้ต้องเกิดต่อไปอีก ดังมี


พุทธพจน์ในเวปุลลปัพพตสูตรว่า
เมื่อบุคคลหนึ่งเกิดตายแล้ว และตายแล้วเกิดเวียนอยู่ในสังสารวัฏตลอดกัลป์ ถ้ามีผู้คอยรวบรวมกระดูกของเขาคนเดียวไว้ เขาจะมีกองกระดูกสูงใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละ
ในพระพุทธศาสนานั้น เมื่อกล่าวถึงกฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ก็จำเป็นต้องพูดถึงหลักไตรวัฏ คือ กิเลส กรรม วิบากด้วยเพราะมีความเกี่ยวเนื่องถึงกัน หมายความว่า เมื่อมีตัณหา(กิเลส)เป็นเหตุให้มนุษย์กระทำกรรม ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เมื่อกระทำกรรมลงไปแล้วก็ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้นจนกว่าจะกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไป นั้นหมายถึงการบรรลุพระนิพพาน ในระหว่างการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวงจรสังสารวัฏนี้สัตว์จะต้องไปเกิดในภพภูมิตามแรงกรรมหรือการกระทำของตน ซึ่งภพภูมิใหญ่ ๆ
มี ๓ ภูมิ


-มนุษย์มีฐานะเป็นหนึ่งในสัตว์ผู้ยังเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์นี้ สัตว์ในแต่ละภพภูมินั้นได้สร้างกรรมทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม ที่แสดงออกทางกาย วาจา และใจ จึงเป็นผลทำให้ต้องดำรงอยู่ในภาวะเช่นนั้น แสดงให้เห็นว่าสถานภาพของมนุษย์เปลี่ยนได้ไปตามธรรมหรือตามกรรมที่ได้สร้างไว้ ทั้งฝ่ายดีคือ นำไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ฝ่ายชั่วคือ นำไปสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรต



โดย ธีรวัส บำเพ็ญบญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 เม.ย. 2550 , 09:35:26 น.] ( IP = 58.9.111.52 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org