
-ความเป็นไปของมนุษย์ตามกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ฯลฯ กระบวนธรรมที่แสดงในท่ามกลางนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
-องค์ประกอบของเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงจะมีผลให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏเกิดขึ้นได้ และเป็นไปได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งมีพุทธพจน์แสดงเปรียบเทียบองค์ประกอบของการเกิดใหม่ว่า ดูกรอานนท์ เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว
ปานกลาง
ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลในกามธาตุ, รูปธาตุ, อรูปธาตุ จักไม่มีแล้ว กามภพ รูปภพ อรูปภพ พึงปรากฏบ้างหรือหนอ
-พุทธพจน์แสดงว่า ตัณหา เป็นเชื้อหรือเครื่องผูกมัดสัตว์ต้องมาเกิดอีกหลังจากตายแล้ว ตัณหาเป็นเชื้อที่เหลืออยู่กับจิตปรุงแต่งจิตให้เป็นกรรม และสะสมกรรมนั้นไว้ในจิต เมื่อร่างกายเสื่อมสลายหรือแตกทำลายไป ตัวเชื้อในจิตจึงถือปฏิสนธิในร่างกายใหม่ของภพใหม่หรือชาติใหม่ต่อไป ดังพุทธพจน์ว่า
ดูกรวัจฉะ ในยามใดแลสัตว์ทอดทิ้งกายนี้และเข้าถึงกายอื่น เรากล่าวสัตว์นั้นว่ามีตัณหาเป็นเชื้อ ดูกรวัจฉะ เพราะว่าในยามนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น
-พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดใหม่เป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย หรือกฏแห่งเหตุและผลเท่านั้นเองซึ่งได้แก่ กรรม กรรมเป็นปัจจัยให้สัตว์ที่ตายจากชาติหนึ่งสืบต่อกันในฐานะสมาชิกสายกรรมสายเดียว กล่าวคือ เมื่อคนเราใกล้ตาย จิตแสดงอาการเคลื่อนคือพรากจากร่างกายลักษณะนี้เรียกว่า จุติจิต พอจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้น ปฏิสนธิจิตนี้ปรากฏหรือยึดเหนี่ยวอารมณ์อย่างเต็มที่จุตินั้นยึดอยู่ แล้วก็ดับไปในภพหน้า ดังนั้นที่สุดแห่งปัจจุบันชาตินี้กำหนดด้วยจุติจิตดวงนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นปรารภอารมณ์อย่างเดียวกันอันชนกกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลปรุงแต่งให้ปฏิสนธิในโลกหน้า ปฏิสนธิจิตนั้นมีอวิชชาแวดล้อมแล้วมีตัณหาเป็นมูลเหตุ มีสังขาร (กรรม) ปรุงแต่งให้เกิดมีเจตสิกธรรมคอยประคองค้ำชูปฏิสนธิจิตนั้นจึงหมายเอาวิปากจิต เพราะสืบต่อภพหน้า
กรรมหรือการกระทำ เป็นเรื่องของชีวิตตลอดชีวิตของแต่ละบุคคล การเกิดมาเป็นมนุษย์จึงเกี่ยวเนื่องกับการกระทำตลอดเวลาเช่นกัน เป็นเรื่องของเหตุผลที่คนเราสามารถที่จะไตร่ตรองให้เห็นจริงไปตามเหตุและปัจจัยได้ หลักคำสอนในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏในพระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กันตลอดเวลากับกฏแห่งกรรม และกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนว่า คนเราตายหนเดียวหรือเกิดหนเดียว แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่และยังไม่ได้บรรลุอมตธรรมคือเป็นพระอรหันต์ บุคคลก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น การที่คนเราจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้น พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ภพย่อมจะเกิดมีได้ เพราะอะไรเป็นต้นเหตุ พระพุทธองค์ได้ย้อนถามพระอานนท์ว่า อานนท์ถ้ากรรมที่ทำให้เกิดในกามธาตุไม่มี แล้วกรรมภพจะมีหรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าไม่มี พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปอีกว่า เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว
ปานกลาง
ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก และเพราะอะไรเราจึงเวียนว่ายตายเกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เราและพวกเธอ จึงเวียนว่ายตายเกิดสิ้นกาลนานอย่างนี้